ยาชูกำลัง

  • ขนาดตัวอักษร  Normal size text | Increase text size by 10% | Increase text size by 20% | Increase text size by 30%

ข้อมูลสื่อ

12-008
นิตยสารหมอชาวบ้าน 12
เมษายน 1980
ยาน่าใช้
ภก.สงกรานต์ ภาคโชคดี

ยาชูกำลัง

ทุกวันนี้เราๆ ท่านๆ ก็คงจะไม่รู้สึกผิดปกติอะไรที่จะมีเสียงเจื้อยแจ้วจากทั้งทางวิทยุ และโทรทัศน์ซึ่งต่างแข่งขันกันโอ้อวดสรรพคุณในการชูกำลังของเครื่องดื่มชนิดต่างๆ ลอยมาเข้าหูไม่รู้วันละกี่ครั้งกี่ครา แถมยังมีการหลอกล่อกันด้วยของแถม ของแจก ของรางวัลนานาประการสุดที่จะสรรหามาต้มตุ๋นกัน

ความจริงในข้อนี้ก็คือ แต่เดิมเครื่องดื่มเหล่านี้ถูกขึ้นทะเบียน เป็นยาซึ่งมีกฎหมายยาห้ามไม่ให้โฆษณา แจก แถม ออกรางวัล ไม่ว่าวิธีใดๆ แต่ด้วยข้ออ้างเพียงว่าเพื่อให้ได้ภาษีเครื่องดื่มมากขึ้น โดยไม่ได้เห็นถึงความเดือดร้อนของผู้บริโภคจึงยอมให้ขึ้นทะเบียนเป็นเครื่องดื่มทั้งๆ ที่มีตัวยา “คาเฟอีน” ซึ่งเป็นยาที่ทำให้เสพติดด้วยซ้ำ ทำให้ไม่สามารถควบคุมการโฆษณาได้ เพราะกฎหมายในการควบคุมเครื่องดื่มไม่ได้ห้ามการมอมเมาโดยวิธีเหล่านี้ไว้

“เรี่ยวแรงที่มีนั้นมันไม่ใช่ผลของการบำรุง แต่เป็นผลของการกระตุ้นจากตัวยาคาเฟอีน ซึ่งเป็นสารที่อยู่ในกาแฟธรรมดาๆ นั่นเอง”

เรามาคุยกันถึงว่า ใครก็ตามที่ตกเป็นเหยื่อของการโฆษณาบ้าเลือดดังกล่าวโปรดได้ทราบความจริงไว้ด้วยว่า เครื่องดื่มทั้งหลายที่โฆษณากันนักหนาว่าบำรุงร่างกายอย่างนั้นอย่างนี้ กินแล้วซู่ซ่า สุดสู้ หายเซื่องซึม อะไรก็แล้วแต่เถอะ ความจริงแล้ว ไม่ควรจะเรียกว่าเครื่องดื่มบำรุงร่างกายหรอก แม้จะมีเศษๆ ของยาบำรุงร่างกายอยู่บ้างแต่ก็น้อยมากไม่คุ้มกับเงินที่เสียไปหรอก

อาจจะมีผู้แย้งว่า เอ กินแล้วก็เห็นมันมีเรี่ยวแรงดีนี่นา จะว่าไม่บำรุงอย่างไรกัน

ก็จริงอยู่ แต่เรี่ยวแรงที่มีนั้นมันไม่ใช่ผลของการบำรุง แต่เป็นผลของการกระตุ้นจากตัวยา “คาเฟอีน” ซึ่งเป็นสารที่อยู่ในกาแฟธรรมดาๆ นั่นเอง คาเฟอีนจะไปออกฤทธิ์กระตุ้นสมอง ทำให้รู้สึกว่ามีความกระปรี้กระเปร่า แต่ฤทธิ์อันนี้จะมีเพียงไม่กี่ชั่วโมงก็หมด หลังจากนั้นอาจจะยิ่งทำให้ร่างกายทรุดโทรมลงไปอีกก็ได้ โดยเฉพาะถ้าเอาไปใช้เมื่อร่างกายอ่อนเพลียจากการทำงานหนักเกินกำลัง ร่างกายต้องการพักผ่อน แต่เรากลับไปกระตุ้นให้มันทำงานอีก อย่างนี้เป็นอันตรายต่อสุขภาพร่างกายมาก

