ฝันหลับ ฝันตื่น ฝันอย่างไรให้มีพลัง

  • ขนาดตัวอักษร  Normal size text | Increase text size by 10% | Increase text size by 20% | Increase text size by 30%

ข้อมูลสื่อ

273-007
นิตยสารหมอชาวบ้าน 273
มกราคม 2002
บทความพิเศษ
นพ.วิวัฒน์ วิริยกิจจา

ในอดีต ประเทศฝรั่งเศสถูกอังกฤษรุกราน มีผู้หญิงคนหนึ่งฝันว่า เขาเกิดมาเพื่อช่วยเหลือพระเจ้าแผ่นดินของฝรั่งเศส เพื่อปกป้องประเทศจากอังกฤษ และเกิดข่าวลือว่า ผู้หญิงคนนี้คือ ผู้รับคำสั่งจากพระเจ้ามาช่วยกษัตริย์ของฝรั่งเศส

จากความฝันเพียงแค่นั้น เธอผู้ซึ่งมีความฝันจะเป็นผู้อาสานำกองทัพฝรั่งเศสตอบโต้อังกฤษจนกระทั่งพ่ายแพ้กลับไป ทำให้ฝรั่งเศสไม่ต้องตกเป็นเมืองขึ้นของอังกฤษ

เป็นเรื่องจริงของฝรั่งเศส ต่อมามีคนนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์ เรื่อง โจนออฟอาร์ค วีรสตรีเหล็กหัวใจทมิฬ (The Messenger : The Story of Joan of Arc)

จะเห็นว่าความฝันเป็นพลังของมนุษย์อย่างหนึ่ง ถ้าเรานำมาใช้ให้ถูกต้อง ใครบ้างที่ไม่มีความฝัน หรือใครบ้างที่ไม่เคยฝัน ในความเห็นของผม คนที่ไม่มีความฝันก็เห็นจะมีคน 2 ประเภท คือ คนบ้ากับคนตาย

ความฝันในความหมายของผมรวมถึงความฝันในขณะหลับ ความฝันที่เราตั้งใจอยากจะให้เป็นไป ความหวังและแนวความคิดเป้าหมายของชีวิต

ความฝัน คือ ความรู้สึกของเราที่สามารถจดจำได้และนึกถึงได้ เพราะฉะนั้น ความฝัน คือ ความรู้สึกซึ่งแต่ละคนจะมีความต้องการที่แตกต่างกัน โดยขึ้นอยู่กับประสบการณ์ในชีวิต

ในเมื่อร่างกายคนเรามีอาหาร อากาศ น้ำ เป็นเครื่องหล่อเลี้ยงร่างกาย
ฉะนั้น จิตใจของคนเราจึงต้องการความฝันเป็นเครื่องหล่อเลี้ยงจิตใจ
คนที่ขาดซึ่งความฝัน ชีวิตอาจจะไม่มีจุดหมาย ขาดความกระตือรือร้น ขาดพลัง

เรามาช่วยกันสร้างความฝันในใจของเราดีกว่าไหมครับ
ประโยชน์ของความฝัน
“คนช่างฝัน” หรือ “รางวัลแด่คนช่างฝัน” เป็นเพลงที่พวกเราอาจจะเคยได้ยิน ปัจจุบันเด็กไทยเราขาดซึ่งความฝัน จะเห็นได้ว่าความฝันได้หายไปจากเด็กไทยเป็นส่วนใหญ่ พอความฝันหายไป ความทะเยอทะยานก็หายไปด้วย ชีวิตก็ขาดทิศทาง ขาดความภูมิใจในตนเอง

เรามาเรียนรู้ร่วมกันเรื่องความฝัน ผมจะรวมหมดทุกอย่างเลยนะครับ ทั้งฝันในขณะนอนหลับ ฝันกลางวัน ฝันแบบจินตนาการ ฝันแบบเป้าหมายสูงสุด โดยเรียงลำดับจากส่วนลึกถึงเป้าหมายสูงสุด

ฝันแบบนอนหลับฝัน
เป็นการตอบสนองความต้องการภายใต้ส่วนลึกของจิตใจของคนเรา ผมจะขยายความธรรมชาติของการนอนหลับฝัน

