น้ำผึ้งยาสมานแผลชั้นเลิศ

  • ขนาดตัวอักษร  Normal size text | Increase text size by 10% | Increase text size by 20% | Increase text size by 30%

ข้อมูลสื่อ

269-006
นิตยสารหมอชาวบ้าน 269
กันยายน 2001
พูดจาภาษายา
รศ.นพ.สุรเกียรติ อาชานานุภาพ

"น้ำผึ้งใช้รักษาแผลได้จริงหรือ ถ้าได้ผลจริง เป็นเพราะเหตุใด?”

ท่านที่ยังไม่เคยใช้น้ำผึ้งรักษาแผล มักจะตั้งข้อสงสัยหรือปฏิเสธสรรพคุณข้อนี้ของน้ำผึ้งไปเลย น้ำผึ้งมีส่วนประกอบของน้ำตาลเป็นพื้นฐาน สามารถใช้ดื่มกินให้พลังงานและความสดชื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งขณะหิว (ร่างกายขาดน้ำตาล)
น้ำผึ้งเป็นน้ำตาลเข้มข้น (แบบน้ำเชื่อม) โดยที่น้ำผึ้ง 1 ช้อนโต๊ะ จะให้พลังงาน 64 แคลอรี ขณะที่น้ำตาลทราย 1 ช้อนโต๊ะจะให้พลังงานเพียง 46 แคลอรี ดังนั้นหมอจะห้ามคนไข้เบาหวานกินน้ำผึ้ง เพราะจะทำให้น้ำตาลในเลือดสูงได้มากกว่าการกินน้ำตาล และคนทั่วไปถ้านิยมกินน้ำผึ้งก็ควรกินแต่พอเหมาะ ถ้ากินมากไป อาจทำให้น้ำหนักขึ้นแบบเดียวกับน้ำตาลได้

เมื่อกล่าวถึงสรรพคุณทางยาทางการแพทย์แผนปัจจุบันยอมรับการนำน้ำผึ้งมาใช้รักษาโรคอย่างน้อย 2 เรื่องด้วยกัน คือ
1. ใช้จิบแก้ไอ โดยการผสมน้ำผึ้ง 3-4 ส่วน กับน้ำมะนาว 1 ส่วน ควรเคี่ยวน้ำผึ้งบนเตาไฟให้เดือด ก่อน เมื่อปล่อยให้เย็นแล้ว ค่อยเติม น้ำมะนาวลงไป สามารถเก็บใส่ขวด แบ่งจิบแก้ไอได้บ่อยๆ เหมาะสำหรับคนทุกวัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเด็กเล็ก และผู้ที่มีอาการเบื่ออาหารร่วมด้วย นอกจากใช้แก้ไอแล้ว ยังให้พลังงานแก่ร่างกายแทนข้าวได้อีกด้วย
2. ใช้รักษาแผล ทั้งแผลสดและแผลเปื่อย (เรื้อรัง) โดยการทำแผลให้สะอาด เช่น ถ้าเป็นแผลสด หากมีดินทรายเปรอะเปื้อน แรกสุดให้ฟอกล้างด้วยน้ำกับสบู่ให้เศษดินทรายออกเสียก่อน ใช้สำลีหรือผ้ากอซ เช็ดแผลให้แห้ง แล้วใช้น้ำผึ้งทาลงบนเนื้อแผล ปิดด้วยผ้ากอซ วันต่อไปเปิดทำแผลรอบใหม่ ให้ใช้น้ำเกลือหรือน้ำสุกชะเนื้อแผล (ไม่ควรใช้น้ำยาฆ่าเชื้อ เช่น แอลกอฮอล์ โพวิโดนไอโอดีน ชะถูกเนื้อแผล แต่อนุโลมให้ชะบนผิวหนังรอบๆ แผลได้ ทั้งนี้ เพราะน้ำยาเหล่านี้จะทำลายเซลล์หรือเนื้อเยื่อในแผล อาจทำให้แผลหายช้าได้) แล้วใช้น้ำผึ้งทาบนเนื้อแผลแล้วปิดด้วยผ้ากอซ ทำแผลวันละ 1-2 ครั้ง จะสังเกตว่าเนื้อแผลจะแดง ไม่มีหนองหรือการติดเชื้อ และเซลล์ผิวหนังจะงอกจากขอบแผลเข้า มาปกคลุมเนื้อแผลในเวลาไม่กี่วัน

