• ขนาดตัวอักษร  Normal size text | Increase text size by 10% | Increase text size by 20% | Increase text size by 30%

ต้อกระจก

ต้อกระจก


“นัยน์ตา” เป็นอวัยวะที่สำคัญมากอย่างหนึ่งของมนุษย์ เพราะนอกจากจะทำให้เราได้เรียนรู้ทุกสิ่งทุกอย่างจากภาพที่มองเห็นแล้ว นัยน์ตายังสามารถแสดงความหมายแทนคำพูดได้อย่างมหัศจรรย์ ดังที่มีผู้กล่าวว่า “ภาพ 1 ภาพ มีค่ามากกว่าคำพูดนับพันคำ” เนื่องจากภาพที่เรามองเห็นจะมีความหมายสมบูรณ์อยู่ในตัวเองจนยากที่จะหาคำบรรยายใดๆ มากล่าวแทนได้ ดังนั้นผู้ที่เกิดมามีความสมบูรณ์ครบทุกส่วนโดยเฉพาะอย่างยิ่ง “นัยน์ตา” นับได้ว่าเป็นผู้ที่มีความโชคดีอย่างมาก องค์ประกอบของนัยน์ตาทีทำให้เรามองเห็นนั้น ได้แก่

ตาขาว ซึ่งเป็นส่วนที่ปกคลุมพื้นที่มากกว่าครึ่งหนึ่งของด้านนอก มีลักษณะเป็นใยเหนียวยืดหยุ่นได้ เลนส์แก้วตา ซึ่งในคนปกติจะมีลักษณะใส ทำให้สามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจนเนื่องจากแสงส่องผ่านไปยังจอประสาทตาได้ดี นอกจากนี้ก็ยังมีม่านตา กระจกตาดำ จอประสาทตา และเส้นประสาทตา ทั้งนี้โดยแสงจากวัตถุที่ผ่านการหักเหจะส่งเข้ามาทางเลนส์แก้วตา กระจกตาดำทำให้เกิดภาพที่จอประสาทตา แล้วผ่านเส้นประสาทตาไปยังสมอง เพื่อแปรสัญญาณของสารที่ได้รับให้เป็นภาพที่มองเห็น

เมื่อคนเราอายุมากขึ้น เลนส์ตาจะสูญเสียความยืดหยุ่นไปโดยธรรมชาติ ทำให้ไม่สามารถมองเห็นวัตถุที่อยู่ในระยะต่างๆ ไม่ว่าจะใกล้หรือไกลได้ชัดเจนเหมือนเดิม จึงเห็นได้ว่า ผู้สูงอายุส่วนมากจะต้องใช้แว่นสายตาที่มีเลนส์สายตา 2 อัน สำหรับปรับระยะใกล้-ไกล โดยส่วนล่างของแว่นตาจะมีกำลังขยายสูงสำหรับมองระยะใกล้ และส่วนบนของแว่นจะใช้สำหรับมองในระยะไกล นอกจากนี้ในผู้สูงอายุโดยทั่วไปมักจะปรากฏอาการผิดปกติเกี่ยวกับสายตาอยู่เสมอ ที่พบเห็นกันบ่อยที่สุด คือ “ต้อกระจก”

สาเหตุและอาการของต้อกระจก

การเกิดต้อกระจกต้องใช้เวลาหลายปีกว่าที่อาการผิดปกติในการมองเห็นจะปรากฏขึ้น โดยในระยะแรกๆ อาจจะเห็นเป็นจุด และขยายวงมากขึ้นจนเป็นทั้งแก้วตา ทำให้เลนส์แก้วตามีลักษณะขุ่นมัว และฝ้าฟาง ทำให้แสงไม่สามารถผ่านไปยังจอประสาทตาได้ตามปกติ จึงเกิดอาการตามัวมองเห็นสิ่งต่างๆได้ไม่ชัด อาการของต้อกระจกนี้ ส่วนมากแล้วมักจะเป็นได้ทั้งสองข้าง โดยที่ข้างหนึ่งอาจเป็นเร็วกว่าอีกข้างหนึ่ง ขณะเดียวกันตาข้างหนึ่งก็อาจเป็นมากกว่าอีกข้างหนึ่ง เมื่ออายุมากขึ้น ความขุ่นมัวก็จะมีมากขึ้นตามไปด้วย ทำให้ไม่สามารถมองเห็นได้ตามปกติ ยิ่งถ้าปล่อยทิ้งไว้ให้ต้อสุกโดยไม่มีการรักษา จะทำให้เกิดการอักเสบ หรืออาจกลายเป็นต้อหิน และทำให้ตาบอดได้ในที่สุด

การเกิดต้อกระจกนี้ ยังพบได้ในเด็กแรกเกิดที่มีความผิดปกติทางกรรมพันธุ์ การกระทบกระเทือนอย่างรุนแรงที่ลูกตา หรือถูกของมีคม นอกจากนี้โรคทางร่างกายของผู้ป่วย เช่น โรคเบาหวาน โรคระบบประสาทบางชนิด การได้รับพิษจากสารเคมี จากยา หรือแสงกัมมันตภาพรังสี ก็สามารถทำให้เกิดต้อกระจกได้เช่นกัน

