• ขนาดตัวอักษร  Normal size text | Increase text size by 10% | Increase text size by 20% | Increase text size by 30%

ลมตะกัง โรคปวดหัวข้างเดียว

ลมตะกัง โรคปวดหัวข้างเดียว

โธ่! ปวดหัวมาอีกแล้วใช่ไหมล่ะ

ลองดูก่อนซิว่า ปวดแบบไหนว่าทั้งวันก็ว่ากันไม่จบ เพราะปวดนั้นมีสาเหตุมากมาย

มีอาการปวดหัวชนิด หนึ่ง ที่ ปวดเป็นพัก ๆโดยมากมักจะปวดแบบซีกเดียวหรือปวดสลับข้าง อาจเป็นขมับหรือเบ้าตา อาจปวดตื้อๆ หรือปวดตามจังหวะการเต้นของหัวใจ บางคนแถมมีอาการ คลื่นไส้ อาเจียน ตาพร่า ตาลาย เข้าอีกด้วย

นี่แหละที่ชาวบ้านเราเรียกกันว่า “ลมตะกัง” ละ ฝรั่งเรียกว่า ปวดหัว เนื่องจาก มิเกรน หรือไมเกรน จะเรียกว่า “ไมเกรน” เฉยๆ ก็คงจะเข้าใจ

โรคลมตะกัง หรือไมเกรนนี้ มีความสำคัญอย่างไร

จะจัดว่า เป็นโรคอันดับท้อปฮิต ก็คงจะไม่มีใครว่า เพราะลมตะกังจะว่าไปก็พบว่า เป็นโรคปวดหัว ที่พบได้บ่อยมาก ทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ ต่างประเทศ เขาสำรวจกันพบว่า คนในโลกนี้ 100 คน จะมีคนเป็นโรคนี้ ถึง 5-10 คน ก็มากโขอยู่นะครับ ที่จริง มันเป็นโรคที่ไม่เป็นอันตรายต่อชีวิต แต่ว่ามันเป็นโรคที่ทำให้เกิดความรำคาญ บางครั้งก็น่าทรมาน บางคนต้องขาดงาน เสียเงินหมอเป็นประจำ เสียทั้งเศรษฐกิจของตัวเองและเศรษฐกิจของประเทศ แล้วก็เป็นกันในคนทุกระดับชั้นทั้งคนจนคนรวยเสียด้วยซิครับ

อาการของโรคนี้ เป็นอย่างไรบ้าง

อาการที่สำคัญที่สุดของโรคนี้ คือ ปวดหัวเฉพาะซีกหนึ่งซีกใดที่ขมับหรือที่เบ้าตา มักจะปวดแบบตุ๊บๆ เข้ากับจังหวะการเต้นของหัวใจ แต่บางทีก็ปวดแบบตื้อๆ ก็ได้ อาจปวดสลับข้าง ในแต่ละครั้งที่เป็นก็ได้ หรือบ้างครั้งอาจปวดทั้งสองข้างก็ได้

ครั้งหนึ่งมักปวด นานเป็นชั่วโมงๆ หรือเป็นวัน ถ้าปวดหัวรุนแรง ก็จะมีอาการคลื่นไส้อาเจียน ตาพร่าตาลายร่วมด้วยอาการจะเป็นๆ หายๆ อยู่เรื่อยๆ มักเริ่มเป็นครั้งแรกเมื่อย่างเข้าวัยรุ่นหรือวัยหนุ่มสาวเป็นมากในผู้หญิง มากกว่าผู้ชาย

โรคปวดหัว มีตั้งร้อยแปดพันอย่าง เช่น ปวดหัวจากความดันเลือดสูง ปวดหัวเนื่องจากโพรงจมูกอักเสบ ปวดหัวเนื่องจากอารมณ์เครียด ปวดหัวเนื่องจากเนื้องอกในสมอง ฯลฯ

เรารู้ได้อย่างไรว่า ที่เรากำลังปวดอยู่นั้น เป็นเนื่องจากไมเกรน หรือปวดจากสาเหตุอื่น

ข้อนี้ไม่ยากเลย เราสามารถรู้ และแยกสาเหตุของการปวดได้ แม้ว่าอาการปวดหัว บางอย่างจะคล้ายกับโรคลมตะกัง ก็ตาม เช่น

อาการปวดหัวที่เกิดจาก ความเครียดทางอารมณ์ เช่น คิดมาก กลุ้มใจ กังวลใจ ก็จะมีอาการปวดมึนไป ทั่วศีรษะหรือท้ายทอย แต่จะไม่มีอาการตาลายหรือคลื่นไส้ อย่างไรก็ตาม บางคนก็อาจมีอาการปวดจากไมเกรน ร่วมกับความเครียดทางอารมณ์ ก็มีส่วนกระตุ้นทำให้เกิดอาการปวดหัวจากไมเกรนได้

