ภูมิคุ้มกัน

  • ขนาดตัวอักษร  Normal size text | Increase text size by 10% | Increase text size by 20% | Increase text size by 30%

ข้อมูลสื่อ

233-002
นิตยสารหมอชาวบ้าน 233
กันยายน 1998
บทความพิเศษ
พญ.เพ็ญพรรณ วัฒนไกร
กองบรรณาธิการ

รอบ ๆ ตัวเรา เต็มไปด้วย เชื้อแบคทีเรีย เชื้อไวรัส และเชื้อโรคเล็กๆมาก มายที่ตาของเรามองไม่เห็น
มนุษย์ต้องสัมผัสกับเชื้อโรค ตั้งแต่อยู่ในครรภ์
คุณเคยสงสัยหรือไม่ว่า รอบๆตัวเรามีเชื้อโรคมากมาย และในแต่ละวันเราก็สัมผัสกับเชื้อโรคอย่างนับไม่ถ้วน ทำไมเราไม่เจ็บป่วยเพราะเชื้อโรคเหล่านั้น หรือหากจะเจ็บป่วยบ้าง แต่ก็ไม่บ่อยนัก


การที่เราไม่เจ็บป่วยง่ายๆ เพราะร่างกายมีภูมิคุ้มกัน(หรือภูมิต้านทาน)คอยปกป้องอยู่ ภูมิคุ้มกันเป็นกลไกการป้องกันตนเองอย่างหนึ่งของร่างกาย เมื่อมีสิ่งแปลกปลอมเข้าสู่ร่างกายและอาจเป็นโทษ ระบบภูมิคุ้มกันก็จะออกมาต่อต้านหรือทำลายสิ่งแปลกปลอมนั้น ร่างกายจึงอยู่ได้อย่างปกติสุข เพื่อให้ท่านผู้อ่านได้รู้จักกับภูมิคุ้มกันดีขึ้นว่ามีประโยชน์ต่อร่างกายอย่างไร หากเราจะเสริมสร้างภูมิคุ้มกันจะทำได้อย่างไร “หมอชาวบ้าน” ฉบับนี้จึงได้เชิญ ศ.ดร.อานนท์ บุณยะรัตเวช ผู้เชี่ยวชาญจากภาควิชาพยาธิวิทยา คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มาตอบคำถามและให้ความรู้กับท่านผู้อ่านด้วยภาษาที่อ่านแล้วเข้าใจง่าย

                        

กลไกการทำงานของภูมิคุ้มกัน
การทำงานของภูมิคุ้มกัน เรียกรวมกันว่า ระบบภูมิคุ้มกัน (immune system) ในการทำงานแบ่งเป็น ๒ ระบบ คือ อาศัยเซลล์โดยตรง และอาศัยเซลล์โดยอ้อม ซึ่งทำงานสัมพันธ์เชื่อมโยงกัน เรียกว่ารวมกันเป็นกองกำลังติดอาวุธและประจัญบานต่อต้านผู้บุกรุก ไม่ให้รุกรานร่างกาย

ภูมิคุ้มกันที่อาศัยเซลล์โดยตรง คือ เมื่อมีเชื้อโรคเข้าสู่ร่างกายและเม็ดเลือดขาวไปพบเข้าก็จะจับกินทำลายเสียเปรียบ กับการประจันหน้าศัตรูและใช้กำลังเข้าห้ำหั่นกัน
สำหรับภูมิคุ้มกันที่อาศัยเซลล์โดยอ้อม คือ เมื่อเชื้อโรคเข้ามา เซลล์จะสร้างสารต่อต้าน สิ่งแปลกปลอมขึ้นมาเรียกว่า แอนติบอดี(antibody) แอนติบอดีจะไปจับกับสิ่งแปลกปลอมเหมือนแม่กุญแจกับลูกกุญแจ ทำให้สิ่งแปลกปลอมไม่สามารถแผลงฤทธิ์กับร่างกายได้ การสร้างสารภูมิคุ้มกันนั้น ในขั้นแรกเมื่อมีเชื้อโรคหรือสิ่งแปลกปลอมเข้ามา จะมีเซลล์ไปทำความรู้จักกับเชื้อโรคแล้ว บรรจุข้อมูลส่งไปให้เซลล์ที่มี หน้าที่สร้างสารต่อต้าน หากเคยรู้จักแล้วก็จะสร้างสารต่อต้านออกมาเลย แต่ถ้ายังไม่เคยรู้จักเลยก็จะต้องส่งต่อให้เซลล์อีกตัวถอดรหัสก่อน เพื่อที่จะสร้างสาร ต่อต้านให้ถูกชนิดกับเชื้อโรคที่เข้ามา