ในช่วงที่ผมตรวจคนไข้ ผมเคยมีคนไข้อยู่ท่านหนึ่งที่ชอบมาหาผมและขอให้ผมช่วยสั่งยานอนหลับฝันดีให้เขาด้วย ซึ่งจริงๆ แล้วผมสั่งยากล่อมประสาท ยาคลายเครียดให้ และเผอิญโชคดีที่คนคนนั้นได้รับยาคลายเครียดแล้วสมองเขาเกิดการฝัน และเป็นฝันดี เขาเลยชอบ ผมยังอิจฉาเขาเลยว่าใครก็ตามที่ฝันดี ฝันสนุก ชีวิตก็มีความสุขไปกว่าครึ่งของชีวิต

ธรรมชาติของการนอน ถ้าใครลองสังเกตคนที่นอนหลับ การหลับของคนจะมีอยู่ 2 ช่วง
ช่วงแรก ช่วงที่ตาของคนหลับจะกลอกไปมาช้าๆ ร่างกายอาจจะมีการเคลื่อนไหวเล็กน้อย จะกินเวลาประมาณร้อยละ 80 ของเวลานอน
ช่วงหลัง ช่วงที่ตาของคนที่หลับจะกลอกไปมาเร็วๆ ร่างกายอาจจะมีการตอบสนอง เช่น ใจเต้นเร็ว หายใจถี่ จะกินเวลาประมาณร้อยละ 20 ของการนอน ช่วงนี้คือ ช่วงของความฝันหลายท่านก็จะยิ้มอย่างมีความสุข

ผมจะเล่าประสบการณ์ของผม ช่วงนั้นผมเป็นนักศึกษาในมหาวิทยาลัย เราอยู่หอพักซึ่งจะมีห้องพักเป็นกลุ่ม กลุ่มละ 3 ห้องนอน 1 ห้องน้ำรวม ขณะที่ผมนั่งสนทนาอยู่กับเพื่อนอีกหลายคน มีเพื่อนคนหนึ่งเรียกกันว่า “ไอ้ขน” เพราะตัวเขามีแต่ขนทั้งตัว ไอ้ขนเป็นคนหลับง่ายมาก ขณะที่เราคุยกัน 4-5 คนไอ้ขนก็หลับกรนครอกๆ สักพักทุกคนเงียบกริบ เพราะไอ้ขนกำลังหลับ ได้ยินเสียง “โอ้ โฮ้... จุ๊ จุ๊ จุ๊ จุ๊...” แล้วก็ยิ้ม ทุกคนหันไปมองไอ้ขนแล้วก็ถามว่า ไอ้ขนกำลังฝันเห็นอะไร ยากที่จะเดากัน และทุกคนก็อิจฉาว่า ไอ้ขนต้องเห็นอะไรดีๆ และถูกใจแน่นอน

เรื่องของการนอนหลับและฝัน เป็นเรื่องที่นักวิทยาศาสตร์ นักไสยศาสตร์ นักจิตวิทยา นักอะไรต่ออะไรพยายามค้นคว้ากัน แต่ก็ไม่มีข้อสรุปอะไรที่ชัดเจนว่าเป็นอย่างไรกันแน่ แต่ทุกคนต้องยอมรับว่าความฝันมีอิทธิพลต่อวิถีชีวิตของมนุษย์แน่นอน

ผมอยากจะสรุปประเด็นที่พอจะยอมรับด้วยเหตุผลได้ไว้เป็นข้อๆ เพื่อประโยชน์ของทุกๆ ท่าน และเป็นความรู้พื้นฐานในการนำไปใช้กับเรื่องอื่นๆ
1. ความฝันกับละเมอ อาจจะไม่เกี่ยวข้องกันมากนัก
2. จิตที่กังวลเรื่องบางเรื่องจะนำไปสู่ความฝันได้
3. อาหารในท้องหรือความไม่สบายในอวัยวะภายใน เป็นการกระตุ้นทำให้เกิดความฝันมากขึ้น
4. คนที่จำความฝันได้มากและชัดเจนมักจะเป็นคนที่มีสมาธิดี
5. คืนคืนหนึ่งฝันได้หลายเรื่อง บางครั้ง 5-6 เรื่องและเรื่องที่จะจำได้คือเรื่องท้ายๆ
6. มักจะฝันในเวลาใกล้สว่าง คือ ช่วงท้ายๆ ของการนอน
7. ท่าที่นอน หรือสิ่งแวดล้อมที่เรานอน อาจจะเป็นเครื่องกำหนดความฝันได้ เช่น เสียงนาฬิกาดังต๊อกๆ ตลอดเวลา อาจจะกลายเป็นฝันถึงเหตุการณ์ที่มีระเบิดเวลามาเกี่ยวข้อง หรือหากอากาศหนาว อาจจะฝันว่ากำลังว่ายน้ำอยู่ในกระแสน้ำที่เย็นยะเยือกก็ได้
8. ส่วนที่เราขาดในชีวิตปกติ มักจะออกมาทดแทนในความฝัน เช่น ฝันเห็นคนรักที่ตายจากไป ฝันว่าร่ำรวย ทั้งๆ ที่ยากจน ฯลฯ
9. ฝันที่อธิบายและหาเหตุไมได้ เช่น ฝันถึงพระพุทธเจ้า ฝันถึงแม่ที่ตายไปแล้วมาบอกเรื่องราวต่างๆ ฯลฯ

