• ขนาดตัวอักษร  Normal size text | Increase text size by 10% | Increase text size by 20% | Increase text size by 30%

ยาแก้หอบหืด

ยาแก้หอบหืด

ถาม   เมื่อมีอาการหอบหืด ควรใช้ยาอย่างไรในการรักษา
 
อาการ "หอบหืด" เป็นคำที่ชาวบ้านเรียกกัน เมื่อมีการหายใจไม่ทัน หายใจไม่อิ่ม หายใจไม่ออก แน่นหน้าอกอันเนื่องมาจากการหดตีบของทางเดินหายใจส่วนล่าง ซึ่งในทางการแพทย์เรียกว่า โรคหืด เป็นโรคเรื้อรังชนิดหนึ่งของทางเดินหายใจส่วนล่างหรือปอด เกิดจากการแพ้เมื่อมีสิ่งกระตุ้นหรือมีความไวตอบสนองต่อสิ่งกระตุ้นมากเกินไป ทำให้เกิดการอักเสบ การหดตัวของหลอดลม และทำให้เกิดการอุดตันของทางเดินหายใจ ทำให้เกิดอาการ "หืด" ในบางรายอาจมีอาการไอ หายใจลำบาก มีเสียงหวีด หายใจสั้นๆ และมีเสมหะมากโรคนี้จะกลับมาสู่ภาวะปกติได้เองหรือเมื่อได้รับการรักษาที่เหมาะสม


โรคหืดเปลี่ยนแปลงระดับความรุนแรงได้อยู่ตลอดเวลา

โรคนี้มีระดับความรุนแรงของโรคหลากหลายระดับ ในผู้ป่วยแต่ละรายจะมีระดับความรุนแรงของการจับหืดแตกต่างกัน และในผู้ป่วยคนเดียวก็อาจมีระดับความรุนแรงแตกต่างกันตามเวลาต่างๆ ได้ ในบางช่วงบางเวลาอาจจะไม่จับหืดเลย แต่เมื่อไปสัมผัสกับสารภูมิแพ้ (allergen) หรือเมื่อเกิดการติดเชื้อไวรัสในทางเดินหายใจ อาจทำให้เกิดการจับหืดขึ้นได้ทันที ในบางรายอาจมีอาการหอบหืดอย่างต่อเนื่องและจับหืดบ่อยๆ การที่โรคหืดเปลี่ยนแปลงระดับความรุนแรงได้อยู่ตลอดเวลา จึงควรระวังไม่ให้เกิดการจับหืดอย่างรุนแรง เพราะอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้


หลีกเลี่ยงสารกระตุ้นการจับหืด

เนื่องจากโรคนี้เป็นโรคภูมิแพ้ชนิดหนึ่ง ผู้ป่วยจึงควรสังเกตว่า สารหรือสิ่งใดที่กระตุ้นให้เกิดอาการหรือทำให้อาการรุนแรงมากขึ้น ซึ่งถ้าพบสารหรือสิ่งนั้นแล้วสามารถหลีกเลี่ยงได้ ก็จะไม่ทำให้เกิดอาการจับหืดอีก


ยาที่ใช้ในการรักษาโรคหืด

แต่ในกรณีที่ผู้ป่วยยังมีการจับหืดอยู่ ยาก็เป็นทางเลือกที่ดีที่สุดในการรักษาโรคหืด ยาที่ใช้ในการรักษาโรคหืด แบ่งได้เป็น 2 กลุ่มใหญ่ ตามการออกฤทธิ์ของยา