สารภูมิคุ้มกัน(แอนติบอดี) แต่ละชนิดจะมีอายุไม่เท่ากัน บางชนิดก็อยู่ได้ไม่นาน บางชนิดก็อยู่ได้หลายปี บางชนิดก็อยู่ได้ตลอดชีวิต เช่น วัคซีน หัดเยอรมันที่คุ้มกันได้ตลอดชีวิต

ทำไมจึงไม่สบาย
ในเมื่อร่างกายมีระบบภูมิคุ้มกันที่ยอดเยี่ยมเช่นนี้ ทำไมบางครั้งเราจึงยังเจ็บป่วยได้อีก
คุณเคยสงสัยหรือเปล่าว่า ทำไมบางคนจึงแข็งแรง ไม่ค่อยเจ็บป่วย แต่บางคนอ่อนแอไม่สบายบ่อย อะไรเป็นปัจจัยให้แต่ละคนมีความต้านทานโรคต่างกัน
ความเจ็บไข้ได้ป่วยหรือความต้านทานโรคที่ต่างกันขึ้นอยู่กับ ๒ ปัจจัย คือ
๑. กรรมพันธุ์ ปัจจัยนี้ ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล แต่ละคนมีระบบภูมิคุ้มกันที่ได้รับการถ่ายทอดจากพ่อแม่ ฉะนั้นหากพ่อแม่มีระบบภูมิคุ้มกันที่ดี ลูกก็ย่อมจะมีภูมิคุ้มกันที่ดีด้วย หากพ่อหรือแม่มีภูมิคุ้มกันบางจุดบกพร่อง ลูกก็อาจได้รับถ่ายทอดในจุดที่บกพร่องได้เช่นกัน แต่โดยทั่วๆไปภูมิคุ้มกันก็จะได้มาตรฐานระดับหนึ่ง
๒. สุขภาพร่างกาย คนที่มีสุขภาพร่างกายอ่อนแอ ไม่ค่อยออกกำลังกาย กินอาหารไม่ครบหมู่ ขาดการดูแลสุขภาพ เมื่อได้รับเชื้อโรค ร่างกายจะต้องสร้างสารภูมิคุ้มกันได้เร็วและมากพอจึงจะกำจัดเชื้อโรคได้ ถ้าร่างกายอ่อนแอก็ทำให้ระบบอ่อนไป การสร้างภูมิคุ้มกันในร่างกายก็ไม่ค่อยดี จึงเกิดความเจ็บป่วยขึ้น
นอกจากการไม่ดูแลสุขภาพแล้ว การติดสารเสพติด ดื่มเหล้า สูบบุหรี่ ก็ทำลายสุขภาพด้วย

เสริมสร้างภูมิคุ้มกัน
ถึงแม้แต่ละคนจะมีภูมิคุ้มกันที่ได้รับถ่ายทอดทางกรรมพันธุ์ต่างกัน แต่ก็สามารถมีภูมิคุ้มกันที่ดีได้เหมือนกัน หากมัวแต่คิดว่าเป็นปัจจัยทางพันธุกรรมแล้วไม่สู้โรค ก็เหมือนเป็นการซ้ำเติม ทำให้ร่างกายอ่อนแอลงไปอีก แต่ถ้าไม่ยอมแพ้ธรรมชาติ พยายามสร้างเสริม บางอย่างก็อาจจะดีขึ้น หรือการแพ้บางอย่างอาจจะหายไปเลยก็ได้
การเสริมสร้างภูมิคุ้มกันก็มีหลักง่ายๆ ดังนี้
๑. อาหาร กินอาหารให้ครบทุกหมู่และเพียงพอ และอาหารที่กินควรมีคุณภาพดี เช่น สด สะอาด ปนเปื้อนน้อยที่สุด ไม่กินอาหารหมักดอง อาหารที่ทอดหรือย่างจนไหม้เกรียม
๒. ออกกำลังกาย การออกกำลังกายจะทำให้ระบบไหลเวียนเลือดดีขึ้น มีการแตกแขนงของหลอดเลือดในเนื้อเยื่อต่างๆมากขึ้น ทำให้เม็ดเลือดขาวหรือภูมิคุ้มกันเข้าสู่ในเนื้อเยื่อต่างๆได้ง่าย เมื่อมีเชื้อโรคเข้ามาก็เข้าไปจัดการได้เร็ว
๓. ทำจิตใจให้เบิกบาน จิตใจมีส่วนเกี่ยวข้องกับการหลั่งสารเอ็นดอร์ฟินหรือสารสุขในร่างกาย สารนี้พอหลั่งออกมาทำให้ระบบการทำงานของเซลล์ดีขึ้น ในทางตรงข้ามหากจิตใจห่อเหี่ยว เศร้า เป็นทุกข์ ร่างกายจะหลั่งสารทุกข์ ทำให้ระบบภูมิคุ้มกันทำงานได้ไม่ดี ร่างกายอาจเจ็บป่วยได้
สารเอ็นดอร์ฟินจะหลั่งเมื่อจิตใจมีความสุข สงบ เบิกบาน ฉะนั้นการคิดแต่สิ่งดีๆ คิดช่วยเหลือผู้อื่น คิดในด้านบวก ก็เป็นการเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน เช่นกัน

