ปัสสาวะ : ยารักษาโรค

  • ขนาดตัวอักษร  Normal size text | Increase text size by 10% | Increase text size by 20% | Increase text size by 30%

ข้อมูลสื่อ

210-004
นิตยสารหมอชาวบ้าน 210
ตุลาคม 1996
รศ.นพ.เกษียร ภังคานนท์

ปัสสาวะ : ยารักษาโรค

เมื่อต้นปีนี้มีนักวิทยาศาสตร์และแพทย์หลายร้อยคนทั่วโลกไปประชุมกันที่เมืองหลวงของรัฐโกอา (Goa) ซึ่งอยู่ทางทิศตะวันตกของประเทศอินเดียเรื่องการใช้ปัสสาวะรักษาโรค ผู้จัดการประชุมอ้างว่าปัสสาวะสามารถรักษาโรคร้ายแรงที่คร่าชีวิตมนุษย์ได้หลายอย่าง รวมทั้งโรคเอดส์ด้วย

การประชุมจัดโดยมูลนิธิวารีแห่งชีวิต (Water of Life Foundation) มีผู้สนใจในการใช้ปัสสาวะรักษาโรค ซึ่งเป็นศาสตร์ที่มีอายุกว่า 5,000 ปีมาใช้ โดยอ้างว่ามีในคัมภีร์โบราณของฮินดู และแม้แต่ในคัมภีร์ไบเบิล มีข้อความที่ว่า “จงดื่มน้ำที่ออกจากมหรรณพในตัวของเจ้าเอง” พวกที่สนับสนุนมักจะเป็นผู้ที่นิยมเทวเวชศาสตร์ ซึ่งอ้างว่าปัสสาวะเป็นน้ำที่ปราศจากสารเคมี (คงหมายถึงสารเคมีที่เป็นพิษ) ไม่ต้องเสียเงินซื้อ และมีให้ใช้อยู่ตลอดเวลา

เรื่องปัสสาวะเป็นยารักษาโรคนี้สะกิดใจผมตั้งแต่ครั้งผมไปบวชเมื่อ พ.ศ.2507 เพราะในนิสสัย 4 ที่ได้รับจากพระอุปัชฌาย์ตอนก่อนจะบวชเป็นพระนั้นในข้อ 4 มีว่า “ฉันยาดองด้วยน้ำมูตรเน่า” พระที่เป็นอาจารย์ของผมแปลให้ฟังว่าเป็นน้ำปัสสาวะเก่า 2-3 คืน หรือหลายคืน ซึ่งตามปกติจะมีกลิ่นเหม็นมากจนไม่น่าจะดื่มได้

พระที่เป็นอาจารย์ของผมท่านบอกว่า หลวงตานิ่มที่เป็นพระแก่รูปหนึ่งในวัดก็ฉันปัสสาวะของตัวเองทุกเช้า หลวงตานิ่มอายุมากแล้ว และผมก็ไม่เคยเห็นว่าหลวงตานิ่มป่วยเป็นอะไร

ผมเคยถามพระผู้ใหญ่หลายท่านก็ไม่ได้ความกระจ่าง เคยถามอาจารย์หมออวย (ศาสตราจารย์นายแพทย์อวย เกตุสิงห์) ผู้ล่วงลับไปแล้ว ซึ่งท่านเป็นทั้งนักวิทยาศาสตร์ผู้ริเริ่มการแพทย์แผนใหม่และรู้เรื่องศาสนาอย่างแตกฉาน เคยเป็นคณบดีคณะเภสัชศาสตร์ ก็ไม่ได้คำตอบที่กระจ่างชัด ในประเทศไทยดูเหมือนยังไม่มีใครทำวิจัยปัสสาวะในแง่ของยารักษาโรคเลย แพทย์และผู้นิยมใช้อ้างว่าปัสสาวะมีฮอร์โมน มีเอนไซม์ (น้ำย่อยต่างๆ) วิตามินและเกลือแร่ซึ่งสามารถใช้รักษาโรคได้ตั้งแต่โรคหัวใจถึงมะเร็ง