                                

หากจะสรุปความฝันในทางการแพทย์ออกเป็นกราฟง่ายๆ ให้เข้าใจถึงเรื่องคลื่นสมองของการนอนหลับ อาจเขียนได้ดังนี้

                                                     

ในเวลานอนสมองคนเราได้พักก็ต่อเมื่อ
การนอนอาจจะไม่ใช่คำตอบของการพักผ่อนสมองจริง ๆ แต่เป็นการพักผ่อนร่างกายเท่านั้น เพราะการนอนสมองยังคงทำงานต่อไป ยิ่งถ้าคนไหนหลับแล้วฝันร้ายยิ่งแย่เข้าไปใหญ่ นั่นหมายถึงเป็นการนอนมิใช่การพักผ่อนเสียแล้ว กลายเป็นการทำงานในอีกมิติหนึ่ง

เครื่องวัดคลื่นสมอง เป็นเพียงเครื่องมืออันหนึ่งเท่านั้นเอง ขณะนี้วิทยาการเจริญก้าวหน้าขึ้นไปมาก มีเครื่องมือที่สามารถแปลงคลื่นรวม ให้กลายเป็นคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าแล้วบังคับเครื่องมือได้

ผมเคยทดลองเครื่องมือคล้าย ๆ แบบนี้ พอเราคิดอะไรมาก ๆ กราฟของสมองจะเป็นอีกอย่าง เราเรียกเครื่องมือนี้ว่า เครื่องมืออกกำลังสมอง คล้าย ๆ เครื่องมือออกกำลังกาย Brain Enhance Engine เราเชื่อว่าในประเทศหลายประเทศผลิตเครื่องมืออ่านความฝันได้แล้ว แต่ยังไม่สามารถที่จะนำมาใช้ประโยชน์ได้ชัดเจน

จากการศึกษา สังเกต และพยายามอ่านหนังสือหลาย ๆ เล่ม เพื่อให้เข้าใจในความฝัน ผมบันทึกการสังเกตของผมไว้ในสมุดบันทึกของผม สามารถสรุปได้ดังนี้
• หากมีอาการแน่นท้อง จะมีโอกาสฝันมาก
• หากมีการกังวลเรื่องใดเรื่องหนึ่ง จะมีโอกาสฝันมาก
• เหตุการณ์ที่มากระทบใจของเราในช่วงเวลา 18.00 น. ถึง 20.00 น. จะกลายเป็นความฝันได้ง่ายกว่าช่วงเวลาอื่น
• ฝันบางเรื่องอธิบายไม่ได้ เข้าใจว่าเป็นเรื่องนอกเหนือเหตุผล เช่น จิตวิญญาณ ลางบอกเหตุ ฯลฯ

จากการศึกษา และความรู้ด้านการแพทย์ ผมสังเกตว่า คนสุขภาพดีมักจะฝันดี คนเจ็บป่วยมักจะฝันร้าย
เคยมีการทดลองให้คนนอนหลับ พอเริ่มเข้าสู่ระยะตากลอกไปมาเร็ว ๆ เราก็ปลุกให้ตื่น คนคนนั้นจะตื่นขึ้นมาแบบนอนไม่พอ คือ งัวเงีย แต่ถ้าคนไหนมีช่วงเวลาของการนอนที่ตากลอกไปมาเร็ว ๆ มีเวลานานขึ้น คนคนนั้นจะรู้สึกนอนพอเพียง