อาการปวดหัว ที่เกิดจากความดันเลือดสูง ส่วนใหญ่จะปวดมึนหรือปวดตื้อที่ท้ายทอยตอนตื่นนอน มักจะเป็นในคนสูงอายุ และบางรายมีโรคอื่นๆ เช่น เบาหวาน โรคไต ร่วมด้วย เมื่อตรวจวัดความดันเลือดดู ก็จะพบว่าสูงกว่าปกติ ดังนั้น จะให้ดีก็ควรจะต้องหมั่น ให้ หมอวัดความดันเลือดเป็นประจำ หรือตรวจวัด เมื่อมีอาการปวดหัวบ่อยๆ

อาการปวดหัวที่เกิดจากโพรงจมูกอักเสบ หรือที่ชาวบ้านเราเรียกว่า “ไซนัสอักเสบ” นั้น จะปวดแบบตื้อๆ มึนๆ ตามหัวคิ้ว หรือโหนกแก้ม และใช้นิ้วกดแรงๆ ตามบริเวณที่ปวดจะรู้สึกเจ็บได้ นอกจากนี้ ก็จะพบว่า มีอาการ เป็นหวัดคัดจมูก อยู่เป็นประจำ

ส่วนอาการปวดหัว จากเนื้องอกในสมองนั้น มักจะเจอไม่บ่อยนัก แต่ก็อาจจะมีอาการคล้ายไมเกรนได้เหมือนกัน แตกต่างกันตรงที่ว่า เมื่อเริ่มปวดแล้วจะปวดรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ และปวดติดต่อกันเป็นแรมเดือน โดยมากมักจะปวดตอนดึกๆ หรือตอนเช้ามืด นอนหลับเฉยๆ ก็อาจปวด จนต้องสะดุ้งตื่นก็มี เมื่อเป็นมากขึ้น ก็จะอาการอาเจียนพุ่งอย่างรุนแรง และสายตาอาจมัวลงเรื่อยๆ

ลมตะกังหรือไมเกรนนี้เป็นเรื้อรังรักษาหายยากใช่ไหม

จะพูดว่าเป็นเรื้อรังก็ได้ โรคนี้เป็นโรคที่แปลก คนที่เป็นจำนวนมากจะมีลักษณะที่แตกต่างกันไป บางคนจะปวดอยู่เพียงไม่กี่ครั้ง แล้วก็หายไป พวกนี้มักจะพบว่า มีสิ่งกระตุ้นทำให้เกิดอาการปวดหัวที่ชัดเจน บางคนปวดบ่อยเป็นระยะๆ หรือปวดทุกวัน เป็นเวลา 2-3 เดือน เวลาจะหายก็หายไป ไม่ปวดอีก ในแง่นี้อาจเรียกว่า เป็นเรื้อรังก็ได้ แต่อาการไม่รุนแรง

ว่ากันถึงสาเหตุดีกว่า

อาการปวดไมเกรนหรือ ลมตะกังนี้ เกิดขึ้นเพราะมีการหดตัว และขยายตัวผิดปกติของหลอดเลือดแดง ในบริเวณศีรษะทั้งนอก และในกะโหลกศีรษะ เป็นผลทำให้มีแรงดันในหลอดเลือดแดง ในบริเวณนี้เพิ่มขึ้น ทำให้ผนังของหลอดเลือดแดงโป่งผิดปกติ จึงเกิดอาการปวดหัวขึ้น

โรคนี้มักเกี่ยวข้องกับกรรมพันธุ์ คือ ประมาณ70 เปอร์เซ็นต์ของผู้ป่วย มีประวัติว่า พ่อแม่พี่น้องเคยเป็นโรคนี้มาก่อน มีหลักฐานยืนยันว่า ฮอร์โมนเพศบางอย่าง มีอิทธิพลต่อการ เกิดอาการปวดหัวในคนที่เป็นไมเกรน โรคนี้มักจะเริ่มมีอาการในระยะหนุ่มสาว ผู้หญิงบางคนมีอาการปวดเฉพาะระยะใกล้ หรือมีประจำเดือน และประมาณร้อยละ 80 ของผู้หญิงที่เป็นไมเกรน จะไม่มีอาการปวดหัวขณะตั้งท้อง

นอกจากนี้ ยังพบว่ามีสาเหตุกระตุ้นทำให้เกิดอาการปวดหัว ในคนที่เป็นไมเกรน ซึ่งได้แก่

