ปวดตา

  • ขนาดตัวอักษร  Normal size text | Increase text size by 10% | Increase text size by 20% | Increase text size by 30%

ข้อมูลสื่อ

10-014
นิตยสารหมอชาวบ้าน 10
กุมภาพันธ์ 1980
โรคตา
นพ.สุรพงษ์ ดวงรัตน์

ปวดตา

คุณเคยปวดตาหรือปวดกระบอกตาบ้างมั้ย

ถ้าไม่เคยก็แล้วไป แต่สักวันหนึ่งอาจจะปวดได้ ขอให้อ่านไว้ประดับความรู้คงไม่เสียหายอะไร

ถ้าคุณเคยปวดแบบไหน ปวดที่ว่านั้นอยู่ในหัวขอใดหัวข้อหนึ่งที่ผมจะเขียนต่อไปนี้หรือเปล่า ขอได้โปรดติดตามอ่านไปเรื่อยๆ เถอะครับ

“ปวดลูกตา” หรือ “ปวดกระบอกตา” เป็นอาการที่แสดงออกเช่นเดียวกับการปวดอย่างอื่นภายในร่างกาย เป็นต้นว่า ปวดท้อง ปวดหลัง ปวดฟัน ปวดเอว ปวดเมื่อยตามเนื้อตามตัว ตลอดไปจนถึงส่วนบนสุดคือ ปวดระดับชาติ นั่นก็หมายถึง “ปวดหัว” นั่นเอง

หลายคนคงเคยปวดสารพัดอวดมาแล้ว แต่อาจไม่เคยปวดตาเลยก็ได้ หรือเคยมาแล้ว ก็ลองมาดูซิว่า ไอ้ที่ว่าปวดตา ปวดลูกตานั้นมันฉันใด เกิดได้อย่างไร และควรจะปฏิบัติตนอย่างไร อย่างน้อยก็พอจะรู้เค้าว่า ที่มาของการปวดตามันมาจากอะไร ดีกว่าปล่อยให้อาการแวดตุ๊บๆ เกาะกินอยู่ได้ โดยไม่รู้ว่าเกิดจากอะไรและจะทำอย่างไรต่อไป

สาเหตุที่จะทำให้ปวดตามีด้วยกันหลายสาเหตุ ผมจะเขียนเฉพาะที่พบได้บ่อยๆ ในคนไข้โรคตาที่มาเป็นประจำ และควรจะให้คำแนะนำอย่างไร ก็แล้วกันครับ ส่วนเรื่องการรักษาบางครั้งค่อนข้างซับซ้อนและยุ่งยากสำหรับ “ชาวบ้าน” ธรรมดาที่จะเข้าใจ แต่ดีกว่าที่เราไม่รู้อะไรเสียเลย

ฝีที่ต่อมเปลือกตา

หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า “กุ้งยิง” นั่นแหละครับ อันนี้เป็นการอักเสบที่เกิดบริเวณต่อมที่อยู่บริเวณเปลือกตาบน หรือไม่ก็เปลือกตาล่างอันใดอันหนึ่ง การเริ่มเป็นครั้งแรก บางทีเจ้าตัวไม่สังเกตว่ามีฝอยู่บริเวณดังกล่าวก็จะไม่ทราบ เพราะฝียังไม่ก่อตัวเต็มที่ หรือโผล่ออกมาให้เห็นชัด แต่ถ้าสงสัยให้ลองเอาปลายนิ้วชี้กดๆ ดูบริเวณเปลือกตาบน หรือล่างข้างนั้นดู ว่ารู้สึกเจ็บเมื่อกดตรงนั้นหรือเปล่า ถ้าเจ็บแสดงว่าอาจจะเกิดจากอันนี้ได้ เพราะกุ้งยิงมักเป็นข้างใดข้างหนึ่งที่เปลือกตาบนหรือล่างเพียงเม็ดเดียวเท่านั้น น้อยรายที่จะเป็นพร้อมๆ กันหลายๆ เม็ด

ถ้าฝีโผล่ออกมาให้เห็นชัด คือ เป็นเม็ดแดงๆ เช่นนี้ก็บอกชัดแจ้งอยู่แล้วว่า เป็นกุ้งยิงแน่ คุณอาจจะกินยาแก้อักเสบชนิดใดชนิดหนึ่งได้ เป็นต้นว่า ถ้าเป็นเด็กๆ อายุต่ำกว่า 10 ขวบ อาจให้พวกเพนนิซิลิน ชนิดน้ำเชื่อมขนาด 2 ออนซ์ (60 ซี.ซี.) ราคาขวดละ 10 บาท กินครั้งละ 1 ช้อนชา หรือ 2 ช้อนชา แล้วแต่เด็กตัวโตตัวเล็ก วันละ 3 ครั้ง ก่อนกินอาหารประมาณ 3-4 วัน อาการจะค่อยทุเลาไป ถ้ายังไม่หายขาดอาจกินซ้ำได้อีกหนึ่งขวด หรือจะพาไปหาหมอตาดูซ้ำอีกที ว่าใช่โรคนี้หรือไม่ก็จะดีไม่น้อย