ผมมีข้อเสนอแนะในการนอนที่ต้องถูกจำกัดเวลาให้เหลือน้อย (แต่พอตื่นขึ้นมาแล้วเหมือนนอนนาน) ที่มาจากการสังเกตของผมเอง คือ ตอนนอนช่วงก่อนเวลาหลับ ลองกลอกลูกตาเร็ว ๆ ไปมาหลาย ๆ ครั้งจนกว่าจะหลับ ท่านจะใช้เวลานอนน้อยลง โดยมีความรู้สึกคล้ายนอนอิ่มพอเพียง นี่เป็นการสังเกตของผมเองนะครับ ท่านใดลองทำแล้วได้ผลประการใด ลองเขียนมาเล่าสู่กันฟังบ้างนะครับ

ผมต้องเรียนท่านผู้อ่าน ในเรื่องนี้ถือว่าเป็นเรื่องที่อ่านบันเทิงคดี คงยังไม่มีข้อสรุปชัดเจนและเป็นเอกสารอ้างอิงในเชิงวิชาการไม่ได้ เพราะเป็นเพียงหัวข้อสังเกต

ความฝันกับการใช้ประโยชน์
จากความรู้ทั้งหมดที่ผมสังเกต อ่าน ทดลองบางอย่าง จะเป็นหัวข้อเสนอแนะเพื่อนำมาใช้ประโยชน์กับตนเองให้ได้
1. การเตรียมตัวก่อนนอน
• ไม่ควรนอนดึก
• ไม่ควรบริโภคอาหารมาก ๆ ก่อนนอน
• ถ้ามีเวลาการนอนน้อยลง เลียนแบบตากลอกไปมาเร็ว ๆ จะช่วยลดความงัวเงียลงได้
• การทำสมาธิก่อนนอน เป็นการเพิ่มประสิทธิภาพของการพักสมองง่าย ๆ หัดหายใจเข้าออกลึก ๆ ช้า ๆ ประมาณ 3 นาทีก่อนหลับ
2. การแก้ฝันร้าย
หากฝันร้ายจนตื่น ควรลุกขึ้นจัดการความไม่สบายในท้อง สังเกตได้ว่าส่วนใหญ่จะท้องอืด อาจจะมาจากการดื่มน้ำอัดลมมาก ดื่มเหล้า ควรหายาลดลมในกระเพาะ หรือดึ่มน้ำขิงอุ่น ๆ สักแก้ว จะทำให้ฝันร้ายกลายเป็นฝันดีได้
3. หาประโยชน์จากฝัน
พอตื่นขึ้นมาท่านลองจดบันทึกว่าฝันว่าอะไร แล้วนึกย้อนในช่วงก่อนเวลานั้น ว่าท่านเกี่ยวข้องกับ ท่านอาจจะได้ยานอนหลับฝันดี หรือบังคับความฝันที่สนุก ๆ ก็ได้

คนเราจะฝันแล้วจำได้อยู่ประมาณ 1-2 ชั่วโมงหลังตื่น จากนั้นจะลืม ที่สำคัญทุกคนต้องฝัน แต่จะจำได้หรือไม่ได้เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ฝันส่วนใหญ่เป็นขาวดำ บางครั้งเป็นภาพสี (ซึ่งมีความเป็นไปได้น้อย) ความฝันที่เป็นภาพสีมาก ๆ แสดงถึงสภาวะสมาธิในคนคนนั้นดีมาก

ความฝันเป็นทางออกของชีวิตเราทางหนึ่ง ไม่ผิดถ้าท่านจะฝันอย่างไร เป็นโลกส่วนตัวของท่านขึ้นอยู่กับว่าเราจะเรียนรู้ หรือค้นคว้าหาวิธีใช้ประโยชน์จากการฝันกันได้อย่างไร แต่อย่าไปพยายามตีตัวเลขเพื่อไปซื้อล็อตเตอรี่เลยนะครับเพราะเป็นอบายมุข แต่ถ้าเราสนใจความฝัน จะเป็นการมองตนเองออกและจะรู้ว่าจะจัดการกับตนเองอย่างไร

