ชีวิตจากห้อง "ไอซียู"Ž(ตอนจบ)

  • ขนาดตัวอักษร  Normal size text | Increase text size by 10% | Increase text size by 20% | Increase text size by 30%

ข้อมูลสื่อ

352-008
นิตยสารหมอชาวบ้าน 352
สิงหาคม 2008
ไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม

คนจำนวนไม่มากนักจะมี "โอกาส" ได้เข้าไปอยู่ในห้อง "ไอซียู" (Intensive Care Unit - ICU - หรือ "หอผู้ป่วยวิกฤติ" สำหรับคนจำนวนหนึ่ง ห้องไอซียู คือ "ห้องนอนสุดท้าย" ของชีวิต แต่คนอีกจำนวนหนึ่งก็กลับออกมาใช้ชีวิตปกติต่อไปได้ และฉบับที่แล้วพูดถึงการเตรียมตัวผ่าตัดและพักฟื้นอยู่ในห้องไอซียู

วันที่ยาวนานที่สุด (11 กันยายน)
วันนี้ไม่ง่วงและพยายามไม่หลับ โดยหวังว่ากลางคืนจะได้ง่วงและหลับได้

"เพื่อนบ้าน" เป็นผู้หญิงทั้งคู่ คนหนึ่งพยาบาลมักเรียกว่า "อาม้า" อีกคนหนึ่งพยาบาลมักเรียกว่า "คุณป้า" ส่วนผมเอง (ผู้เขียน) พยาบาลเรียกว่า "คุณลุง" บ้าง "คุณไพบูลย์" บ้าง (แต่เป็นส่วนน้อย)

"อาม้า"
พูดได้เสียงดัง และช่างพูดด้วย พยาบาลก็เอาใจใส่ดีมาก และช่วยพูดคุยกับ "อาม้า" ค่อนข้างมาก บางครั้งฟังดูเหมือนเป็นการ "พูดจาสังสรรค์" มากกว่าการดูแลความเจ็บป่วย

แต่ "อาม้า" มีปัญหาพิเศษ ต้องพยายามนำเสลด (ซึ่งฟังจากเสียงน่าจะมีปริมาณมาก) ออกจากหลอดลม (หรืออะไรทำนองนั้น) โดยมีพยาบาลช่วยด้วย (ไม่แน่ใจว่าใช้เครื่องมืออะไรด้วยหรือเปล่า)

จากเสียงการพยายามนำเสลดออกที่ดังโครกครากมาก เสียงครวญครางด้วยความเจ็บปวดแสนสาหัสของ "อาม้า" ซึ่งบางครั้งมีถ้อยคำออกมาว่า "โอย...เจ็บเหลือเกิน...ทนไม่ไหวแล้ว...ขอตายดีกว่า...ขอไม่อยู่ แล้ว...ทนไม่ไหวจริงๆ...ฯลฯ" สลับกับเสียงพยาบาล ซึ่งคาดว่ามี 2-4 คน คอยช่วยแนะนำ ให้กำลังใจ บังคับ กลายๆบ้าง ด้วยถ้อยคำเช่น "อาม้าต้องสู้นะ... พยายามอีกหน่อย...ได้แล้วเห็นไหม...ต้องทำตรงนี้ให้ได้แล้วจะหาย...อาม้าสู้เพื่อลูกหลานนะ...ฯลฯ"Ž

ฟังแล้วรู้ว่า "อาม้า" ต้องทนทุกข์ทรมานมากจริงๆ และกิจกรรมกับเสียงเช่นนี้เกิดขึ้นหลายครั้งในรอบ 24 ชั่วโมง ทุกครั้งที่ฟังเสียงครวญครางก็รู้สึกสงสาร "อาม้า" มากแต่ก็นึกชมเชยที่ "อาม้า" สามารถพูดได้เสียงดังฟังชัด และมีน้ำใจดี เช่น เมื่อสบายดีก็จะพูดกับพยาบาลอย่างลูกหลาน เช่น "ขอบใจมากนะลูกหลานเอ๊ย...ขอให้มีชีวิตดีๆ นะ...ฯลฯ"