  • อยู่ในที่ร้อนหรือเย็นเกินไป
  • มีแสงจ้าเข้าตา
  • การใช้สายตาเพ่งอะไรมากๆ โดยเฉพาะเวลาดูหนังหรือกล้องจุลทรรศน์
  • คนที่สายตาสั้น ไม่ได้ใส่แว่นหรือใช้แว่นไม่ถูกขนาด
  • การสูดดมกลิ่นฉุนๆ ก็ทำให้ปวดหัวได้
  • เหนื่อยเกินไป
  • การนอนไม่พอ หรือนอนมากเกินไป เชื่อกันว่า อาจเป็นเพราะมีก๊าซคาร์บอนไดอ๊อกไซด์คั่ง หรือมีการขาดก๊าซออกซิเจน ซึ่งไม่มีผลต่อหลอดเลือดในกะโหลกศีรษะ

นอกจากนี้ ผู้ที่ตื่นสาย มักกินอาหารผิดเวลา น้ำตาลในเลือดต่ำลง ซึ่งทำให้มีการขยายตัวของหลอดเลือดแดงได้ คนที่เป็นไมเกรนอยู่มักจะปวดหัวน้อยลง หรือหายจากโรคนั้นเลย เมื่อเป็นเบาหวาน (ซึ่งมีน้ำตาลในเลือดสูง) อาหาร และเครื่องดื่มบางชนิด เช่น เนยแข็ง ช็อคโกแลต เหล้า เบียร์ ก็ทำให้เกิดอาการปวดหัวได้

ยานอนหลับ บางครั้งทำให้เกิดอาการปวดหัว ตอนเช้าหลังตื่นนอน ซึ่งเชื่อว่า เป็นผลของการนอนหลับนานไป ดังกล่าวข้างต้น

ยาที่ทำให้ปวดหัวไมเกรนได้บ่อยในปัจจุบัน ได้แก่ ยาคุมกำเนิด คนที่เคยเป็นไมเกรนอยู่แล้ว เมื่อกินยาคุมกำเนิด ก็จะทำให้ปวดได้บ่อยขึ้น แต่ก็ไม่ใช่จะเป็นทุกราย ทั้งนี้เชื่อว่าเป็นผลมาจากฮอร์โมนชนิดหนึ่งที่เรียกว่า “เอสโตรเจน” ที่มีอยู่ในยาคุมกำเนิด

นอกจากนี้ เรายังพบว่า คนที่เป็นโรคไมเกรนอยู่ประจำนั้น มักจะเป็นคนประเภทเจ้าระเบียบ จู้จี้จุกจิก ทำอะไรต้องให้ได้สมบูรณ์แบบ มีสติปัญญาสูง และมีความทะเยอทะยานสูง สิ่งใดที่ไม่สบอารมณ์ ขวางหู ขวางตา ก็อาจจะทำให้เกิดอารมณ์เสีย หรือมีความกดดันทางอารมณ์ ก็ทำให้มีอาการปวดหัวได้ บ่อยครั้งที่พบว่า คนพวกนี้จะมีอาการปวดหัวเมื่อได้พักผ่อน เช่น ปวดหัวในวันหยุด คงพอจะอธิบายได้ว่า ร่างกายของคนเรานั้น เคยกับความเครียดสูงมาตลอดอาทิตย์ เมื่อเกิดมีการคลายตัวของกล้ามเนื้อส่วนต่างๆ โดยเฉพาะบริเวณหนังศีรษะในทันที ก็เลยทำให้ หลอดเลือด แดง ขยายตัวผิดปกติ

ถ้าเป็นโรคนี้ ท่านจะตายไหม

อาการปวดหัวลมตะกัง ไม่ทำให้ถึงกับตายหรอกครับ แต่ก็อาจปวดรุนแรงทรมานได้ บางครั้งก็อาจมีอาการผิดปกติขึ้น เช่น ก่อนที่จะเริ่มมีอาการปวดหัวคือ ก่อนที่หลอดเลือดจะขยายตัวหลอดเลือดบางส่วนที่ไปเลี้ยงสมองอาจหดตัวก่อน จึงทำให้เลือดไปเลี้ยงสมองไม่พอ เกิดมีอาการตาลาย เห็นแสงระยิบระยับ เป็นสีต่างๆ หรือมีอาการชาของแขนขาขึ้นได้ หลังจากนั้น 15-20 นาที หลอดเลือดก็จะขยายตัว แล้วอาการดังกล่าวก็จะค่อยๆ หายไป แต่บางคนหลอดเลือดที่หดตัวไม่มีการขยายกลับคืนมา เลือดไปเลี้ยงสมองส่วนนั้นไม่พอ ก็จะเกิดอาการตามัวลงไปได้ คนที่ไม่ค่อยจะเห็น ก็พาลไม่เห็นไปเลย แต่จริงๆ ก็พบได้น้อยมากซึ่งก็ไม่ถึงกับตาย