ความฝันในเวลาหลับ คือ ธาตุแท้ของมนุษย์คนนั้น ถ้าเราเข้าใจธาตุแท้ของเรา เราจะจัดการกับตัวเราเองได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ฝันกลางวัน
การฝันกลางวัน เป็นกลไกป้องกันทางจิตใจของมนุษย์เราอย่างหนึ่งเพราะมนุษย์ทุกคนมีความต้องการทางด้านร่างกายและจิตใจที่แตกต่างกัน การฝันกลางวันเป็นการตอบสนองความต้องการของคนในระดับที่ตนเองรับรู้ความรู้สึกต่างๆ ได้ คล้ายเป็นการตอบสนองความขาดแคลนในชีวิตปกติของเรา การฝันกลางวันมีบ้างก็ดี แต่ถ้ามีมากเกินไปก็เป็นอันตรายได้

เช่น เราอยากได้รถใหม่ เราก็จะนึกว่าถ้าเราตัดสินใจซื้อ TOYOTA D4D น่าจะประหยัดน้ำมันแต่เสียดายไม่มีเกียร์ออโต ส่วนรถ MITSUBISHI มีเกียร์ออโต แต่เป็นเครื่องไม่ใช่ Multi Value ถ้าขับคงสบายแต่เปลืองน้ำมันมากกว่า ถ้าเรามีรถน่าจะเอารถที่มีหลายที่นั่งจะได้ไปกันได้หลายๆ คน หรือทั้งครอบครัว จะได้ไปเที่ยวด้วยกันทั้งบ้าน และเราน่าจะมีเต็นท์อาหารในรถเพื่อจะค้างแรมที่ใดก็ได้ ฯลฯ

ผมว่าทุกคนมีสิทธิ์จะฝันกลางวัน ยิ่งวันลอตเตอรี่ออกหลายคนฝันไปไกลมาก หากฝันมากจนเกินไปคงแย่แน่ๆ เพราะจะกลายเป็นเพ้อฝัน

เรื่องฝันกลางวันผมคงจะไม่ขอขยายความมาก เพราะเป็นกลไกการปรับกับจิตใจของมนุษย์อยู่แล้วขอเพียงแต่อยากเตือนทุกๆ ท่านว่าอย่าฝันกลางวัน หรือเพ้อฝันมากเกินไป ปัญหาอื่นๆ จะตามมามากมาย

ฝันแบบจินตนาการ
หัวข้อนี้เป็นเรื่องที่ผมอยากจะสื่อสารกับท่านผู้อ่านมากๆ คนที่จะจินตนาการได้ย่อมมีวิธีการฝึกฝนเฉพาะตัว และสังคมไทยต้องการคนที่มีจินตนาการมาก ถ้าบ้านเมืองเรามีคนประเภทนี้มากๆ รับรองประเทศไทยไปรอดแน่ๆ

บุคคลในระดับศาสดาของโลก ทุกคนฝันและจินตนาการ ผมอยากจะบอกว่าพระพุทธเจ้าท่านเห็นคนเกิด แก่ เจ็บ ตาย และการแย่งชิงอำนาจกัน รบราฆ่าฟัน อำนาจมีอยู่เดี๋ยวก็หมดไป ท่านเคยฝันว่าทำอย่างไรจึงจะไม่ต้องเกิด แก่ เจ็บ ตาย อยู่ในกองทหาร ถึงจะเป็นมหาจักรพรรดิก็คงไม่สามารถบังคับทั้งโลกให้พ้นทุกข์ได้ ท่านจึงฝันว่าน่าจะมีหนทางพาท่านพ้นทุกข์ได้ ท่านจึงจินตนาการ และในที่สุดท่านก็มีหนทาง

จะเห็นว่า พอท่านฝัน ท่านจึงจินตนาการ และในที่สุดท่านก็พบหนทางพ้นทุกข์ที่เกิดจากจินตนาการในเบื้องต้นทั้งนั้น

ถ้าใครสังเกต ในหลวงของเราจะทรงถือแผนที่แล้วเสด็จพระราชดำเนินไปตามป่าเขาลำเนาไพร ในหลวงท่านทรงมีจินตนาการว่าถ้าตรงนั้นมีเขื่อนกั้นหรือเกิดเป็นทะเลสาบ พื้นที่บริเวณใดควรทำนา พื้นที่ใดควรเป็นพื้นที่ทำสวน บริเวณใดควรเป็นพื้นที่ที่อยู่อาศัย

นั่นคือ ในหลวงท่านจินตนาการไว้และพยายามทำให้เป็นไปตามที่พระองค์ท่านจินตนาการ
สำหรับหัวข้อฝันแบบจินตนาการนี้ ผมจะเอาความรู้ทางด้านการแพทย์มาเกี่ยวข้องด้วย เพราะเกี่ยวข้องกับเรามาก และมีการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ได้