ยิ่งกว่านั้น ถ้าเราไปกินเครื่องดื่มหรือยาพวกนี้ติดต่อกันเป็นเวลานานๆ จะทำให้เสพติดคราวนี้จะต้องกินมันเป็นประจำ ถ้าไม่ได้กินก็จะไม่มีแรงทำงาน จิตใจหงุดหงิด, ขี้เกียจขี้คร้าน, ผู้นั้นก็เลยต้องตกเป็นทาสของยาพวกนี้และจะต้องเป็นทาสมันมากขึ้นๆ ทุกวันเครื่องดื่มพวกนี้ราคามันถูกๆ เสียเมื่อไหร่ล่ะ ขวดหนึ่งตั้ง 7 ถึง 8 บาท บางร้านขายถึง 10 บาท ถ้าวันหนึ่งกินสัก 3-4 ขวดก็ปาเข้าไป 20-40 บาทแล้ว ถ้าติดหนักกว่านั้นล่ะ จะเป็นเท่าไหร่ เป็นอันว่าวันๆ หนึ่งหาเงินได้เท่าไหร่ ก็ต้องไปซื้อหายาพวกนี้มาเสพหมด มันคุ้มค่ากันไหมก็ลองคิดกันดู แต่ผมว่ามันจะเกิดโรคทรัพย์จางแทรกซ้อนเอานะครับ ระวังให้ดี

โดยปกติแล้ว ร่างกายเรามีกำลังมาจากการได้รับธาตุอาหารพวกคาร์โบไฮเดรตเข้าไปอย่างเพียงพอ ธาตุคาร์โบไฮเดรตนี้ จะถูกย่อยและสังเคราะห์ให้เกิดกำลังงานที่ร่างกายนำไปใช้ได้ ธาตุคาร์โบไฮเดรตดังกล่าวก็ไม่ต้องไปเสาะหาจากหยูกยาอะไรที่ไหน ก็มาจากข้าว ข้าวโพด เผือก มันอาหารพวกแป้ง และน้ำตาลต่างๆ ที่เรากินกันอยู่ทุกวันนั่นเอง

ดังนั้นถ้าเรารู้สึกอ่อนเพลีย ไม่มีแรงก็แสดงว่าเราอาจจะได้รับธาตุคาร์โบไฮเดรตไม่เพียงพอก็ได้ เราลองดื่มน้ำผลไม้หรือน้ำหวานอะไรก็ได้สัก 1 แก้ว จะรู้สึกดีขึ้น ยิ่งถ้าเย็นๆ จะรู้สึกว่าสดชื่นมากยิ่งขึ้น แต่ถ้าเป็นประจำเราก็ต้องสำรวจตัวเองแล้วว่า เรากินอาหารพวกแป้ง และน้ำตาลน้อยไปหรือเปล่า เอาแต่กินหมูกินเป็ด กินไก่ ไม่ค่อยกินข้าวหรือเปล่า ก็ลองกินข้าวกับผลไม้ให้มากขึ้นซิครับ แล้วความจริงที่กำลังถูกเปิดเผยกันมากขึ้นในขณะนี้ก็คือ การกินเนื้อสัตว์มากๆ เป็นผลเสียต่อสุขภาพ ทั้งร่างกายและจิตใจอย่างมาก สู้หันมากินพืชผักผลไม้อันเป็นอาหารที่ให้ประโยชน์อย่างครบถ้วน เป็นอาหารที่เหมาะกับมนุษย์ (แปลว่ามีจิตใจสูง) และจะไม่ต้องเป็นโรคอ่อนเพลีย ที่เรากำลังคุยกันด้วย

นอกจากอาหารพวกคาร์โบไฮเดรตแล้ว การพักผ่อน ก็เป็นปัจจัยสำคัญต่อการมีกำลังหรือไม่มีกำลังเหมือนกัน เพราะบางทีเรากินอาหารทุกอย่างเพียงพอ แต่ก็ยังรู้สึกอ่อนเพลียอยู่ อย่างนี้ก็อาจเป็นเพราะเราทำงานหนัก แต่พักผ่อนไม่เพียงพอ เปรียบเสมือนเครื่องยนต์ที่ทำงานหนักติดต่อกันโดยไม่ได้พักเครื่องบ้างเลย มันก็ชักกระตุกขลุกขลัก ดีไม่ดีอาจจะพาลเสียเอาเลย ร่างกายคนเราไม่ใช่เหล็กไหลเหมือนเครื่องยนต์ ยิ่งต้องการการพักผ่อนที่เพียงพอยิ่งกว่า

ปกติการนอนพักผ่อน สำหรับผู้ใหญ่ไม่น้อยกว่า 6 ถึง 8 ชั่วโมง ยิ่งคนที่ทำงานหนักมาก อาจจะต้องนอนพักผ่อนวันละถึง 10 ชั่วโมงจึงจะเพียงพอ ก็ลองสำรวจตัวเองดูซิว่าเราอ่อนเพลียเพราะเอาเวลาไปเที่ยวกลางคืน ดูหนังดูละคร รำพัด กำถั่ว เสียเวลาหลับนอนไปหรือเปล่า ถ้าทำอยู่ก็เรียกร้องเอาเวลาเหล่านั้นคืนมาเสียแล้วจะได้ผลพลอยได้ คือ เงินทองกลับมาด้วย