ท่านสามารถรู้ หรือวินิจฉัยตัวเองได้ หรือไม่ว่าเป็นโรคนี้หรือเปล่า

ก็คงจะพอวินิจฉัย จากอาการที่เป็นดังกล่าวแล้ว คือ ปวดหัวซีกเดียว ที่ขมับหรือเบ้าตา ปวดแบบตุ๊บๆ บางทีมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน ตาพร่า ตาลาย มักปวดในคนอายุน้อยจนถึงวัยกลางคน และมักจะมีสาเหตุกระตุ้นดังกล่าวแล้ว

ถ้าพบว่าตัวเอง มีอาการปวดหัวแบบนี้ ก็พึงนึกถึงโรคนี้ไว้ก่อน แต่อย่างไรก็ตาม มีอาการในครั้งแรกๆ ถ้าเป็นไปได้ ก็ควรจะปรึกษาหมอให้แน่ใจก่อน เป็นดี

ท่านจะรักษาตัวเอง ก่อนจะไปหาหมออย่างไร

1. ถ้าท่านกำลังปวดท่านอาจกินยาแก้ปวดธรรมดา เช่น แอสไพริน สัก 2 เม็ด (ราคาเม็ดละ 5 สตางค์) หรือพาราเซตามอล 2 เม็ด (ราคาเม็ดละ 25 สตางค์) สำหรับผู้ที่แพ้แอสไพริน หรือเป็นโรคกระเพาะอยู่ด้วย ถ้าไม่หายปวดให้กินซ้ำอีก 4 ชั่วโมง หรือให้กินยากล่อมประสาท เช่น ยาเม็ดไดอาซีแพม ขนาด 2 หรือ 5 มิลลิกรัม(ราคาเม็ดละ 25-50 สตางค์) ควบด้วย 1 เม็ด จะทำให้นอนหลับไปสักพักหนึ่งเมื่อตื่นขึ้นมาแล้วอาการอาจทุเลาลงได้

แต่ถ้าไม่ดีขึ้น ก็ควรจะไปหาหมอ โดยทั่วไป หมอมักจะจ่ายยาที่มีชื่อว่า คาร์เฟอร์กอต (ราคาเม็ดละ 2.50 บาท) ให้กินขณะที่เริ่มมีอาการปวด ครั้งแรก 1 เม็ด ถ้าไม่หายให้กินซ้ำอีก 1 เม็ด ใน 1 ชั่วโมง (ไม่แนะนำให้กินเกิน 2 เม็ดใน 24 ชั่วโมง) ยานี้ถ้ากินมากก็เกิดอันตรายได้ จึงไม่ควรใช้เอง การใช้ควรปรึกษาหมอให้ดีเสียก่อน

2. เมื่อท่านเคยไปหาหมอ และหมอบอกท่านว่า ท่านเป็นไมเกรนจริง ไม่ใช่ปวดจากสาเหตุอื่น ก็ต้องพยายามสังเกตให้ดีว่า อะไรบ้างที่เป็นสาเหตุกระตุ้น ทำให้เกิดอาการดังได้กล่าวมาแล้วข้างต้น เมื่อรู้แล้วพยายามหลีกเลี่ยงเสีย (ถ้าหลีกเลี่ยงได้) ก็จะเป็นประโยชน์ต่อการรักษามาก เพราะจำนวนครั้งที่ปวด และความรุนแรงของอาการปวดแต่ละครั้งอาจลดน้อยลงได้อย่างมาก โดยการแก้ไขสาเหตุนั้นอย่างเดียว โดยอาจจะไม่ต้องใช้ยารักษาเลยก็ได้

3. ถ้าได้พยายามดังข้อ 2 แล้วไม่ได้ผล หรือค้นหาสาเหตุกระตุ้นไม่เจอ และก็ยังมีอาการปวดหัวอยู่บ่อยๆ หมอเราก็อาจให้ยาป้องกัน ไม่ให้หลอดเลือดขยายตัว ได้แก่ เมธิเซอร์ไจด์ (Methysergide)ซึ่งมียี่ห้อต่างๆ กัน ราคาเม็ดละ 2-3 บาท ให้คนไข้กินป้องกัน ไม่ให้มีอาการปวดหัว โดยให้กินวันละ 2 ครั้งๆ ละ 1-2 เม็ด เช้าและเย็นแต่ยานี้มีโทษ คือ ถ้ากินติดต่อกันนานๆ ก็อาจทำให้หลอดเลือดหดตัวมากเกินไป เป็นอันตรายได้ ยาจึงควรใช้ภายใต้คำแนะนำของหมอ เท่านั้น

ข้อมูลสื่อ

4-007
นิตยสารหมอชาวบ้าน 4
สิงหาคม 2522
โรคน่ารู้
ศ.นพ.อรรถสิทธิ์ เวชชาชีวะ

บทความที่เกี่ยวข้อง