ส่วนพยาบาลนั้น น่าประทับใจและน่าชื่นชมเป็นพิเศษในความเอาใจใส่อย่างใกล้ชิด การอุทิศตนขะมักเขม้นเต็มอัตรา มานะอดทน มีน้ำใจ มีอัธยาศัยไมตรี มีอารมณ์ช่วยสร้างบรรยากาศที่ดี ฯลฯ ซึ่งปรากฏชัดเจนมากจากกรณีของ "อาม้า" ดังกล่าวที่สังเกตได้ต่อเนื่องมาตลอดประมาณ 3 วันเต็ม

ถ้าเปรียบกรณีของ "อาม้า" เพื่อนบ้านเบื้องซ้าย เป็นเสมือน "ฉากงิ้ว" เพราะมีเสียงเอะอะโวยวายโฉ่งฉ่าง วันละหลายครั้ง ก็ต้องเปรียบกรณีเพื่อนบ้านเบื้องขวาคือ "คุณป้า" เป็นเสมือน "ฉากโขน" เพราะมีเสียงพากย์เสียงบอกกำกับ แต่ไม่มีเสียงจาก "ผู้แสดง" เนื่องจากต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ

"คุณป้า"
คงมีปัญหาความเจ็บปวดแบบทุกข์ทรมานไม่ใช่น้อยเหมือนกัน สังเกตจากเสียงโครกครากแสดงสภาพที่เป็นปัญหาอยู่เป็นระยะแต่ไม่บ่อยและดังเท่ากรณี "อาม้า" และดูจะเป็นปัญหา "วิกฤติ" ด้วยเพราะได้ยินพยาบาลพูดทำนองว่า "คุณป้าต้องพยายามนะคะ...ถ้าไม่ทำตรงนี้ จะนำเครื่องช่วยหายใจออกไม่ได้...คุณป้าต้องพยายามนะคะ ต้องทำให้ได้นะคะ...ฯลฯ"
Ž
ส่วนบทบาทและการทำหน้าที่ของพยาบาลกรณี "คุณป้า" นับว่าน่าประทับใจและน่าชื่นชม เช่นเดียวกับที่ปฏิบัติกับกรณี "อาม้า" ซึ่งไม่แปลกเพราะคือพยาบาลชุดเดียวกันที่ดูแลบริเวณนั้นมีอยู่ 4-5 คน

สำหรับกรณี "ตัวผมเอง" อาจเปรียบได้เป็น "ฉากละครรำ" คือช้าๆ เนิบๆ เรียบๆ มีเสียงเบาๆ จากตัวละครเป็นระยะๆ ตามกิจวัตรที่ต้องทำ ที่มีเสียงเบาๆ เพราะพูดไม่ค่อยมีเสียง พบว่าเสียงหายไป พอพูดออกเสียงแหบๆ ได้ คงประมาณ 10 เปอร์เซ็นต์ของระดับเสียงปกติ จนครั้งหนึ่งพยาบาลถามว่า "ปกติพูดออกเสียงได้แค่นี้หรือคะ?" (ซึ่งคำตอบคือไม่ใช่!)

นอกจากปัญหาเรื่องเสียงแล้ว สภาพโดยทั่วไป อันเนื่องมาจากการ "ผ่าตัดใหญ่ ตับอ่อน-กระเพาะ-ลำไส้-ท่อน้ำดี-ถุงน้ำดี" (ยังไม่ได้ตรวจดูความถูกต้องจากแพทย์ เป็นความเข้าใจที่ปะติดปะต่อเอง ครั้นจะพูดกับแพทย์หรือผู้รู้ก็มีปัญหาเรื่องพูดไม่มีเสียง) แต่จากคำพูดของแพทย์ที่คอยไปตรวจอาการ (แพทย์ผู้ทำการผ่าตัดและแพทย์อื่นๆ) บอกว่า "การฟื้นตัวอยู่ในเกณฑ์ดี"
Ž
ความรู้สึกโดยรวมคือ ยอมรับสภาพที่เป็นอยู่ โชคดีที่ไม่มีความเจ็บปวดเดือดร้อนทุรนทุรายอะไรเป็นพิเศษ ใจยอมรับอยู่จึงไม่รู้สึกเป็นทุกข์ (ทางกายและทางใจ)