1.ยาที่ใช้เพื่อบรรเทาอาการจับหืด (reliever) : ควรพกติดตัวและใช้เมื่อมีอาการทันที ยาขยายหลอดลมเป็นยาที่ใช้เมื่อมีอาการหอบหืด และควรหยุดใช้เมื่อไม่มีอาการแล้ว  ส่วนใหญ่ยาที่ใช้ในกรณีนี้มักเป็นยาที่มีฤทธิ์ขยายหลอดลมที่มีระยะเวลาการออกฤทธิ์สั้น ตัวอย่างเช่น ยาซาลบูทามอล (salbutamol) ยาเทอร์บูทาลีน (terbutaline) เป็นต้น ยาขยายหลอดลมทั้ง 2 ตัวยานี้ มีทั้งที่เป็นรูปแบบ ชนิดสูด (inhaler) และชนิดเม็ด (tablet) แต่ชนิดที่ออกฤทธิ์ ได้เร็วที่สุด คือชนิดสูดซึ่งมีระยะเวลาการออกฤทธิ์ภายใน 5 นาทีหลังการสูดยา ซึ่งเป็นข้อดีที่ตัวยาเดินทางตามการ สูดจากปากเข้าสู่หลอดลม ออกฤทธิ์โดยตรงต่อปอดได้อย่างรวดเร็วและปลอดภัย ในขณะที่ยาขยายหลอดลมในรูปแบบชนิดเม็ดจะมีระยะเวลาการออกฤทธิ์ประมาณ ๓๐ นาที หลังจากการกินยา เพราะตัวยาจะต้องเดินทาง ผ่านทางเดินอาหารเข้าสู่กระแสเลือดแล้วจึงเดินทางไปออกฤทธิ์ขยายหลอดลมที่ปอด จึงเสียเวลาและใช้ปริมาณ ยาที่มากกว่า แต่มีความปลอดภัยน้อยกว่า

ดังนั้น ยาขยายหลอดลมชนิดสูดจึงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดในการรักษาอาการจับหืด  แต่ในการซื้อหาต้องซื้อ ทั้งชุด ซึ่งประกอบด้วยอุปกรณ์และตัวยาที่สามารถใช้ได้ประมาณ 200 ครั้ง หรือเทียบเท่ากับยาจำนวนประมาณ 200 เม็ด จึงเป็นเงินจำนวนมากพอสมควร ไม่เหมือนกับยาเม็ดที่สามารถซื้อหากี่เม็ดก็ได้ตามต้องการ ผู้ป่วยโรคหืดควรพกยาชนิดที่หนึ่งนี้ติดตัวอยู่เสมอ เมื่อใดที่เริ่มมีอาการจับหืดจะได้หยิบใช้ได้ทันทีและช่วยบรรเทาอาการได้อย่างรวดเร็ว ถ้าอาการยังไม่หายดีก็อาจสูดเพิ่มเติมได้อีก 1-2 ครั้ง เมื่อหายดีแล้วก็ให้หยุดยาได้เลย แต่ถ้าอาการไม่ดีขึ้น หรือในทางตรงกันข้ามอาการอาจลุกลามรุนแรงมากขึ้น จะแนะนำให้ไปพบแพทย์ได้ทันทีเลย

2.ยาที่ใช้เพื่อควบคุมอาการ (controller) : ควรใช้ยาอย่างต่อเนื่อง ไม่ควรหยุดยาเอง ผู้ป่วยที่ใช้ยา กลุ่มนี้จะต้องเป็นผู้ป่วยที่มีโอกาสที่จะจับหืดได้บ่อย รุนแรงหรือในรายที่มีอาการเรื้อรัง ถ้าผู้ป่วยที่มีอาการเล็กน้อย หรือนานๆ ครั้ง และไม่รุนแรง ก็ไม่จำเป็นต้องใช้ยากลุ่มนี้ เพราะยากลุ่มนี้เป็นยาที่มีฤทธิ์ยับยั้งการอักเสบหรือตีบตัวของหลอดลมจึงคอยควบคุมอาการไม่ให้จับหืด แต่ไม่มีฤทธิ์ขยายหลอดลมหรือใช้เมื่อมีการจับหืดแล้วไม่ได้ผล ยากลุ่มนี้มีหลายชนิด เช่น ยาสตีรอยด์ (steroids) ยาขยายหลอดลม ยาทีโอฟิลลีน (theophylline) ยาต้านตัวรับลิวโคไทรอีน (leucotriene antagonists) เป็นต้น