ถ้าทั้งกินอาหารเพียงพอ พักผ่อนเพียงพอ ก็ยังมีอาการเหนื่อย อ่อนเพลียอยู่อีกล่ะ คราวนี้ก็ควรจะลองไปตรวจร่างกายที่โรงพยาบาลดูว่า ท่านมีโรคร้ายอะไรแอบแฝงอยู่หรือเปล่า เพราะมีโรคภัยอยู่หลายชนิดที่ทำให้มีอาการดังกล่าว และมักจะเป็นโรคอันตรายเสียด้วย เช่น โรคหัวใจ เบาหวาน คอพอก บางชนิดมะเร็ง เป็นต้น

ทีนี้มาพูดถึงยาพวก วิตามิน กันบ้างว่ามันจะช่วยให้เรามีกำลังวังชาเพิ่มขึ้นขนาดไหน

ความจริงแล้ว วิตามิน ไม่ได้ทำให้เรามีกำลังวังชาโดยตรง อย่างที่บรรดาบริษัท ทั้งหลายโฆษณากรอกหูอยู่ทุกวันหรอก มันเพียงแต่ไปช่วยให้ระบบต่างๆ ของร่างกาย ทำงานอย่างเป็นปกติเท่านั้น การกินวิตามินในระยะสั้นๆ จะไม่ทำให้เห็นผลอะไรมากนัก และถ้าผู้นั้นไม่ได้ขาดวิตามิน แล้วไปกินวิตามินให้แรง กินให้ตายก็ไม่มีแรงเพิ่มขึ้นมาได้หรอก ดีไม่ดี กินเข้าไปมากๆ เกิดการสะสมของวิตามินบางชนิด อาจมีอันตรายได้เหมือนกัน อย่าไปคิดว่าขึ้นชื่อว่า วิตามิน มันจะบำรุงลูกเดียวกินเท่าไหร่ก็ไม่เป็นไร อย่างนี้ไม่ถูก

ส่วนใหญ่คนที่กินวิตามินกันอยู่ทุกวันนี้ กินด้วยอุปาทานกันเสียมาก คือ กินด้วยความเชื่อ อันเกิดจากการบอกเล่าของผู้อื่นบ้าง จากคำโฆษณาโอ้อวดซ้ำแล้วซ้ำเล่าบ้าง ทำให้เกิดความเชื่อถือ, ฝังใจ, ยึดมั่นว่า กินวิตามินอย่างนั้นแล้ว จะมีเรี่ยวมีแรงอย่างนั้นอย่างนี้ พอได้ไปกินอย่างที่ยึดถือก็เกิดความสมใจที่ได้กิน จึงรู้สึกว่ามีเรี่ยวแรงตามอุปาทานที่ได้สร้างไว้นั้นเป็นอย่างนี้กันเสียมากจริงๆ เพราะผมพิสูจน์มามากแล้ว ชาวบ้านที่กินยาบำรุงที่เขาโฆษณากรอกหูอยู่ทุกวัน กินแล้วก็บอกว่าดี ผมเปลี่ยนเอาวิตามินอย่างเดียวกันคนละบริษัท บางทีแรงกว่าที่กินอยู่เดิมด้วยซ้ำกิน แล้วกลับบอกว่ามันสู้ไอ้อย่างที่โฆษณาไม่ได้เป็นซะอย่างงั้นไป ก็ไม่รู้ว่าจะยังไง ต้องปล่อยให้เป็นอาหารของปลาและเต่าไปเท่านั้นเอง

แต่อย่างไรก็ตามวิตามินก็ยังมีประโยชน์และปลอดภัยกว่าไปกินเครื่องดื่มหรือยาบำรุงร่างกายบ้าบอคอแตกที่โฆษณาขายกันอยู่มากมายนัก และถ้าจะให้ดีก็เลือกซื้อวิตามินรวมขององค์การเภสัช ร้อยละ 6-8 บาทเท่านั้น อย่าไปซื้อวิตามิน ที่โฆษณาขายกันอยู่ให้แพงไปเปล่าๆ เพราะจะต้องไปเสียค่าโฆษณาเสียมากกว่าค่ายา

โดยสรุปแล้วถ้าอยากจะชูกำลังให้มีเรี่ยวแรงแข็งขันละก็ ไม่ว่าเครื่องดื่มหรือยาอะไรก็สู้การกินอาหารและการพักผ่อนให้เพียงพอไม่ได้ทั้งนั้น และถ้าอยากจะกินจริงๆ ก็ไปซื้อวิตามิน รวมขององค์การเภสัชกรรมมากินสักร้อยสองร้อยก็เพียงพอแล้ว ถ้าอาการไม่ดีขึ้น ก็ควรไปหาหมอตรวจร่างกายดู ท่านก็จะเป็นผู้ที่ชูกำลังอย่างถูกวิธีและไม่ถูกต้มด้วย