มีปัญหาหนึ่งคือ คืนวันนี้ยังคงนอนไม่หลับ ทั้งๆที่กลางวันไม่ได้หลับ คงเนื่องจากร่างกาย ระบบประสาท สภาพแวดล้อมที่มีทั้งแสงสว่าง เสียงดังอึงคะนึงจากการดูแลผู้ป่วยสภาวะวิกฤติ สภาพอากาศที่รู้สึกหนาวไปบ้างร้อนไปบ้าง ฯลฯ

อ่านหนังสือ "The Web of Life" โดย Fritjof Capra หนังสือ "พระไตรปิฎก สิ่งที่ชาวพุทธต้องรู้" โดยพระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต) และหนังสือ "คู่มือสวดมนต์แปล ฉบับอุบาสก-อุบาสิกา วัดสังฆทาน" สลับกันไป

ตั้งใจอ่านบทสวดมนต์แปลเพื่อช่วยให้นอนหลับ ผสมด้วยการสวดมนต์ในใจ การตั้งสมาธิ ฯลฯ แต่ไม่เป็นผล คืนนี้จึงเป็นว่านอนไม่หลับแทบทั้งคืน

ตอนกลางวันแพทย์ได้นำสายเสริมออกซิเจนออก (หายใจเอง 100 เปอร์เซ็นต์)
พยาบาลนำเก้าอี้มาให้นั่งอยู่ชั่วเวลาหนึ่งในช่วงกลางวัน และเปลี่ยนเตียงนอนให้เป็นแบบสบายขึ้น เป็นทั้งเก้าอี้เก่าและเตียงเก่า (ดูจากสภาพ เช่น เตียงนั้นมีปุ่มกดให้ยกศีรษะได้ แต่พอจะกลับที่เดิมต้องใช้คันโยกแทน! ส่วนเก้าอี้ก็ดูค่อนข้างโทรมแต่นั่งได้สบาย)

ฝันร้าย (12 กันยายน)
วันที่ 11 กันยายน พ.ศ.2547 คงถือได้ว่าเป็น "The Longest Day" (วันที่ยาวนานที่สุด)
เพราะก่อนหน้า 1 คืน แทบไม่ได้นอนหลับ ทั้งวันของวันที่ 11 กันยายน ยังคงไม่ได้หลับ และสภาพไม่ได้หลับนี้คงอยู่ต่อมาในช่วงกลางวันทั้งวันของวันที่ 12 กันยายน

รวมแล้วไม่ได้หลับต่อเนื่องกันประมาณ 48 ชั่วโมง อาจเรียกว่าเป็น "The Longest Extended Day"
(วันควบต่อเนื่องที่ยาวนานที่สุด) ก็ได้

นอกจากไม่ได้หลับแล้ว การเผชิญ รับรู้ เหตุการณ์และสถานการณ์ในรอบ 48 ชั่วโมงนั้น นับว่ามากทีเดียว

ระหว่างอยู่ในห้องไอซียู นอกจากการดูแลอย่างใกล้ชิดของ "ทีมพยาบาล" และเจ้าหน้าที่อื่นๆ แล้ว แพทย์ก็หมุนเวียน แวะเวียนมาตรวจอาการและสนทนาด้วยเป็นประจำ และบอกว่าการฟื้นตัวโดยทั่วไปอยู่ในเกณฑ์ดีและไม่มีปัญหาแทรกซ้อนอะไร ถือว่าน่าพอใจ 

ภรรยา ลูกชาย ลูกสาว หมุนเวียนกันมาเยี่ยมเยียน ดูแลผู้ที่พยาบาลเรียกว่า "คุณลุงเตียง 8" (คือตัวผมนั่นเอง) อยู่เป็นประจำ มานั่งคุย นั่งเฝ้า บีบนวด (บ่อยครั้งรู้สึกเท้าเย็นเพราะหนาว) ช่วยให้ได้ผลดีทั้งทางกายและโดยเฉพาะทางใจ

