เป็นลม-หมดสติ

  • ขนาดตัวอักษร  Normal size text | Increase text size by 10% | Increase text size by 20% | Increase text size by 30%

ข้อมูลสื่อ

1-004
นิตยสารหมอชาวบ้าน 1
พฤษภาคม 1979
รศ.นพ.เกษียร ภังคานนท์

เป็นลม-หมดสติ

เป็นลมกับหมดสติไม่เหมือนกัน แต่เรามักพูดติดต่อกันไป ซึ่งความจริงมันก็มักจะเป็นเช่นนี้ คือ เป็นลม แล้วก็หมดสติ

การเป็นลมที่ไม่หมดสติไปเสียทีเดียว พบได้มากกว่าเป็นลมและหมดสติ คนเป็นลมจะรู้สึกวิงเวียน หน้ามืด แขนขาหมดแรงที่จะทรงตัว ตาลาย โดยมากจะเกิดขึ้นกับคนที่ยีน หรือนั่งมากกว่านอน เช่นคนที่ยืนตากแดดอยู่นานๆ ในท่าเดียว เช่นทหารเรือ นักเรียนในแถว ในภาวะที่อากาศอบอ้าวและคนอยู่กันหนาแน่น ในสถานที่ที่ลมพัดผ่านไม่สะดวก เช่น ห้องทึบและในคนที่ได้รับอาหารไม่พออดอาหาร นอกจากนั้นยาบางชนิดทำให้คนเป็นลมง่าย เช่น ยาระงับประสาท ยาลดความดันเลือด ยาลดน้ำตาลในเลือดเป็นต้น คนที่เป็นโรคหัวใจ หรือความดันเลือดสูง อาจเป็นลมหมดสติไปได้เหมือนกัน

สาเหตุของการเป็นลมมีมาก แต่การช่วยเหลือขั้นต้นเหมือนกันทั้งนั้น

1. ชีพจร
การจับชีพจร อาจจับที่ข้อมือ โดยใช้นิ้วชี้ นิ้วกลาง นิ้วนางของมือที่ถนัด จับลงบนข้อมือทางด้านหัวแม่มือ

 

2. ถ้าจับที่ข้อมือไม่ได้ชีพจรอาจจับชีพจรที่คอ หรือจะจับชีพจรที่คอตั้งแต่แรกเลย โดยไม่ต้องจับที่ข้อมือก็ได้ แต่การจับชีพจรที่คอต่องรู้ตำแหน่งแน่นอน มิฉะนั้นนจะคลำไม่พบ คือ ใช้นิ้วชี้และนิ้วกลางของมือที่ถนัดคลำหาลูกกระเดือก (Thyroid Cartilage) แล้วเลื่อนนิ้วมือลงมาที่ข้างของลูกกระเดือก จะพบร่องที่เกิดจากขอบของกล้ามเนื้อคอ (Sternomastoid) และแผ่นกระดูกอ่อนของลูกกระเดือกตรงร่องนี้มีเส้นเลือดใหญ่ที่ไปเลี้ยงสมองทอดอยู่ และจะคลำพบการเต้นของชีพจรได้ เป็นการเต้นของชีพจรที่คอ

ถ้ายังคลำชีพจรไม่ได้ ผู้ที่เป็นลมนั้นมีอาการมาก การช่วยเหลือระยะเริ่มแรกต้องทำโดยถูกวิธี ซึ่งสามารถเรียนและฝึกได้ จะกล่าวโดยละเอียดในตอนต่อไป ถ้าคลำชีพจรได้ และชีพจรแรงดี ผู้ป่วยเป็นลมธรรมดา จากความอ่อยเพลีย หรือสาเหตุอื่น อันไม่น่าจะมีอันตรายถึงชีวิต การช่วยเหลือระยะแรกทำได้ง่าย ผู้ป่วยฟื้นตัวเร็ว ถ้าทำถูกวิธี การกระทำดังกล่าว ได้แก่

 

 