ยาสตีรอยด์มีทั้งชนิดสูดและชนิดเม็ด โดยชนิดสูดเป็นชนิดที่ได้ผลดีและปลอดภัยที่สุด เพราะตัวยาที่สูดทาง ปากจะเข้าสู่หลอดลมออกฤทธิ์โดยตรงต่อปอด และหลัง สูดยาควรบ้วนปากกลั้วคอเพื่อล้างตัวยาที่ตกค้างในช่องปากทิ้งไป ไม่เช่นนั้นอาจทำให้เกิดการติดเชื้อราในปากได้ ยาสตีรอยด์ชนิดเม็ดเป็นชนิดที่ได้ผลดีเช่นกัน แต่เกิดอาการ อันไม่พึงประสงค์ที่อันตรายต่อชีวิตได้ ถ้ามีการใช้ติดต่อกันนานเกินกว่า 7 วัน จึงควรใช้ยาสตีรอยด์ชนิดเม็ด เมื่อจำเป็นและควรอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์เท่านั้น
ยาขยายหลอดลมชนิดที่ใช้เพื่อควบคุมอาการหืด มักเป็นยาที่มีระยะเวลาการออกฤทธิ์นาน ส่วนยาที-โอฟิลลีนเป็นยาที่ออกฤทธิ์ได้ดี มีในรูปแบบยาเม็ด และราคาถูก แต่มีข้อเสียที่ความเข้มข้นของยาในเลือดในขนาดที่ใช้ในการรักษา มีขนาดใกล้เคียงกับความเข้มข้นของยาในเลือดในขนาดที่เกิดพิษต่อหัวใจและสมอง จึงไม่ค่อยนิยมใช้เท่ากับยาสตีรอยด์และยาขยายหลอดลมที่มีฤทธิ์นาน นอกจากนี้ในผู้ป่วยที่เป็นโรคหัวใจหรือแพ้กาแฟ ก็ไม่ควรใช้ยาทีโอฟิลลีนนี้ เพราะจะกระตุ้นการเต้นของหัวใจ ทำให้เกิดหัวใจเต้นเร็วและใจสั่นได้

ยาต้านตัวรับลิวโคไทรอีน เป็นยาใหม่ที่สุดที่ได้ผลดีพอสมควรในการควบคุมโรคหืด มีชนิดเม็ด แต่ราคาค่อนข้างสูง จึงนิยมเก็บไว้ใช้เป็นทางเลือกสุดท้าย เมื่อใช้ยาอื่นแล้วไม่ได้ผล เนื่องจากโรคหืดเป็นโรคเรื้อรัง จึงควรใช้ยากลุ่มนี้เพื่อควบคุมอาการไม่ให้เกิดการอักเสบหรือตีบตัวของหลอดลม ผู้ป่วยที่ได้รับยากลุ่มที่ 2 นี้ไม่ว่าจะเป็นชนิดใด จะต้องใช้ยาเหล่านี้อย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ ไม่ควรหยุดยาเอง นอกจากได้รับอนุญาตจากแพทย์เท่านั้น เพราะขณะที่ใช้ยากลุ่มนี้อยู่ ยาจะไปควบคุมอาการของโรคหืด โดยไปลดการอักเสบและป้องกันการหดตัวของหลอดลม จึงทำให้ไม่เกิดการจับหืดขึ้น


ยาสูด : รูปแบบยาที่ดีที่สุดของโรคหืด-ควรฝึกให้คล่อง

ยาสูดเป็นยาที่เดินทางตามการสูดจากปากเข้าสู่หลอดลมออกฤทธิ์โดยตรงต่อปอด (โดยไม่ผ่านทางเดินอาหาร ตับ และกระแสเลือด) จึงใช้ปริมาณยาที่น้อยเมื่อ เทียบกับยาชนิดเม็ดกิน จึงออกฤทธิ์ได้อย่างรวดเร็วและปลอดภัย  แต่ในผู้ป่วยใหม่ที่ได้รับยาสูด อาจไม่คุ้นเคยและไม่มีประสบการณ์ ซึ่งถ้าได้ฝึกฝนสักระยะหนึ่งก็จะเกิดความคล่องแคล่ว ทำให้การสูดยาได้อย่างถูกต้อง ในการสูดยามีขั้นตอนง่ายๆ ดังนี้