มีญาติวงในมาเยี่ยมบ้างแต่ไม่มาก เพราะปกติห้องไอซียูเขาไม่อนุญาตให้คนเข้ามาง่ายนัก และเข้าใจว่ามีป้าย "ห้ามเยี่ยม" (คุณลุงเตียง 8) ติดไว้ด้วย
หมอถอดสายดูดปัสสาวะออก เริ่มปัสสาวะเองได้
บุรุษพยาบาลช่วยโกนหนวดให้ (ผมทำได้เองบางส่วน)
เริ่มพยายาม "เดิน" (ประมาณ 7-8 เมตรแล้วกลับ)
หมอให้เริ่ม "อมน้ำแข็ง" (ก้อนเล็กๆ เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 1.5 เซนติเมตร)

รู้สึกว่ากลางคืนคงมีปัญหาการหลับ พยาบาลจึงให้ยาแก้ปวดเพื่อช่วยหลับ ปรากฏว่าพอหลับได้แต่เกิดการ "ฝันร้าย" ถึง 2 ครั้ง

ครั้งแรก ฝันว่าไปดูการแสดงอะไรสักอย่าง โดยใส่เสื้อผ้าชุดผู้ป่วย (สีเขียว) ไป คนที่อยู่รอบๆตัวผมเกิดการล้มตัวทับกันและมาทับผมด้วยโดยผมดึงตัวออกไม่ได้ ขณะเดียวกันผมพยายามหาของสำคัญที่หายไปแต่หาไม่พบ มองไปเห็นภรรยาอยู่ทางหนึ่ง และเห็นลูกสาวพร้อมรถยนต์อยู่อีกทางหนึ่งคล้ายๆจะมารับผม แต่ก็ติดต่อถึงกันไม่ได้ ทั้งกรณีภรรยาและลูกสาวเพราะอยู่ห่างกันเกินไป ทำให้รู้สึกวุ่นวายมาก
หลังจากตื่นมาแล้วได้พยายามกลับไปหลับใหม่ แต่ก็มี "ฝันร้าย"  รอบที่สอง คือฝันว่าไปที่ "โรงงาน" อะไรบางอย่างแถวๆ ซอยสุขุมวิท 61 ถูกพนักงานคนหนึ่งแกล้งเอากระเป๋าของผมไปแล้วไม่คืนให้ ใช้วิธีหลอกล่อยั่วยวนต่างๆ ครั้นผมจะชี้แจงต่อว่า หรือเรียกร้องอะไรก็ "พูดออกเสียงไม่ได้" ทำให้รู้สึกอึดอัดขัดข้องวุ่นวายอารมณ์อย่างยิ่ง

คุณค่ายิ่งยวดของการ "ผายลม!"Ž(13 กันยายน)
ย้ายจาก "ชีวิตบนเตียง" (ห้องไอซียู) สู่ "ชีวิตในห้อง" (ห้องพักผู้ป่วยพิเศษ) เมื่อประมาณ 10.00 น.
ระหว่างอยู่ห้องไอซียู แพทย์และพยาบาลจะถามอยู่ บ่อยๆ ว่า "ผายลมบ้างไหม...ผายลมหรือยัง..." ซึ่งตลอดเวลาที่อยู่ห้องไอซียู ผมต้องตอบว่า "ยัง...มีแต่เรอ..."
Ž
พอมาอยู่ห้องพักผู้ป่วยพิเศษจึงได้เริ่มผายลม บ้าง และเกิดความตระหนักว่า เรื่องซึ่งปกติคนอาจรู้สึกรังเกียจหน่อยๆนั้น อันที่จริงมีความสำคัญต่อ "ชีวิต" อย่างยิ่งยวด นั่นคือหากไม่สามารถผายลมได้หลังการผ่าตัดจะเกิดการอืดสะสมเป็นปัญหาใหญ่ทีเดียว
เข้านอนประมาณ 4 ทุ่มและนอนได้ดีเป็นครั้งแรก (คืนแรก) หลังจากการผ่าตัด โดยตื่นมาปัสสาวะ 2 ครั้ง