3. อย่ามุง
ให้ผู้ป่วยนอนราย

ให้ผู้ป่วยนอนราบในที่ร่ม บนพื้นแห้ง แก้เครื่องรัดกุมออก เช่น ปลดกระดุมเสื้อชั้นนอกชั้นใน แกะเข็มขัดออก เปิดเสื้อให้กว้าง ถ้าสวมรองเท้า ควรถอดรองเท้าออก ถ้าอยู่ในห้องที่มีอากาศอบอ้าว ควรเปิดหน้าต่างออก อาจใช้พัด พัดโบกด้วยลมอ่อนๆ ถ้ามีพิมเสนหรือการบูรอาจป่นด้วยฝ่ามือให้ละเอียด แล้วทาบนริมฝีปากบน ถ้าไม่มีอาจใช้ยาหม่องทาบางๆ ได้ อาจใช้ผ้าเช็ดหน้า ผ้าขนหนูผืนเล็กๆ ซุบน้ำเย็น เช็ดหน้า ตัว หรือหน้าอกและแขนขา ไม่ควรเช็ดที่ท้อง

ถ้าอากาศเย็นหรือหนาว ควรให้อยู่ในที่อบอุ่น อาจใช้ผ้าห่มคลุมตัวในอากาศเย็นร่างกายจะทนต่อการเป็นลมมากกว่าอากาศร้อน

4. ถ้าชีพจรเบา ควรให้นอนราบเช่นเดียวกัน ไม่ควรใช้หมอนสูง อาจใช้ผ้าบางๆ พับรองศีรษะกันเจ็บก็พอ อาจนวดด้วยมือ หรือยาหม่องที่ไม่ร้อนแรงนัก ทาบางๆ อาจทาได้ทั่วตัว นอกจาก หน้า และบริเวณอวัยวะเพศ

ควรใช้ผ้าห่มคลุมท้อง เพื่อให้มีความอบอุ่นเสมอ เพราะท้องเย็น จะทำให้ลำไส้หดตัวมาก ผู้ป่วยอาจอาเจียนได้ และทำให้เกิดความยุ่งยากต่อการรักษา

5. ถ้ามีแอมโมเนีย อาจซุบสำลีพอหมาดๆ และแกว่งไปมาใกล้ๆ กับจมูกผู้ป่วย ไม่ควรเอาไปรอที่รูจมูก เพราะฉุนมากเกินไป ควรแกว่งให้ห่างจากจมูกสัก 1 ฝ่ามือ ให้ไอระเหยของแอมโมเนียถูกสูดดมเข้าไปเท่านั้น
 

6. อาจใช้กระสอบ หีบ กระเป๋าเสื้อผ้า หรือย่าม ฯลฯ ที่นุ่มๆ รองเขา เพื่อยกขาให้สูงขึ้น เพื่อให้เลือดไหลไปเลี้ยงสมองได้เพียงพอ

เมื่อผู้ป่วยฟื้นจากการเป็นลมแล้ว ควรให้แพทย์ตรวจร่างกายดู โดยเล่ารายละเอียดของการเป็นลมให้แพทย์ฟัง เพื่อแพทย์จะได้ตรวจดูว่า เป็นโรคความดันโลหิตสูง โลหิตจาง โรคปอด โรคเบาหวาน ฯลฯ หรือโรคแอบแฝงอื่นใด ที่อาจเป็นสาเหตุของการเป็นลม จะได้ช่วยรักษาให้ได้ไม่ต้องเป็นโรคดังกล่าวอยู่ต่อไปอีก การให้แพทย์ตรวจเมื่อหายดีแล้ว ไม่ใช่เรื่องรีบด่วน มีเวลาเมื่อไรค่อยทำก็ได้ แต่ก็ไม่ควรทอดระยะให้นานเกินไปจนเป็นลมซ้ำอีก การเป็นลมนี้ ผู้ป่วยอาจไม่มีโรคดังกล่าวเลยก็ได้ เพราะอาจเกิดจากนอนดึก อดข้าว ท้องเดินธรรมดา เป็นหวัด อ่อนเพลีย ดังกล่าวแล้ว ดังนั้นถ้าผู้ป่วยตรวจแล้วไม่พบว่าเป็นอะไรเลย ก็ควรจะดีใจได้ แต่ถ้าพบว่าเป็นอะไรก็ควรดีใจที่ได้รู้ และรักษาเสียให้หายโรคโดยทั่วไปแล้วถ้ารู้สาเหตุมักจะรักษาได้ทั้งนั้น