เริม

  • ขนาดตัวอักษร  Normal size text | Increase text size by 10% | Increase text size by 20% | Increase text size by 30%

ข้อมูลสื่อ

163-005
นิตยสารหมอชาวบ้าน 163
พฤศจิกายน 1992
แนะยา-แจงโรค
รศ.นพ.สุรเกียรติ อาชานานุภาพ

เริม


ข้อน่ารู้

1. เริมเป็นโรคผิวหนังชนิดหนึ่ง มีลักษณะพุขึ้นเป็นตุ่มน้ำใสเล็กๆ เกิดจากการติดเชื้อเริม ซึ่งเป็นไวรัสชนิดหนึ่ง มีชื่อว่า เชื้อเฮอร์ปีส์ ซิมเพลกซ์ (Herpes simplex) ติดต่อโดยการสัมผัส ตำแหน่งที่พบบ่อย ได้แก่ ริมฝีปาก แก้ม จมูก หู ตา ก้น อวัยวะสืบพันธุ์ มักจะพุขึ้นตรงตำแหน่งใดตำแหน่งหนึ่งเท่านั้น

2. โรคนี้มีลักษณะพิเศษ คือ เป็นแล้วจะหายได้เองภายใน 1-2 สัปดาห์ แต่เชื้อสามารถหลบซ่อนตัวอยู่ที่ปมประสาทใต้ผิวหนัง เมื่อร่างกายอ่อนแอ อารมณ์เครียด หรือเป็นไข้เชื้อเริมจะโผล่ออกมาที่ผิวหนังตรงตำแหน่งที่เคยเป็นอยู่เดิม เกิดอาการพุเป็นตุ่มน้ำใส กำเริบได้อีก จึงมักเป็นๆหายๆ เรื้อรังเป็นแรมปีจนกว่าร่างกายจะมีภูมิต้านทานต่อโรคนี้อย่างเต็มที่ก็จะหายขาดไปได้เอง ซึ่งอาจใช้เวลานาน 3-5 ปี

3. โรคนี้ถึงแม้จะเป็นๆ หายๆ เรื้อรัง แต่โดยทั่วไปจะไม่ทำให้เกิดอันตรายร้ายแรงแต่อย่างใด ยกเว้นกรณีต่อไปนี้

3.1 ถ้าขึ้นที่ตา อาจทำให้กระจกตา (ตาดำ) อักเสบ หากรักษาไม่ถูกต้องอาจทำให้เป็นแผลเป็น ตาบอดมัวได้

3.2 ถ้าเป็นเริมในช่องคลอดของสตรี (ซึ่งมักติดจากสามี) ก็มีโอกาสทำให้กลายเป็นมะเร็งปากมดลูกได้มากขึ้น ควรตรวจเช็กมะเร็งปากมดลูกปีละครั้ง

3.3 ในระยะใกล้คลอด ถ้ามารดามีเริมในบริเวณช่องคลอด จะต้องทำคลอดด้วยการผ่าตัดเอาเด็กออกทางหน้าท้อง หากปล่อยให้คลอดตามธรรมชาติ เด็กอาจได้รับเชื้อขณะผ่านช่องคลอด กลายเป็นโรคเริมชนิดรุนแรง อาจถึงตายได้

4. ผู้ชายบางคนอาจเป็นเริมที่บริเวณองคชาต มักเกิดจากการติดเชื้อจากการมีเพศสัมพันธ์กับผู้หญิงที่เป็นเริมอยู่ก่อน พุเป็นตุ่มน้ำใสแล้วแตกเป็นแผล เมื่อหายแล้วก็มีโอกาสมีอาการกำเริบซ้ำๆ ซากๆ อยู่เรื่อยๆ โดยไม่ต้องไปรับเชื้อจากผู้อื่นอีก เพราะเชื้อเริมที่หลบในจะโผล่ออกมาเป็นครั้งคราว จนบางครั้งคนไข้แทบจะประสาทกิน แท้จริงผู้ชายที่เป็นโรคเริมที่องคชาตจะไม่มีโรคแทรกแต่อย่างใด แต่จะแพร่เชื้อให้ภรรยาซึ่งจะทำให้เกิดปัญหายุ่งยากดังกล่าข้างต้น

เนื่องจากโรคนี้สามารถติดต่อทางเพศสัมพันธ์ จึงจัดเป็น “กามโรค” ชนิดหนึ่ง หรือจะเรียกว่าเป็นโรคแห่งความรักก็ได้

รู้ได้อย่างไรว่าไม่ได้เป็นอื่น

โรคเริมจะมีลักษณะอาการเฉพาะที่สังเกตได้ง่าย โดยเริ่มแรกจะมีอาการแสบๆ คันๆ นำมาก่อนเล็กน้อย แล้วมีตุ่มน้ำใสขนาด 2-3 มิลลิเมตรพุขึ้น อยู่กันเป็นกลุ่ม กินบริเวณกว้าง 1/2-1 เซนติเมตร ยาว 1/2-1 เซนติเมตร โดยรอบจะเป็นผื่นแดง ต่อมาตุ่มน้ำใสจะกลายเป็นขุ่นเหลือง แล้วแตกกลายเป็นรอยแผลถลอก ในที่สุดจะตกสะเก็ด หายไปได้เองภายใน 1-2 สัปดาห์ (เร็วสุด 3 วัน)

บริเวณที่ขึ้นมักจะเป็นอยู่ที่เดียว อาจเป็นบริเวณใดบริเวณหนึ่งบนผิวกายก็ได้ ที่พบได้บ่อยมาก ก็คือ ริมฝีปากกับอวัยวะสืบพันธุ์ (ช่องคลอดหรือองคชาต)