ถ้าเป็นผู้ใหญ่ คุณอาจกินยาปฏิชีวนะอะไรก็ได้ที่ไม่แพ้ เป็นต้นว่า เพนนิซิลลินชนิดเม็ดหรือเตตร้าซัยคลีน (เม็ดละ 0.75-1 บาท) มื้อละ 2 เม็ด 3 เวลา ก่อนหรือหลังอาหารแล้วแต่ชนิดสัก 2-3 วัน อาการก็จะดีขึ้น แต่ถ้าไม่ทุเลา ควรไปหาหมอตา หรือผ่าตากรีดเอาหนองออกดีกว่าอาการทั้งหมดจะหายเป็นปลิดทิ้ง

เยื่อตาอักเสบชนิดเฉียบพลัน

ถ้าปุบปับมีอาการปวดกระบอกตา หรือปวดรอบๆ กระบอกตา บางครั้งปวดหัวร่วมด้วยอาจมีปวดเมื่อยตามกล้ามเนื้อทั่วตัว แสดงว่ามีการจู่โจมโดยเชื้อไว้รัสเข้าให้แล้ว เขื้อไวรัสตัวที่ว่านี้ เป็นตัวเดียวกับที่ทำให้เกิดอาการตาแดงแบบเฉียบพลันชนิดที่เกิดจากไวรัส (ดูเรื่อง ตาแดง ใน “หมอชาวบ้าน” ปีที่ 1 ฉบับที่ 5) บางคนอาจจะไม่แสดงอาการตาแดงออกมาให้เห็นขัดเจน แต่จะมีอาการปวดนำมาก่อน ปวดตาแบบนี้มักปวดทั้งสองข้าง

ถ้าสงสัยจะเป็นอันนี้ ลองพักผ่อนหรือพักสายตาซัก 2-3 วัน เช่นเดียวกับเป็นไข้หวัด อาการปวดเมื่อยเนื้อตัวจะค่อยๆ ทุเลาลงไปได้เอง เพียงกินยาแก้ปวดพาราเซตามอลครั้งละเม็ดเมื่อปวดมากเท่านั้น เมื่อไม่ทุเลา หรือเป็นมากขึ้นเรื่อยๆ ค่อยไปปรึกษาหมอ ดูให้แน่ใจอีกที

สิ่งแปลกปลอมเข้าไปติดในตา

เช่น เศษผงหรือเศษเหล็กเล็กๆ ติดบริเวณเยื่อตา หรือบนกระจกตาดำ พวกนี้ทำให้มีอาการปวดตาได้อย่างเฉียบพลัน พร้อมกันนี้จะมีอาการเคืองตา น้ำตาไหลมาก ลืมตาลำบาก ต้องเอามือกุมตาข้างนั้นเกือบตลอดเวลา อาการเช่นที่ว่านี้ และมีประวัติหรือสงสัยอะไรเข้าตาตัวเองแน่นอนละก็ รีบไปหาหมอเถอะครับ ให้หมอแกเขี่ยออกเสีย มิฉะนั้นจะทรมานไม่มีที่สิ้นสุดพาลหงุดหงิดอารมณ์เสียไปตลอดเวลาอีกด้วย

สายตาผิดปกติ

คือ ภาวะที่คุณเองอาจจะมีสายตาเริ่มผิดปกติขึ้นมาแล้ว เป็นต้นว่าอาจจะสายตาสั้น สายตายาว หรือสายตาเอียง แต่ยังสามารถมองเห็นได้ชัดเมื่อคุณพยายามเพ่งมองระยะแรกๆ พอเพ่งไปนานๆ รู้สึกตามัวพร่า แล้วในที่สุดจะรู้สึกปวดกระบอกตามาก น้ำตาไหล

การปวดตาในหัวข้อนี้ สังเกตได้ง่ายมาก คือ จะปวดเมื่อเริ่มใช้สายตามองอะไรทุกครั้งไป บางคนปวดจนรู้สึกคลื่นไส้อยากอาเจียน โดยเฉพาะมองภาพระยะใกล้ เช่น อ่านหนังสือ เย็บปักถักร้อย พิมพ์ดีด หรือเขียนแบบ ฯลฯ เป็นต้น และเมื่อมองไกลๆ รู้สึกตาพร่ามองไม่ค่อยชัด