สรุป
ถ้ามองในเรื่องของภูมิคุ้มกันว่าเป็นสิ่งจำเป็นของชีวิตมนุษย์ ตอบได้เลยว่าจำเป็นมาก เป็นสิ่งที่ควบคู่กับการมีชีวิตอยู่ เพราะในการดำรงชีวิตจะต้อง มีสิ่งแปลกปลอมจากตัวเรา ฉะนั้นเราจะต้องมีกระบวนการจำแนกแยกแยะว่าสิ่งไหนเป็นของตัวตน สิ่งไหนไม่ใช่ของตัวตน ถ้าสิ่งที่ไม่ใช่ตัวตนเข้ามาในร่างกาย ก็ต้องจำแนกได้ว่าสิ่งนั้นเป็นสิ่งที่มีประโยชน์หรือไม่มีประโยชน์ มีคุณหรือมีโทษ ถ้ามีโทษก็ต้องมีกระบวนการที่จะทำลายหรือว่าต่อต้านฤทธิ์ของสิ่งแปลกปลอม นี้คือระบบของภูมิคุ้มกัน

ในส่วนของการทำให้ภูมิคุ้มกันเพิ่มขึ้น โดยธรรมชาติมันมีอยู่แล้ว แต่ว่าเราอาจจะเสริม คือทำให้สุขภาพพลานามัยดี มีจิตใจที่ดีงาม ไม่พาตัวเองเข้าไปในที่ที่เสี่ยงต่อการถูกท้าทายภูมิคุ้มกัน เช่น สถานที่มีเชื้อโรคเยอะ ที่อากาศไม่ถ่ายเท หรือสถานที่แออัดสิ่งแวดล้อมไม่สะอาด เป็นเรื่องที่ทุกคนต้องช่วยกันจัดการให้มีมลภาวะน้อยที่สุด
ภูมิคุ้มกันเป็นเรื่องของการติดตัวมาตั้งแต่เกิด เมื่อเกิดมาแล้วต้องดูแลตัวเองให้ดี เมื่อดูแลตัวเองแล้วทำงานทำการก็ต้องช่วยเหลือสังคมด้วย