เราได้ศึกษาความรู้เกี่ยวกับสมองมาพอสมควร แต่ก็ยังไม่ทราบการทำงานของสมองได้หมดทุกเรื่อง เพราะสมองคนเรามีความละเอียดสลับซับซ้อนอย่างมาก สมองของคนเราแบ่งได้ 4 ส่วน
1. สมองส่วนหน้า ขนาดใหญ่ที่สุด
2. สมองส่วนหลัง ขนาดเล็กอยู่ด้านหลัง
3. สมองส่วนกลาง และก้านสอง
4. ไขสันหลัง

                                            

สมองส่วนหน้า
มีคนบอกว่าคนใดที่มีหน้าผากโหนก ๆ จะฉลาด น่าจะเป็นความจริงส่วนหนึ่ง บริเวณสมองส่วนหน้าคล้ายศูนย์บัญชาการของคน คือจะรวมความฉลาด ความนึกคิดสร้างสรรค์ สมองแบ่งออกเป็น 2 ซีก

ขวา
ควบคุมความคิดสร้างสรรค์ จินตนาการ ปรัชญา วิสัยทัศน์ และความฝัน (การเชื่อมโยงความรู้และสิ่งต่าง ๆ)

ซ้าย
ควบคุมความรู้ (หน่วยความจำ ตรรกะ รายระเอียด กฎระเบียบ (จดจำสิ่งต่าง ๆ)
ทุกอาชีพอาศัยสมองซีกขวาและซีกซ้ายร่วมกัน ซ้าย ควบคุมความรู้ (หน่วยความจำ ตรรกะ รายละเอียด กฎระเบียบ (จดจำสิ่งต่าง ๆ)

ทุกอาชีพอาศัยสมองซีกขวาและซีกซ้ายร่วมกัน
ถ้าคนใดมีสมองซีกขวาเด่น จะเป็นคนที่มีจินตนาการสูง เข้าใจความเชื่อมโยง
ถ้าคนใดมีสมองซีกซ้ายเด่น จะเป็นคนเจ้าระเบียบ ว่ากันตามตัวหนังสือ
ตัวท่านเองสมองซีกใดเจริญกว่ากัน ประเมินเองแล้วกันนะครับ

สมองส่วนหลัง

ทำหน้าที่ประสานการทำงานของกล้ามเนื้อต่าง ๆ ทำให้เราเดินได้ เต้นรำเป็น เล่นกายกรรมได้ เป็นการประสานการเคลื่อนไหว สัตว์ที่มีส่วนนี้ไม่ดีจะเคลื่อนไหวแบบหุ่นยนต์ แมวเป็นสัตว์ที่เคลื่อนไหวร่างกายได้นุ่นนวล หากเราจับแมวนอนหงายลงกับพื้น แมวจะกลับตัวได้เร็วมาก นั่นแสดงว่าสมองส่วนหลังของแมวทำงานประสานกันได้ดีมาก

สมองส่วนกลาง และก้านสมอง
เป็นศูนย์รวมการควบคุมจุดตายของคน การเต้นของหัวใจ การหายใจ ความหิว ความอิ่ม ระบบประสาทอัตโนมัติ ฯลฯ เปรียบเสมือนจุดเป็นจุดตายของคนเราอยู่ที่นี่

ไขสันหลัง
เป็นเส้นทางลำเลียงข้อมูล การควบคุมระบบต่าง ๆ ของร่างกาย และเชื่อมต่อกับสมอง
ความรู้เรื่องของสมองเป็นเพียงความรู้ทางวิทยาศาสตร์ ในปัจจุบันวิทยาศาสตร์เปรียบเสมือนเครื่องคอมพิวเตอร์ หากถามว่าแล้วใครเป็นคนเปิดเครื่องใช้คอมพิวเตอร์ละครับ สมองคือเครื่องมือไม่ใช่สิ่งที่มีชีวิต คงมีอะไรอีกอย่างที่มาควบคุมเครื่องมือ จะเรียกว่าอะไรก็ได้ วิญญาณ ชีวิต ดวงจิต ฯลฯ ก็แล้วแต่จะเรียกกันครับ

การฝึกจินตนาการ
คนที่อ่านหนังสือมาก ๆ จะจินตนากานเก่ง เพราะตัวหนังสือเป็นการสื่อสารให้คนรู้จักจินตนาการ
สำหรับภาพยนตร์ที่มีออกมาให้ชมกันนั้น เป็นการสร้างจินตนาการให้ออกมาเป็นภาพ