1.เริ่มต้นด้วยการเปิดฝาและจับหัวตั้งขึ้น

2.ตามด้วยการเขย่าขวดยา เพื่อให้ตัวยากระจาย อย่างสม่ำเสมอ

3.เงยหน้าขึ้นเล็กน้อย และหายใจออกให้สุด

4.ใช้ปากอมปลายท่อของยาไว้ แล้วกดเพื่อพ่นยา เข้าสู่ปาก พร้อมๆ กับหายใจเข้าช้าๆ

5.หายใจเข้าช้าๆ (3-5 วินาที หรือ นับ 1-5)

6.กลั้นหายใจให้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้ (สัก 10  วินาที หรือ นับ 1-10)

ในกรณีที่เปิดขวดใหม่ ควรพ่นยาทิ้งสัก 2-3 ครั้ง เพื่อให้ได้ปริมาณยาที่คงที่ก่อนใช้ยาจริง ถ้าต้องการพ่นยาซ้ำตามคำสั่งแพทย์ เช่น แพทย์สั่งให้พ่น 2 ครั้ง ครั้งที่ 2 ควรให้ห่างจากครั้งแรกสัก 1 นาที เพื่อให้ยาไปปอดได้เต็มที่ และในบางกรณีอาจใช้อุปกรณ์ช่วยเช่น spacer หรือพ่นยาห่างจากปากที่เปิด 1-2 นิ้ว แทนการอมปลายท่อของยาในขั้นตอนที่ 4


เครื่องพยากรณ์การอุดตันของทางเดินหายใจ : peak  flow meter 

นอกจากนี้ ในผู้ป่วยที่มีอาการเรื้อรังและ/หรือรุนแรง อาจต้องมีเครื่องมือช่วยในการติดตามพยากรณ์การจับหืด คือ เครื่อง peak flow meter ซึ่งเป็นเครื่องวัดการอุดตันของทางเดินหายใจที่ง่ายและสะดวก สามารถตรวจด้วย ตนเองที่บ้าน เครื่องนี้จะช่วยติดตามประสิทธิภาพการทำงานของปอดได้อย่างดี (ลักษณะเดียวกันกับเครื่องวัด ระดับน้ำตาลในเลือดในผู้ป่วยเบาหวาน หรือเครื่องวัดความดันเลือดในผู้ป่วยความดันเลือดสูง)

โรคหืดเป็นโรคเรื้อรังชนิดหนึ่งที่มีสาเหตุจากการแพ้ ทำให้เกิดการจับหืด หายใจไม่ออก และอาจลุก ลามจนถึงแก่ชีวิตได้ ในการรักษาด้วยยา ผู้ป่วยควรพกยาที่ใช้เพื่อบรรเทาอาการจับหืด (reliever) อยู่เสมอ และหยิบใช้ทันทีที่เริ่มมีอาการ ถ้าใช้สัก 1 ชั่วโมง แล้วอาการไม่ดีขึ้น หรือกลับแย่ลง แนะนำให้ไปโรงพยาบาลทันที และในผู้ป่วยที่ได้รับยาที่ใช้เพื่อควบคุมอาการ (controller) ควรใช้ยาอย่างสม่ำเสมอ ไม่ควรหยุดยาเอง นอกจากได้รับการปรับขนาดยาโดยแพทย์เท่านั้น นอกจากนี้ ในผู้ป่วยที่เพิ่งใช้ยาสูดควรฝึกการสูดอย่างง่ายๆ ที่ถูกต้อง เพื่อให้ผลในการรักษาที่ดีมีคุณภาพ สามารถดำเนินชีวิตได้ตามปกติ อย่างไรก็ตาม หากท่านมีข้อสงสัยเกี่ยวข้องกับเรื่อง ยาและสุขภาพ ท่านสามารถปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรชุมชน (ที่ประจำอยู่ที่ร้านยา) ที่พร้อมให้คำปรึกษาในเรื่องสุขภาพแก่ท่านทุกเมื่อ

ข้อมูลสื่อ

303-015
นิตยสารหมอชาวบ้าน 303
กรกฎาคม 2547
ภก.ดร.วิรัตน์ ทองรอด

บทความที่เกี่ยวข้อง