• ขนาดตัวอักษร  Normal size text | Increase text size by 10% | Increase text size by 20% | Increase text size by 30%

มารู้จักยาลดน้ำหนัก กั น ดี ก ว่ า

ไม่ว่าจะเป็นยุคไหนสมัยไหน รูปร่าง หน้าตา และบุคลิกภาพ เป็นลักษณะสำคัญที่จะช่วยสร้างความมั่นใจให้กับผู้หญิงในการที่จะเข้าสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในปัจจุบันค่านิยมที่ผู้หญิงต้องมีรูปร่างที่ได้ส่วนสัด หุ่น เพรียวบาง ถือเป็นความปรารถนาสูงสุดของผู้หญิงทุกคน ดังนั้น ผู้หญิงที่เจ้าเนื้อ มีรูปร่างที่อวบอัด หรือเรียกอีกอย่างว่า "อ้วน" จึงพยายามที่จะลดน้ำหนักลง โดยคาดหวังว่าจะกลับมามีรูปร่างที่ดีเหมือนคนอื่น ซึ่งบางคนอาจหันมาพึ่งยาลดน้ำหนักโดยขาดความรู้ และความเข้าใจที่ดีพอ จึงเสี่ยงที่จะเกิดอันตรายจากการใช้ยาได้ ดังนั้น เรามาทำความเข้าใจกันดีกว่าว่า "อ้วน" คืออะไร มีผลเสียต่อสุขภาพอย่างไร จะลดความอ้วนได้อย่างไรบ้าง แล้วยาลดน้ำหนักออกฤทธิ์อย่างไร มีผลเสียหรือไม่ อย่างไร

" อ้วน"  คืออะไร?
ในปัจจุบันกำหนดว่า "อ้วน"  เป็นโรคเรื้อรังชนิดหนึ่ง เกิดจากการมีปริมาณ ไขมันในร่างกายมากกว่าปกติ เกณฑ์ที่ใช้ ในการพิจารณาจะดูได้จากค่าดัชนีมวลกาย (body mass index หรือ BMI) ซึ่งมีค่าเท่ากับน้ำหนักตัว (กิโลกรัม) หาร ด้วยความสูง (เมตร) ยกกำลังสอง หรือ เขียนเป็นสูตรง่ายๆ คือ
BMI  =    น้ำหนัก (กิโลกรัม)
               ความสูง (เมตร)๒
โดยในคนไทยผู้ที่มีค่า BMI มากกว่า ๒๗ กิโลกรัม/ตารางเมตร จะจัดอยู่ในเกณฑ์อ้วน

ความอ้วนมีผลเสียต่อสุขภาพหรือไม่?
ความอ้วนจะทำให้เกิดโรคและความผิดปกติต่างๆ ของร่างกายได้เร็วกว่าคนไม่อ้วน เช่น โรคข้อ ความดันเลือดสูง เบาหวาน เป็นต้น โดยมีผู้ศึกษาพบว่าคนอ้วนที่มี BMI ตั้งแต่ ๓๐ กิโลกรัม/ตารางเมตร ขึ้นไป จะมีอัตราการตายสูงกว่าคนไม่อ้วนถึงร้อยละ ๓๐ และสูงมากขึ้นเรื่อยๆ ตามค่า BMI
 

จะลดความอ้วนได้อย่างไร?
วิธีการลดความอ้วนในปัจจุบันมีอยู่ ๕ วิธี ได้แก่ การควบคุมอาหาร การออกกำลังกาย การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการกิน การใช้ยาลดน้ำหนัก และการผ่าตัด โดยวิธีการลดน้ำหนักที่ถูกต้องควรปฏิบัติตาม ๓ วิธีแรกก่อน เมื่อไม่ได้ผลจึงค่อยปรับไปใช้วิธีอื่น
 

เมื่อไรถึงควรจะใช้ยาลดน้ำหนัก?
เมื่อใช้วิธีการควบคุมอาหาร การออกกำลังกาย และการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการกิน ทั้ง ๓ วิธีแล้วยังคงมีค่า BMI ตั้งแต่ ๓๐ กิโลกรัม/ตารางเมตรขึ้นไป
 

ยาลดน้ำหนักออกฤทธิ์อย่างไร มีผลเสียหรือไม่
ยาลดน้ำหนักที่มีการใช้กันมากในประเทศไทยแบ่งออกได้เป็น  ๒  กลุ่มใหญ่  ตามกลไกการออกฤทธิ์ ดังนี้