สำหรับแผลเปื่อย หรือมีคราบหนอง (เช่น แผลเบาหวาน แผลจากแรงกดทับ แผลเรื้อรังอื่นๆ) การทำ แผลควรหาทางเอาคราบหนองออกเสียก่อน (เช่น ใช้ไม้พันสำลี หรือผ้ากอซ ชุบน้ำเกลือหรือน้ำสุก ขูดหรือเขี่ยเอาคราบหนองออก) แล้วทาแผลด้วยน้ำผึ้งให้ชุ่ม แล้วใช้ผ้ากอซปิด ในระยะแรกควรทำแผลวันละ 2 ครั้ง เมื่อเนื้อแผลเริ่มแดงและแห้งดีจึงค่อยลดเหลือ 1 ครั้ง เมื่อแผลสะอาด (ไม่มีคราบหนอง เนื้อแผลแดง หรือมีเลือดซิบ) ก็จะมีเซลล์ผิวหนังงอก จากขอบแผล ค่อยๆ เข้ามาปกคลุมเนื้อแผล
 
เหตุผลที่น้ำผึ้งมีสรรพคุณสมานแผลได้ดี ก็เนื่องมาจากความเข้มข้นของน้ำผึ้ง จะทำให้เชื้อโรคฝ่อตาย ตาม หลักการทางวิทยาศาสตร์ที่ว่า สิ่งที่มี ความเข้มข้นกว่า (เช่น น้ำผึ้ง) จะดูดสารน้ำจากสิ่งที่เข้มข้นน้อยกว่า (เช่น เชื้อโรค) ดังที่ภาษาหมอเรียก ว่า ‘osmotic pressure’

เรื่องนี้แพทย์แห่งคณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี เคยทำวิจัยพิสูจน์ว่า สามารถใช้น้ำผึ้งรักษาแผลผ่าตัดหน้าท้องได้ผลเป็นอย่างดี
หลายคนรวมทั้งผู้เขียนก็นิยม ใช้น้ำผึ้งรักษาแผลเป็นประจำ

หากไม่สามารถหาน้ำผึ้งหรือต้องการประหยัด ก็สามารถใช้น้ำเชื่อมเข้มข้นแทนได้ ซึ่งก็เคยมีงานวิจัยยืนยันเกี่ยวกับเรื่องนี้มาแล้วเช่นกัน

ทั้งนี้ โดยใช้น้ำตาลทราย 1 กิโลกรัม ผสมน้ำ 1 ลิตร เคี่ยวบนเตาไฟ จนเป็นน้ำเชื่อมเข้มข้น ใส่ขวด เก็บในตู้เย็น เมื่อต้องการก็นำออกมาใช้เป็นครั้งคราว ก็นับว่าสะดวกและราคาถูกดี

เก็บมาฝาก
ผลไม้สดมีประโยชน์กว่าน้ำผลไม้
ในยุคที่มีการตื่นตัวเรื่องการดูแลสุขภาพ หลายคนหลีกเลี่ยงน้ำอัดลม น้ำชา กาแฟ หันมาดื่มน้ำผลไม้แทน ซึ่งปัจจุบันก็มีน้ำผลไม้มากมายหลายชนิดนานายี่ห้อวางขาย ให้ได้ซื้อหาอย่างสะดวก สำหรับผู้ที่ไม่มีเวลาคั้นดื่มเอง
 
แต่รู้ไหมว่าน้ำผลไม้ทุกชนิดล้วนทำให้ฟันผุได้ทั้งสิ้น วิธีแก้ปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นกับสุขภาพฟัน ก็คือเลือกดื่มน้ำผลไม้ที่มีน้ำตาลต่ำหรือไม่ผสมน้ำตาลเลย และดื่มในระหว่างมื้ออาหาร
 
หากจะให้ได้ประโยชน์ต่อสุขภาพสูงสุด การกินผลไม้สดย่อมดีกว่าดื่มน้ำผลไม้อย่างแน่นอน เพราะผลไม้จะให้กากใยอาหารมากกว่า อีกทั้งยังมีสารไบโอฟลาโวนอยด์ ซึ่งช่วยในการดูดซึมวิตามินซีอยู่ด้วย ที่สำคัญผลไม้ไม่ทำให้เราฟันผุ