แพทย์โดยทั่วไปไม่เชื่อเช่นนั้น เห็นจะเป็นเพราะไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่พิสูจน์ได้และสนับสนุนข้อกล่าวอ้างดังกล่าวว่าเป็นความจริง แม้ว่ามีคนหลายคนออกมายืนยันแต่ก็เป็นเพียงความเห็นความรู้สึกส่วนตัว

ประธานมูลนิธิน้ำแห่งชีวิต ชื่อจี.เค. ฐักการ (Thakkar) ในข่าวไม่ได้บอกว่าแกเป็นแพทย์หรือเปล่า บอกแต่เพียงว่าแกเคยเป็นโรคบิดและโรคคันตามตัว รักษาหายโดยน้ำปัสสาวะเพียงแต่เท่านั้น แกอ้างว่าน้ำปัสสาวะทำให้แกเป็นนักพูดชั่วเวลาข้ามคืน

ฐักการเรียกยาน้ำปัสสาวะของแกเสียหรูหราว่า “โอสถน้ำทิพย์” ซึ่งบอกว่ารักษาได้สารพัดโรครวมทั้งโรคเอดส์ด้วย ผมเข้าใจว่า “รักษาได้” กับ “รักษาหาย” คงไม่เหมือนกัน รักษาได้ของแกอาจหมายถึงบรรเทาอาการซึ่งมีปัจจัยหลายอย่างในการช่วยบรรเทาอาการ

คุณธารา ไอช์ (Tara Eich) จากออสเตรเลียเล่าว่าเธอได้รับการวินิจฉัยจากแพทย์ว่าเป็นมะเร็ง แต่ไม่ได้บอกว่าเป็นที่อวัยวะใด หลังจากเธอดื่มปัสสาวะเป็นยาไประยะหนึ่งเธอก็หาย 

คุณคลอด เจคอต (Claude Jacot) จากประเทศสวิตเซอร์แลนด์ บอกว่าเป็นโรคโพรงอากาศในจมูกหรือที่เรารู้จักกันว่าไซนัสอักเสบอยู่ 50 ปี หลังจากเอาปัสสาวะหยอดจมูกไประยะหนึ่งแล้วก็หายขาด ไม่เคยอักเสบอีกเลย

ประสบการณ์รายย่อยนี้คงมีอีกมากมาย แต่ทางการแพทย์และวิทยาศาสตร์จะบอกว่าเชื่อถือไม่ได้ ผมเองเรียนมาทางวิทยาศาสตร์ก็รู้สึกเช่นนั้นเหมือนกัน แต่ผมก็มีความเห็นเหมือนกับนายแพทย์อาร์ ดี เลล (R.D. Lele) ที่อยู่โรงพยาบาลชัสโลกในเมืองบอมเบย์ ที่กล่าวว่า กระบวนการรักษาโดยปัสสาวะนั้นไม่มีหลักฐานยืนยันทางวิทยาศาสตร์ แต่นายแพทย์เลเลเชื่อว่าน่าจะมีสาระอยู่บ้าง มิฉะนั้นคนเป็นจำนวนมากคงไม่ใช้ติดต่อกันมาเป็นเวลาหลายพันปี

เท่าที่ปรากฏตามหลักฐาน มีชาวเยอรมันชื่อ โยฮันน์ ไฮน์ลิช เซดเลอร์ (Johann Heinlich Zedler) เขียนไว้ตั้งแต่ พ.ศ.2290 ว่า “น้ำผึ้งผสมปัสสาวะชายหนุ่มที่ต้มพออุ่น จะรักษาตาเจ็บได้ดี” ที่จริงพวกเราที่อายุเกิน 60 ปี และอยู่บ้านนอกอย่างผมต่างก็เคยใช้ปัสสาวะของเด็กหยอดตาแก้ตาแดงมาแล้วเกือบทั้งนั้น และเท่าที่ผมจำได้ หายได้ดีจริงเสียด้วย 