คำถามน่ารู้
๑ ร่างกายเริ่มสร้างภูมิคุ้มกันตั้งแต่ตอนไหน
ตั้งแต่อยู่ในท้องแม่เลย เพราะเราอยู่ในโลกของสิ่งแปลกปลอมตลอดเวลา เซลล์ที่สร้างภูมิคุ้มกันเกิดตั้งแต่ทารกอยู่ในครรภ์ ในช่วงเดือนแรกๆ ที่ทารกยังสร้างภูมิคุ้มกันเองไม่ได้ ทารกจะได้รับ สารภูมิคุ้มกันจากแม่ทางรก เมื่อทารกคลอดแล้วภูมิคุ้มกันจากแม่ก็ยังสำคัญอยู่ โดยภูมิคุ้มกันจะอยู่ในน้ำนม ฉะนั้นแม่ที่เลี้ยงลูกด้วยนมแม่ ลูกจะได้รับภูมิคุ้มกันจากแม่ด้วย
๒ ทำไมเด็กจึงเป็นหวัดมากกว่าผู้ใหญ่
ไข้หวัดเกิดจากเชื้อไวรัสกว่า ๒๐๐ ชนิด เมื่อเชื้อไวรัสชนิดหนึ่งเข้าสู่ร่างกาย ร่างกายจะสร้างสารภูมิคุ้มกันขึ้นมา ครั้งต่อไปหากเป็นเชื้อตัวเดิมร่างกายก็จะมีสารภูมิคุ้มกัน จึงไม่ป่วยด้วยไข้หวัด
สาเหตุที่เด็กป่วยเป็นหวัดมากกว่าผู้ใหญ่ เพราะเด็กเคยได้รับเชื้อหวัดน้อยกว่าผู้ใหญ่ จึงมีสารภูมิคุ้มกันน้อยกว่า แต่เมื่อเด็กโตขึ้นภูมิคุ้มกันจะถูกกระตุ้นมากขึ้น ดังนั้นผู้ใหญ่จึงเป็นหวัดน้อยกว่าเด็ก
๓ ยาบางชนิดมีผลข้างเคียงต่อการสร้างภูมิคุ้มกันหรือไม่
มีผล ยาบางอย่างไปกดไม่ให้สร้างภูมิคุ้มกัน ยาบางอย่างจะไปรบกวนการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน พอถูกรบกวนเซลล์ก็งง เลยทำหน้าที่ไม่ดี
ยาที่มีผลต่อระบบภูมิคุ้มกัน เช่น สตีรอยด์ ยาที่รักษามะเร็ง พวกเคมีบำบัดที่รักษาโรคมะเร็ง
๔ ภูมิคุ้มกันนอกจากมีประโยชน์แล้วมีโทษหรือไม่
มีครับ คนที่มีภูมิคุ้มกันมากไปจะเป็นโรคภูมิแพ้ เพราะไวต่อสิ่งกระตุ้น(เช่น ฝุ่น, เกสรดอกไม้, ขนสัตว์, เชื้อรา)มากเกินไป เช่น เจอเกสรดอกไม้ คนแรกรู้สึกหอม ไม่เป็นอะไร แต่อีกคนจามแล้วจามอีก เพราะมีภูมิคุ้มกันมาก คือไวมากไป
ภูมิคุ้มกันบางอย่างก็ทำลายเซลล์ตัวเอง เรียกว่า ออโตอิมมูน (autoimmune) เรียกง่ายๆ ว่า โรคภูมิแพ้ตัวเอง
ปกติภูมิคุ้มกันจะต่อต้านและทำลาย สิ่งแปลกปลอม แต่คนเป็นโรคภูมิแพ้ตัวเอง ระบบภูมิคุ้มกันจะจำเซลล์ตัวเองไม่ได้จึงทำลายตัวเอง ทำให้มีผลต่ออวัยวะหลายระบบ เช่น โรคแอสแอลอี (SLE) โรคเอ-ไอแอลดี (AILD)
๕ มีวิธีกระตุ้นภูมิคุ้มกันโดยไม่ต้องรอให้เป็นโรคได้หรือไม่
ได้ครับ การฉีดวัคซีนคือการกระตุ้นภูมิคุ้มกันที่อาศัยหลักการทำงานของภูมิคุ้มกัน โดยการนำเชื้อโรคที่ทำให้ตายหรือทำให้อ่อนแรงลงฉีดเข้าไปในร่างกาย ระบบภูมิคุ้มกันก็จะถูกกระตุ้นโดยวัคซีนให้ผลิตสารภูมิคุ้มกันขึ้นคุ้มครองร่างกาย
๖ เราจะมีวิธีสังเกตตนเองได้อย่างไรว่าภูมิคุ้มกันอ่อนแอลง