การฝึกจำภาพ ทดลองมองอะไรแวบเดียวแล้วลองมานึก จะทำให้การจำภาพได้เก่ง พอจำภาพได้จะเอาภาพมาต่อ ๆ กัน ทำให้จินตนาการได้ไกลเพิ่มขึ้น เพราะคนที่จะฝันจินตนาการได้ชัดเจนต้องเห็นเป็นภาพ

วันหนึ่งผมเดินออกไปในที่โล่ง ๆ บริเวณหน้าบ้านที่มีเนื้อที่ 2 ไร่ครึ่ง ผมนั่งลงตรงกลางที่ว่างแล้วจินตนาการ ถ้าเกิดเป็นบ้านขึ้นมา หน้าบ้านมีสระน้ำ ข้าง ๆ สระน้ำมีศาลาเป็นศูนย์รวมของบ้าน มีต้นไม้ใหญ่บังร่มเงาให้ร่มเย็น ฯลฯ พอผมจินตนาการ แล้วผมก็เริ่มดำเนินการกลายมาเป็นบ้านของผม

ทุกคนควรจะต้องคิดฝัน จินตนาการ โดยอาศัยสมอง ประสบการณ์ แต่ต้องอย่าลืมคุณธรรมด้วย ไม่อย่างนั้นอาจจะกลายเป็นโจรได้

ฝันแบบเป้าหมายสูงสุด
ทุกคนควรจะมีการฝันแบบเป้าหมายสูงสุด คือ การมองภาพรวมของชีวิตว่าเราเกิดมาทั้งทีควรจะทำอะไรให้เกิดประโยชน์และสร้างสิ่งที่ภาคภูมิใจในตนเองและลูกหลานต่อไป

อยากทราบไหมครับ ว่าความฝันแบบเป้าหมายสูงสุดของผมนั้นคืออะไร
เมื่อผมตายไป ผมอยากให้มีคนพูดถึงผมในทางที่ดี และผลกรรมที่ผมทำได้มีผลต่อเนื่องไปถึงลูกหลานในทางที่ดี ให้นามสกุลของผมเป็นนามสกุลที่คนทั่วไปยอมรับว่าเป็นกลุ่มคนที่ดีของสังคม นี่คือความฝันแบบเป้าหมายสูงสุดของผมครับ

หรือฝันแบบเป้าหมายสูงสุดที่ผมมองอีกอย่างคือ การที่ตัวผมทำประโยชน์ต่อมวลมนุษย์ชาติ แม้ตายก็ยอม คงเป็นความฝันสูงที่สุดของผมด้วย

ท่านละ มีความฝันแบบเป้าหมายสูงสุดแล้วหรือยัง ถ้ายัง ควรพยายามหาเป้าหมายสูงสุดได้แล้วครับ ก่อนที่จะมีอันต้องจากโลกนี้ไป เพราะโลกนี้ไม่มีสิ่งใดแน่นอน

มาถึงช่วงสุดท้ายของบทความ ผมจะสรุปคร่าว ๆ อีกครั้งเพื่อให้เข้าใจว่า ธรรมชาติของความฝันมี 4 แบบคือ ฝันจากการนอนหลับ ฝันกลางวัน ( เพ้อฝัน ) ฝันแบบจินตนาการ และฝันแบบเป้าหมายสูงสุด เมื่อเข้าใจแยะแยะได้แล้ว ควรนำความรู้มาใช้ประโยชน์ต่อตนเองและสังคม สุดท้ายจึงควรหาวิธีที่จะพัฒนาความฝันของเราให้ดีขึ้นไปเรื่อย ๆ

เพราะอาหารของจิตใจคือความฝัน ถ้าจิตใจได้อาหารที่ดี มีคุณภาพก็จะมีจิตใจเข้มแข็ง แข็งแรง และจะคุมร่างกายได้อย่างมีประสิทธิภาพและเราควรจะมีชีวิตที่ดีงามต่อไป

เอกสารอ้างอิง
- ความฝัน ( หลวงวิจิตรวาทการ )
- ตำราแพทย์ทางด้านประสาทวิทยา
- ตำราแพทย์ทางด้านจิตวิทยา
- ปฏิบัติการสู่สมองฉลาด
- ฯลฯ