วิวัฒนาการการรักษาต้อกระจก

ที่ผ่านมาการรักษาต้อกระจกมีเพียงวิธีเดียวเท่านั้น คือ การผ่าตัดเอาต้อกระจกออก การใช้ยาหยอดตา และการกินยาที่ไม่สามารถป้องกันหรือรักษาให้อาการต้อกระจกหายได้ เพราะต้อกระจกเป็นการเปลี่ยนภายในแก้วตา ไม่ใช่เป็นเยื่อบางๆ หรือเนื้องอกหุ้มที่แก้วตา จึงไม่สามารถล้างออกหรือใช้เข็มเขี่ยออกได้ เมื่อผ่าตัดเอาต้อกระจกออกไปแล้วจะทำให้แสงสามารถผ่านเข้าไปในตาได้ตามปกติ เพียงแต่ผู้ป่วยจะไม่สามารถมองเห็นได้ชัดเจนเหมือนคนปกติเนื่องจากไม่มีแก้วตา วิธีการหนึ่งที่จะช่วยผู้ป่วยมองเห็นได้อย่างชัดเจนและปลอดภัยหลังการผ่าตัด ก็คือ การใช้แว่นตาต้อกระจกที่ทำด้วยเลนส์นูน เพื่อทำการหักเหแสงแทนเลนส์แก้วตาธรรมชาติที่ถูกผ่าตัดออกไป

แว่นตาต้อกระจกที่ทำด้วยเลนส์นูนนี้มีราคาถูก แต่ก็มีข้อเสีย คือ จะทำให้ภาพที่มองเห็นใหญ่กว่าของจริง และถ้ามองด้านข้างก็จะมองเห็นได้ไม่ชัด สำหรับผู้ป่วยที่ผ่าตัดต้อกระจกข้างเดียว และตาอีกข้างหนึ่งยังดีอยู่จะใช้แว่นตาเพียงข้างเดียว เพราะถ้าใช้ 2 ตาพร้อมกันจะเกิดปัญหาในการมองเห็น คือ ทำให้เห็นภาพเป็น 2 ชั้น ซึ่งทำให้เกิดอุบัติเหตุได้ง่าย

วิธีต่อมาที่พัฒนามาจากการใส่แว่นตาเลนส์นูนและวิธีเป็นที่นิยมทำกันมากตามโรงพยาบาลในปัจจุบัน คือ การผ่าตัดแบบเย็บแผล โดยการใส่เลนส์แก้วตาเทียม ซึ่งทำจากสารพวกพลาสติกแข็งที่ไม่มีปฏิกิริยาต่อต้านจากร่างกายเข้าไปเพื่อทำหน้าที่แทนแก้วตาธรรมชาติที่เกิดต้อกระจก เลนส์แก้วตาเทียมที่ใส่เข้าไปนี้จะทำให้ผู้ป่วยไม่ต้องใส่แว่นตาที่ทำด้วยเลนส์นูนอีกต่อไป การใส่เลนส์แก้วตาเทียมนี้ใช้ได้กับผู้ป่วยทุกรายที่ไม่มีข้อห้ามและผู้ป่วยที่ไม่มีปัญหาเรื่องค่าใช้จ่าย เพราะการใช้เลนส์แก้วตาเทียมเป็นวิธีการแก้ไขสายตายาวหลังการผ่าตัดต้อกระจกได้ดีที่สุด ทั้งยังให้ความสะดวกสบายกว่ามาก เพราะเป็นการใส่แบบถาวรโดยไม่ต้องเปลี่ยนและไม่ต้องดูแลรักษา เพียงแต่ต้องระวังเรื่องแผลผ่าตัดสักระยะหนึ่ง ควรหมั่นเช็ดตาและหยอดตาตามที่แพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด

ส่วนในผู้ป่วยที่สายตาสั้นมากๆ หรือพวกที่เคยผ่าตัดแบบไม่ใส่เลนส์เทียมไปแล้วข้างหนึ่ง ก็จะไม่ใส่เลนส์แก้วตาเทียมในอีกข้างหนึ่ง ทั้งนี้เพื่อให้สายตาสามารถใส่แว่นตาได้ทั้ง 2 ข้าง ปัจจุบันวิวัฒนาการของการผ่าตัดต้อกระจกได้ก้าวหน้าไปอีกขั้นหนึ่ง คือ ได้พัฒนามาเป็นการผ่าตัดต้อกระจกโดยไม่ต้องเป็นแผล หรือที่เรียกว่า “เฟโคอีมัลซิฟิเคชั่น” การผ่าตัดต้อกระจกแบบใหม่นี้ เป็นการนำคลื่นเสียงความถี่สูงอัลตราซาวนด์มาใช้ในการสลายต้อกระจกแล้วดูดออกมา จากนั้นจึงใส่เลนส์แก้วตาเทียมเข้าไปแทน ในปัจจุบันวิธีการดังกล่าวเป็นที่นิยมกันมากในต่างประเทศ สำหรับประเทศไทยยังไม่ค่อยแพร่หลายเท่าไรนัก ทั้งนี้เพราะมีข้อจำกัดในเรื่องค่าใช้จ่ายของเครื่องมือซึ่งมีราคาแพง และความชำนาญของจักษุแพทย์ที่จะต้องใช้เวลาฝึกฝนเป็นกรณีพิเศษ แต่ในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมาได้มีโรงพยาบาลหลายแห่งพยายามที่จะนำวิธีการดังกล่าวมาใช้ แต่เพราะข้อจำกัดดังกล่าวทำให้โรงพยาบาลยางแห่งต้องล้มเลิกไป เท่าที่ทราบว่ายังดำเนินการอยู่ในปัจจุบันมี 2-3 แห่ง ทั้งโรงพยาบาลของรัฐฯและเอกชน

ในเรื่องของค่าใช้จ่ายในการรักษาด้วยวิธีใหม่นี้ แม้จะสูงกว่าการรักษาแบบเก่า แต่เนื่องจากผู้ป่วยไม่จำเป็นต้องอยู่ในโรงพยาบาลและไม่ต้องใช้ไหมเย็บแผล ทำให้สามารถลดค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ลงได้ และเมื่อเทียบกันแล้ว ค่าใช้จ่ายในการรักษาแบบใหม่จึงสูงกว่าวิธีเก่าประมาณร้อยละ 30-40 ผู้ป่วยบางคนอาจสงสัยว่า การผ่าตัดจะทำให้เกิดโรคแทรกซ้อน ซึ่งในความจริงแล้วการผ่าตัดต้อกระจกเป็นการผ่าตัดตาที่จักษุแพทย์ทำกันอย่างคุ้นเคยมาก เหมือนกับการที่ศัลยแพทย์ทำการผ่าตัดไส้ติ่ง โรคแทรกซ้อนหลังผ่าตัดก็อาจมีได้แต่น้อย ที่ต้องระวังมากที่สุด ก็คือ เรื่องการติดเชื่อ ต้อหิน เลือดออกในลูกตา จอประสาทตาลอกหรือบวม ซึ่งไม่พบบ่อยนัก

สิ่งหนึ่งที่อาจเกิดขึ้นได้ภายหลังจากการผ่าตัดเป็นเวลานาน คือ ถุงเยื่อหุ้มหลังเลนส์ขุ่น ทำให้ผู้ป่วยมีอาการตามัวได้อีก แต่ในครั้งนี้จะไม่รักษาด้วยการผ่าตัด แต่จะใช้แสงเลเซอร์ยิงเจาะเยื่อหุ้มเลนส์ที่ขุ่น ซึ่งจะทำให้ผู้ป่วยกลับมองเห็นได้อย่างชัดเจนโดยจะไม่มัวลงอีก

การปฏิบัติตนภายหลังผ่าตัดต้อกระจก

หลังจากผ่าตัดใหม่ๆ ควรจะต้องกลับไปให้จักษุแพทย์ตรวจบ่อยๆ อาจจะทุกๆ 1 หรือ 2 สัปดาห์ แต่หลังจาก 2 เดือนไปแล้ว อาจจะห่างออกไปได้เป็นทุก 1-2 เดือน พอเลย 6 เดือนไปแล้ว แพทย์มักจะนัดทุก 3-6 เดือน

การป้องกัน

สำหรับการป้องกันการเกิดต้อกระจก หรือความพยายามที่จะให้เกิดต้อกระจกขึ้นช้าที่สุดเป็นเรื่องค่อนข้างยาก เนื่องจากสาเหตุส่วนใหญ่ของต้อกระจกคือความเสื่อมไปตามวัย ซึ่งเราคงป้องกันหรือหยุดยั้งได้ลำบาก แต่ก็อาจหลีกเลี่ยงบางสาเหตุได้ เช่น ผู้ที่เป็นโรคเบาหวาน ก็จะต้องควบคุมอาการเบาหวานให้ดี นอกจากนี้การกินยาบางประเภทที่หลายคนชอบซื้อมากินเอง เช่น ยาพวกสตีรอยด์ หรือการได้รับกัมมันตภาพรังสี ก็ทำให้เกิดต้อกระจกได้ เมื่อนัยน์ตามีคุณค่าต่อเราอย่างมากมายดังที่ได้กล่าวมาแล้ว เราจึงควรถนอมนัยน์ตาของเราไว้ให้ดี เพื่อจะได้มองเห็นสิ่งต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพนานที่สุด

ข้อมูลสื่อ

160-008
นิตยสารหมอชาวบ้าน 160
สิงหาคม 2535
เรื่องน่ารู้
นพ.ปานเนตร ปางพุฒิพงศ์

บทความที่เกี่ยวข้อง