อาจจะใช้ความอ่อนแอของร่างกาย เป็นตัวสังเกต เช่น เจ็บป่วยง่าย โดนอะไรนิดหนึ่งก็มีปฏิกิริยาและเป็นอยู่นาน แบบนี้เป็นการสังเกตอย่างหยาบๆ ส่วนทางแพทย์ก็มีวิธีการตรวจเลือดวัดดูระดับภูมิคุ้มกันได้
๗ เวลาเป็นแผลบางครั้งทำไมจึงมีหนอง
เมื่อร่างกายมีบาดแผลเชื้อโรคจะเข้า สู่ร่างกายทางบาดแผล เม็ดเลือดขาวที่ประจำการอยู่แล้วจะวิ่งเข้ามาจับเชื้อโรคกิน พอกินมากๆ เม็ดเลือดขาวก็แตกและตาย กลายเป็นเศษขยะ เม็ดเลือดขาวตัวอื่นมาเห็นขยะก็รีบเข้ามากิน ก็แตกและตายอีกกลายเป็นหนอง หนองสีขาวๆที่เห็นคือซากเม็ดเลือดขาวที่ตายนั่นเอง
๘ บางครั้งจะรู้สึกบวม แดง ร้อน ที่บาดแผล เป็นเพราะอะไร
เม็ดเลือดขาวเวลาตายจะมีเม็ดเลือดขาวตัวอื่นมาเก็บ เพื่อนำสารต่างๆ ให้เข้าไปอยู่เซลล์ใหม่ที่ผลิตขึ้น แต่บางครั้งมันตายเยอะตัวอื่นมาเก็บไม่ทัน ระหว่างตายก็หลั่งสารออกมา สารบางตัวก็เป็นกรด จึงรู้สึกร้อน ส่วนบวมเพราะปริมาณเซลล์ตรงนั้นเยอะ และแดงคือมีเลือดไหลเข้ามาเยอะ หรือที่เรียกว่า อักเสบ
๙ คนไข้ที่เป็นมะเร็ง เพราะภูมิคุ้มกันอ่อนแอลงใช่หรือไม่
ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายมีส่วนเกี่ยวข้องกับการเกิดโรคมะเร็งเป็นอย่างมาก ในคนปกติทั่วไป เมื่อมีเซลล์ในส่วนใดส่วนหนึ่งภายในร่างกายเริ่มกลายพันธุ์เพื่อก่อตัวเป็นมะเร็ง ระบบภูมิคุ้มกันจะทำหน้าที่ขจัดเซลล์ที่กลายพันธุ์นั้นทิ้งเสีย ก็ปลอดพ้นจากการเป็นมะเร็ง แต่ในคนที่ระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอ เช่น ผู้ป่วยเอดส์หรือผู้สูงอายุ เซลล์ที่กลายพันธุ์ ไม่ถูกระบบภูมิคุ้มกันทำลาย ก็จะกลายเป็นมะเร็งได้
เมื่อก่อตัวเป็นมะเร็งแล้ว เซลล์มะเร็งสามารถอำพรางตัวเอง ทำให้ระบบภูมิคุ้มกันในส่วนที่ทำหน้าที่ต่อต้านและทำลายผู้บุกรุกนั้น เข้าใจผิดว่าเซลล์มะเร็ง คือเซลล์ปกติของร่างกายจึงเฉยๆ ไม่มีการทักทายหรือเข้าไปทำลายแต่อย่างใด ปล่อยให้เซลล์มะเร็งแพร่กระจายจนเป็นอันตรายต่อร่างกาย
๑๐ มีโรคใดที่เป็นแล้วทำลายภูมิคุ้มกันหรือไม่
โรคที่ทำลายภูมิคุ้มกันที่รู้จักกันดีคือโรคเอดส์ (AIDS) เมื่อสิ่งแปลกปลอมคือเชื้อเอชไอวี (HIV) เข้าสู่ร่างกาย ระบบภูมิคุ้มกันจะสร้างสารออกมาต่อต้านเรียกว่า แอนติ-เอชไอวี (anti-HIV) แต่เนื่องจากเชื้อเอชไอวีมีความเหนียวแน่น คงทน นอกจากจะไม่ถูกทำลายแล้วยังสามารถเจริญงอกงามในร่างกายและไปทำลายระบบภูมิคุ้มกันที่เรียกว่า ภูมิคุ้มกันบกพร่อง เมื่อระบบป้องกันภัยถูกทำลาย หากมีสิ่งแปลกปลอมรุกราน ร่างกายจึงไม่สามารถจะต่อต้านได้ คนที่เป็นโรคเอดส์จึงอ่อนแอ หากดูแลสุขภาพตนเองไม่ดีจะเจ็บป่วยได้ง่าย และสุดท้ายจะเสียชีวิตด้วยโรคจู่โจมอื่นๆ