ในระยะเดียวกันที่ไฮน์ลิชเขียนเรื่องปัสสาวะรักษาตาแดงนี้ แพทย์ทั้งชาวฝรั่งเศสและเยอรมันใช้ปัสสาวะรักษาโรคดีซ่าน โรคข้ออักเสบ โรคปวดประสาท และโรคหอบหืด มีเรื่องเล่าว่าทหารปืนใหญ่จะมีถังใส่ปัสสาวะเตรียมไว้ใกล้ตัว ถ้ามือพองจากการยิงปืนใหญ่ก็จะเอามือจุ่มลงไปในถังใส่ปัสสาวะเพื่อบรรเทาอาการเจ็บปวดและอักเสบ

เจ.ดับเบิลยู.อาร์มสตรอง ใช้ปัสสาวะสวนทวารหนักเด็กที่ติดหัดและฝีดาษ แต่ในเรื่องไม่ได้แจ้งว่าสามารถป้องกันหรือรักษาโรคดังกล่าวได้มากน้อยเพียงใด ทุกวันนี้ชาวเยอรมันนิยมใช้ปัสสาวะรักษาโรคหลายอย่าง นายแพทย์โยฮัน อเบเล (Johann Abele) บอกว่าใช้ทั้งกินทั้งฉีด

วาน เดอร์ ครูน ชาวฮอลันดาไปไกลกว่านั้น คงหาคนทำตามยาก แกบอกว่า “ผมใช้ปัสสาวะพรมหน้าแทนน้ำหอมหลังโกนหนวด”

วาน เดอร์ ครูน เขียนหนังสือเกี่ยวกับคุณสมบัติของปัสสาวะขึ้นเล่มหนึ่งชื่อ “น้ำพุสีทอง : คู่มือการรักษาด้วยน้ำปัสสาวะ”  แกกล่าวไว้ในหนังสือเล่มนั้นว่าคนเราแช่อยู่ในน้ำคร่ำ (ตอนยังเป็นตัวอ่อนและทารกในมดลูก) ตั้ง 9 เดือน “น้ำคร่ำนั้นส่วนใหญ่ก็คือปัสสาวะนั่นเอง” ซึ่งก็มีความจริงอยู่บ้าง

มีบริษัทหลายแห่งที่เริ่มตื่นตัวเรื่องปัสสาวะ บริษัทเอนไซม์แห่งอเมริกา (Enzyme of America Holding Corp) ได้พัฒนาเครื่องกรองปัสสาวะเพื่อเก็บปัสสาวะจากที่ปัสสาวะชาย ๑o,ooo แห่ง และนำเอาปัสสาวะเหล่านี้มาสกัดเอาเอนไซม์ชื่อยูโรไคเนส  เอนไซม์ตัวนี้มีคุณสมบัติในการย่อยลิ่มเลือด ดังนั้นจึงสามารถใช้รักษาผู้ป่วยที่มีหลอดเลือดของหัวใจถูกอุดโดยลิ่มเลือดได้

ในนครเซี่ยงไฮ้มีการกล่าวว่า ปัสสาวะในที่ปัสสาวะสาธารณะจะถูกเก็บส่งให้แก่โรงงานเภสัชกรรมเพื่อผลิตยูโรไคเนสในการส่งออก 

ในยุโรปมีครีมประทินผิวโฆษณาว่า “ผสมยูเรีย” ยูเรียเป็นส่วนประกอบสำคัญของน้ำปัสสาวะ

ในประเทศเนเธอร์แลนด์มียาพื้นบ้านที่ใช้น้ำปัสสาวะของแม่ชีผสมกับปัสสาวะของสตรีที่ตั้งครรภ์เพื่อใช้แก้การมีบุตรยาก ในข่าวไม่ได้บอกว่าให้ดื่มหรืออย่างไร มากน้อยแค่ไหน และผลที่ได้เป็นอย่างไร