๑. ยาที่ลดความอยากอาหาร ยาในกลุ่มนี้จะออกฤทธิ์ที่สมอง ทำ ให้มีความอยากอาหารลดลง จึงลดการได้รับพลังงานจากสารอาหาร ยาในกลุ่มนี้ได้แก่ diethylpropion, d-norpseudoephedrine, phentermine, fluoxetine, sibutramine เป็นต้น เนื่องจากยาออกฤทธิ์ที่สมอง การใช้ยากลุ่มนี้จึงอาจทำให้พบผลข้างเคียงได้หลายอย่าง ที่พบบ่อยได้แก่ คลื่นไส้ อาเจียน หงุดหงิดง่าย ปวดศีรษะ ปากแห้ง คอแห้ง เหนื่อยล้า ท้องผูก (ยกเว้น fluoxetine จะทำให้ท้องเสีย) แต่ผลเสียที่สำคัญและอันตรายคือ การใช้ยาในระยะยาวจะทำให้เกิดการติดยา จึงแนะนำให้ใช้ในระยะเวลาไม่เกิน ๔ สัปดาห์ และยาเกือบทุกตัวในกลุ่มนี้ ทำให้ระดับความดันเลือดสูงขึ้นได้ ดังนั้น จึงห้ามใช้ในผู้ที่เป็นโรคหัวใจ และผู้ที่เป็นโรคความดันเลือดสูง ยาบางชนิดทำให้นอนไม่หลับ จึงควรกินยาก่อนอาหารเช้า ไม่ควรกินก่อนอาหารกลางวันหรืออาหารเย็น เพราะจะทำให้นอนไม่หลับ นอกจากนี้ ผลเสียอีกอย่างหนึ่งซึ่งหลายคนที่กินยาลดน้ำหนักอยู่คงประสบกับตนเองก็คือ เมื่อกินยาไปนานๆสักระยะพอรูปร่างเริ่มเข้าที่จึงหยุดยาน้ำหนักก็กลับมาเพิ่มขึ้นและเพิ่มขึ้นมากกว่าก่อนใช้ยาเสียอีกเราเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า" Yo Yo effect"

๒. ยาที่ลดการดูดซึมอาหารประเภทไขมัน ได้แก่ orlistat ยา กลุ่มนี้จะไปยับยั้งน้ำย่อยในกระเพาะอาหาร ทำให้อาหารประเภทไขมันไม่สามารถดูดซึมได้ เนื่องจากยาไม่ได้ ออกฤทธิ์ที่สมอง ผลข้างเคียงจึงไม่มาก มายเท่ายาในกลุ่มแรกแต่ก็ยังพบได้บ้าง ที่พบได้บ่อยคือ ท้องอืด และอุจจาระมี ไขมันปน ผลจากการที่ยาลดการดูดซึมไขมันนี้เองจึงอาจทำให้เกิดภาวะการขาดสารอาหารไขมัน และวิตามินที่ละลาย ไขมัน เช่น วิตามินเอ, ดี, อี, เค และเบต้าแคโรทีนได้ ดังนั้น ถ้าใช้ยานี้เป็นเวลานานควรจะได้กินวิตามินเสริม โดยให้ห่างจาก orlistat ประมาณ ๒ ชั่วโมง
 

หลักการในการใช้ยาลดน้ำหนักมีอะไรบ้าง?

๑. ควรลดน้ำหนักลง ๐.๕-๑ กิโลกรัม/สัปดาห์

๒. การใช้ยาลดน้ำหนักควรใช้ร่วมกับการควบคุมอาหาร การออกกำลังกาย และการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการกิน

๓. หลังจากการใช้ยาลดน้ำหนักเป็นเวลา ๓ เดือน ถ้าน้ำหนักลดลงน้อย กว่าร้อยละ ๕ ของน้ำหนักตัวก่อนเริ่มใช้ยาควรพิจารณาเลิกใช้ยาดังกล่าว

๔. ยาลดน้ำหนักควรใช้ภายใต้การดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด อย่าซื้อยามากินเอง
 

ยาลดน้ำหนักมีอยู่หลายชนิดแต่ละชนิดมีข้อแนะนำในการใช้ที่แตกต่างกัน ดังนั้น ก่อนที่จะใช้ยาตัวใด ควรจะทราบ ชื่อของยา วิธีการใช้ ข้อควรระวังและข้อห้ามใช้ของยานั้น โดยสอบถามหรือปรึกษาได้จากแพทย์หรือเภสัชกร เพื่อที่ท่านจะสามารถใช้ยานั้นได้อย่างถูกต้องและปลอดภัย

ข้อมูลสื่อ

286-009
นิตยสารหมอชาวบ้าน 286
กุมภาพันธ์ 2546
เปิดตำรายา
ภก.กุลธัช ชอบใช้

บทความที่เกี่ยวข้อง