เป็นเช่นนี้รีบไปหาหมอตาเถอะครับ อย่ามัวกินยาแก้ปวดอยู่เลย เสียเวลาเปล่าๆ สิ่งที่จะแก้อาการปวดเช่นนี้ คือ แว่นตาที่เหมาะกับสายตาเท่านั้น หรือผู้ที่เคยใช้แว่นสายตาเป็นประจำอยู่แล้ว เกิดปวดตาเมื่อใช้สายตามากๆ อีกทั้งแว่นที่ใช้อยู่ก็นานเกินหกเดือนไปแล้ว ควรจะจัดการเช็คแว่นเสียใหม่

ตาเขซ่อนเร้น

หมายถึง คุณอาจมีภาวะตาเขอ่อนๆ หรือที่เรียกว่า “ตาส่อน” อยู่ เมื่อพยายามเพ่งมองอะไรจะรู้สึกปวดกระบอกตาเช่นกัน ทั้งนี้เพราะตาพยายามบังคับการกลอกตาให้เพ่งไปที่จุดที่ต้องการมอง ทั้งๆ ที่การทำงานของกล้ามเนื้อการกลอกตาไม่ค่อยจะสมดุลกันอยู่แล้ว จึงทำให้ปวด

ข้อสังเกตจากการปวดในหัวข้อนี้ คือ ถ้าคุณเหนื่อยๆ หรือร่างกายอ่อนเพลีย บางครั้งจะมองเห็นภาพวัตถุที่มองเป็นภาพซ้อนได้ ขอให้นึกถึงอันนี้ไว้เถอะ แล้วไปคุยกับหมอดูว่า คุณ “ตาส่อน” จริงหรือเปล่า ถ้าหมอตาคนนั้นถามคุณว่าทำไมคุณจึงสงสัยแบบนี้ จงตอบอย่างภาคภูมิใจเถอะครับว่า ‘อ่านจากนิตยสารหมอชาวบ้านมาแล้ว’

ปวดหัว ไข้หวัดใหญ่ และไซนัสอักเสบ

อาจทำให้ปวดมากที่บริเวณกระบอกตาได้ เรียกว่า “ปวดร้าว” การปฏิบัติตนเช่นนี้ เราก็ให้การรักษาที่ต้นเหตุไป ถ้าต้นเหตุแห่งการปวดร้าวหาย ปวดตาก็จะพลอยหายไปด้วย

ต้อหินชนิดเฉียบพลัน

อันนี้น่ากลัวมาก รุนแรงเหลือเกิน คือ ปวดลูกตาข้างใดข้างหนึ่ง ปวดอย่างรุนแรงเหมือนกับ “ลูกตาจะระเบิด” หรือถลนออกมานอกเบ้า ตามัวพร่าอีกด้วย มองดวงไฟเห็นเป็นสีรุ้งรอบดวงไฟ บางครั้งปวดหัวและคลื่นไส้อาเจียนตามมา ปวดจนเรียกได้ว่า “ไม่เป็นอันกินอันนอน” กรุณาอย่าไปหาซื้อยาแก้ปวด หรือยาหยอดตาตามร้านมาใช้เลย ไม่หายหรอกครับ ถ้าสงสัยว่าเป็นแบบข้อนี้ อย่ารีรอครับ รีบไปหาหมอตาทันที มิฉะนั้น “ตาบอด” ร้อยเปอร์เซ็นต์

ทั้งหมดนั้นเป็นหัวข้อของ สาเหตุแห่งการปวดตา คุณลองพิจารณาดูซิครับว่า อาการปวดตาที่คุณกำลังเป็นหรือเคยเป็นมาแล้วจัดอยู่ในหัวข้อไหน

อีกแหละครับ บางครั้งหาสาเหตุจนพลิกตำราทุกเล่มแล้วยังหาไม่พบ แม้กระทั่งผู้เขียนเองบางครั้งเป็นขึ้นมาไม่รู้ว่าจะจัดอยู่ในหัวข้อไหน เหลืออันเดียวเพิ่งคิดออกว่าตัวเองอาจจะเป็นอันนี้แน่ นั่นก็คือ ถ้าจะเริ่มเป็น “ประสาท” แล้วกระมังก็เป็นได้

คุณละครับ เป็นอย่างผมคิดหรือเปล่า!