ดังที่ผมเคยเขียนเล่าไว้ในตอนต้นว่า ผมสนใจเรื่องน้ำปัสสาวะรักษาโรคมาตั้งแต่ครั้งบวช เพราะ 1 ในนิสสัย 4 คือ “ฉันยาดองด้วยน้ำมูตรเน่า” ซึ่งผมก็ไม่ทราบแน่ชัดว่าหมายความว่าอย่างไรกันแน่ แต่ที่แน่ก็คือเกี่ยวกับปัสสาวะ ตอนนั้นและเดี๋ยวนี้ผมยังมีความเห็นเหมือนเดิมว่าน้ำปัสสาวะคือ “ของเสียที่ร่างกายขับออกมา” ดังนั้น การกินของเสียเข้าไปอีกจะเกิดประโยชน์ได้อย่างไร แต่อีกใจหนึ่งก็เชื่อว่าถ้าไม่มีประโยชน์จริงพระพุทธเจ้าคงไม่บัญญัติไว้ในนิสสัย 4 เป็นแน่ และนี่มีแพทย์ นักวิทยาศาสตร์และผู้สนใจตั้ง 600 คน มาประชุมกันเกี่ยวกับเรื่องนี้ คงไม่ธรรมดาแน่นอน 

ตามปกติพอนึกถึงปัสสาวะคนเราก็รังเกียจแล้ว  ยิ่งทิ้งไว้นานจะเกิดเปลี่ยนแปลงทำให้กลิ่นน่ารังเกียจรุนแรงมากขึ้น ตามตำราบอกว่า ถ้าจะให้ได้ผลทางยาจะต้องเป็นปัสสาวะเก่า (stale urine)  การดื่มกินจะยากยิ่งขึ้น

เคยมีข่าวแผ่นดินไหวในฟิลิปปินส์ เมื่อปีกลายนี้ และมีชายผู้หนึ่งรอดชีวิตมาได้ หลังจากถูกขังอยู่ในซากปรักหักพังกว่า 1 สัปดาห์ แกบอกว่าแกดื่มปัสสาวะของตัวแกเองแทนน้ำ ส่วนลูกเมียที่ติดอยู่ด้วยกันตายหมด เพราะไม่ยอมดื่มน้ำปัสสาวะ เรื่องนี้จะมีความจริงเพียงไรผมไม่ทราบ เพราะอ่านจากข่าวของบางกอกโพสต์

แต่การดื่มปัสสาวะเพื่อแก้ภาวะขาดน้ำกับเพื่อรักษาโรค หรือเพื่อสุขภาพมันคนละเรื่องกัน

ที่ผมเขียนมานี้ก็เป็นเรื่องเล่า ซึ่งไม่สามารถสรุปได้ว่าปัสสาวะมีคุณสมบัติในการรักษาโรคได้หรือไม่ อย่างไร ตามหลักวิทยาศาสตร์ แปลกที่ว่าเรื่องอยู่ใกล้ตัวเพียงแค่นี้แต่ปล่อยให้เรื้อรังมาได้ตั้งร้อยปี ไม่มีนักวิทยาศาสตร์คนใดคิดวิจัยออกมาให้รู้ไปเลยว่า มีคุณสมบัติในการรักษาโรคจริง หรือเชื่ออย่างงมงายไปอย่างนั้นเอง เราใช้เงินตั้งมากมายไปในการค้นคว้าหลายเรื่อง ที่น่าจะมีประโยชน์ต่อมนุษยชาติน้อยกว่านี้ เป็นไปได้ไหมที่คนมองปัสสาวะเป็นของต่ำต้อยน่ารังเกียจ จึงไม่สนใจทำวิจัยอย่างจริงจัง ถ้ามีใครคิดทำแล้วพบว่ามีคุณสมบัติในการรักษาโรคแม้จะเพียงบางอย่างได้จริง เราก็จะมียารักษาโรคให้แก่คนเป็นพันล้าน ที่ไม่สามารถเข้าถึงการรักษาในระบบสาธารณสุขได้ สาธุคุณวิลเฟรด ดีโซซา (Wilfred d Souza) กล่าวว่า “เป็นยาที่ถูกที่สุด และไม่จำเป็นต้องพึ่งหมอด้วย”

ถอดความจากหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ ฉบับวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2539 และ ฉบับวันที่ 22 มีนาคม 2539

 

                                             ****************************************

 ขอขอบคุณ อาจารย์กรุณา กุศลาศัย ที่ช่วยถ่ายทอดภาษาอินเดียในภาษาไทย