อาการจะกำเริบอยู่ตรงที่เดิมเวลามีไข้ อดนอน ถูกแดดจัด อาหารไม่ย่อย ร่างกายอิดโรย อารมณ์เครียดขณะมีประจำเดือน หรือตั้งครรภ์ ลักษณะพุเป็นตุ่มน้ำใส อาจพบในไข้สุกใส (อีสุกอีใส) กับงูสวัด
ไข้สุกใส จะมีไข้ และตุ่มใสขึ้นกระจายทั่วร่างกาย ตุ่มมักจะคันมาก ส่วนงูสวัด จะมีตุ่มใสขึ้นเป็นแนวยาวตามแนวเส้นประสาท ในกรณีที่เป็นเริมที่องคชาตเมื่อเริ่มเป็นครั้งแรกอาจแยกออกจากกามโรคชนิดอื่น (เช่น ซิฟิลิส แผลริมอ่อน) ไม่ได้ชัดเจน ควรจะปรึกษาหมอให้แน่ใจ แต่ถ้าเป็นโรคเริมในระยะกำเริบ (เป็นครั้งหลังๆ ที่ตำแหน่งเดิม) ก็อาจสังเกตได้ว่ามักจะเป็นขึ้นเอง โดยไม่เกี่ยวข้องกับการเที่ยวสำส่อนแต่อย่างใด

เมื่อไรควรไปหาหมอ

ควรไปหาหมอเมื่อ

1. แผลเริมขึ้นที่บริเวณตา

2. แผลเรื้อรัง นานเกิน 2 สัปดาห์

3. ไม่แน่ใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าขึ้นที่อวัยวะสืบพันธุ์

แพทย์จะทำอะไรให้

โดยอาศัยการซักถามประวัติและการตรวจดูลักษณะอาการ แพทย์มักจะยืนยันได้ว่าเป็นโรคเริมจริงหรือไม่

การรักษาโรคเริม แพทย์จะแนะนำการปฏิบัติตัวดังกล่าว ในปัจจุบันมียาฆ่าเชื้อไวรัสอยู่ชนิดหนึ่งมีชื่อว่า อะไซโคลเวียร์ (acyclovir) ซึ่งมีชื่อทางการค้า เช่น โซวิแรกซ์ (Zovirax) ยานี้จะใช้ในกรณีที่มีอาการสมองอักเสบแทรกซ้อน (ซึ่งมีโอกาสพบได้น้อยมาก) หรือทารกแรกเกิดติดเชื้อเริมระหว่างคลอด หรือมีการอักเสบของกระจกตา (เชื้อเริมเข้าตา)

ส่วนเริมที่อวัยวะสืบพันธุ์ จะใช้ยานี้เมื่อเริ่มเป็นครั้งแรก เพื่อย่นระยะให้หายเร็วขึ้นและลดการแพร่โรค แต่ไม่มีผลในการป้องกันการกลับเป็นซ้ำหรือการกำเริบของโรค ส่วนในกรณีที่เป็นเริมบริเวณผิวหนังหรือริมฝีปาก มักจะไม่นิยมใช้ยานี้ เพราะจะไม่มีประโยชน์เท่าที่ควร เนื่องจากยานี้มีราคาแพง และไม่สามารถป้องกันมิให้โรคกำเริบซ้ำ

โดยสรุป เริมเป็นโรคติดเชื้อไวรัสที่ไม่มีอันตรายร้ายแรงสำหรับคนทั่วไป ยกเว้นขึ้นที่ตา หรือในช่องคลอดของสตรีหรือหญิงครรภ์แก่ อาจทำให้มีโรคแทรกซ้อนได้ ในปัจจุบันยังไม่มียาที่ใช้ป้องกันการกำเริบซ้ำที่ได้ผลชะงัด ทางที่ดีควรรักษาสุขภาพทั่วไปให้แข็งแรงด้วยการบำรุงอาหาร ออกกำลังกาย และคลายเครียด อาจช่วยให้ร่างกายมีภูมิต้านทานจนสามารถป้องกันมิให้โรคกำเริบได้

การดูแลรักษาตนเอง

เริมเกิดจากเชื้อไวรัส เป็นเอง หายเอง ภายใน 1-2 สัปดาห์ เมื่อพุขึ้นเป็นตุ่มน้ำใส ให้ปฏิบัติ ดังนี้

1. ใช้เข็มฉีดยาชนิดฆ่าเชื้อแบบสำเร็จรูป (หาซื้อจากร้านขายยา) สะกิดให้ตุ่มแตก แล้วใช้ไม้พันสำลีชุบแอลกอฮอล์เช็ดแผลวันละ 2-3 ครั้ง จะช่วยให้แผลตกสะเก็ด หายเร็วกว่าปล่อยตามธรรมชาติ (จะใช้เข็มเย็บผ้าแช่แอลกอฮอล์นาน 10 นาที แทนเข็มฉีดยาก็ได้)

2. ถ้าปวดหรือมีไข้ ให้กินยาแก้ปวดลดไข้

3. ห้ามใช้ครีมสตีรอยด์ทา อาจทำให้แผลลุกลาม หายยาก หรือติดเชื้อแทรกซ้อนได้

4. ป้องกันมิให้แพร่เชื้อให้ผู้อื่น โดยหลีกเลี่ยงการสัมผัสกับผู้อื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเป็นเริมที่อวัยวะเพศ ควรงดการมีเพศสัมพันธ์จนกว่าแผลจะหาย (หรือไม่ก็ควรใช้ถุงยางอนามัย)