ชีวิตในห้อง (14 กันยายน)
"ชีวิตในห้อง" ค่อนข้างสงบเงียบ มีเวลาอ่านหนังสือ ซึ่งมุ่งอ่าน "The Web of Life" ("ข่ายใยแห่งชีวิต") เป็นหลักเนื่องจากอยากอ่านมานานแล้ว ที่สำคัญ คือเป็นข้อเขียนทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับ "ชีวิต" และ "สรรพสิ่ง" ในโลกตลอดไปถึงจักรวาล ซึ่งข้อค้นพบและข้อเสนอทางวิทยาศาสตร์ที่ประมวลไว้ในหนังสือเล่มนี้ สามารถนำใช้ประกอบการอธิบาย พิสูจน์ หรือเสริมต่อ "หลักธรรม" ของพระพุทธเจ้า โดยเฉพาะเรื่อง "อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา" (ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของ "หัวใจ" ของพระพุทธศาสนา) ได้เป็นอย่างดี

สำหรับตัวเอง คิดว่าการได้อ่าน "The Web of Life" เป็นการค้นพบที่สำคัญยิ่ง คาดว่าจะนำไปใช้ประโยชน์ได้มาก และอาจมีผลอย่างสำคัญต่อวิถีชีวิตที่จะเลือกเดินในอนาคตที่เหลือ

หมอมาถอดสายดูดผ่านรูจมูกออก สายนี้สร้างความรำคาญและความลำบากค่อนข้างมาก หมอบอกว่าผู้ป่วยโดยทั่วไปจะรอคอยวันที่ถอดสายดูดนี้ออกได้ ซึ่งตัวเองก็คิดเช่นนั้น รู้สึกเหมือนได้ "อิสรภาพ" (จากเทคโนโลยี) ที่สำคัญ รู้สึกโล่งขึ้น สบายขึ้น สามารถจัดการเรื่องรูจมูกและบริเวณใกล้รู จมูกได้สะดวกสบายขึ้นมาก

หมอให้เริ่ม "จิบน้ำ" ได้ (หลังจากที่ให้อมน้ำแข็งก้อนจิ๋วก่อนหน้านี้)
เริ่มเขียน "บันทึกการเจ็บป่วยครั้งสำคัญในชีวิต" โดยย้อนหลังไปจากประมาณวันที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2547 เป็นการบันทึกเหตุการณ์ สถานการณ์ ความรู้สึก ความคิด ฯลฯ แล้วแต่ว่านึกอะไรได้และรู้สึกอยากบันทึกไว้ สำหรับเก็บเป็นความทรงจำ (ก่อนจะลืมเสียเป็นส่วนใหญ่) และเพื่ออ่านกันในหมู่ "ญาติมิตรคนชิดใกล้" เป็นสำคัญ

เมื่อหมอถอดสายดูดที่ผ่านลำคอและรูจมูก (ข้างขวา) คิดว่าจะพูดออกเสียงได้ดีขึ้น ปรากฏว่าตรงกันข้าม ยิ่งพูดแล้วเสียงออกแบบแผ่วลง และรู้สึกมีความลำบากในการพูดออกเสียงแต่ละคำ

ด้วยเหตุนี้ จึงริเริ่มใช้วิธีเขียนโน้ตสั้นๆ ไว้ให้ผู้มาเยี่ยมอ่าน จะได้ไม่ต้องพูด หรือพูดแต่น้อยๆ และพูดเบาๆ ทำนองกระซิบ

สู่ "สภาพปกติ" มากขึ้น (15 กันยายน)
หมอมาถอดสายหยอดของเหลวขาวข้นออก เท่ากับได้ "อิสรภาพ" ที่สำคัญเพิ่มขึ้นอีก 1 อย่าง
เริ่ม "ดื่มน้ำ" และเริ่มกิน "อาหารเหลวใส" เท่ากับเป็นบันไดขั้นต้นของการไม่ต้องพึ่ง "สายหยอดสารอาหาร" ที่นอกจาก "ผิดธรรมชาติ" และทำให้ไม่รู้สึกหิว แล้วยังสร้างความ "ไม่สะดวกสบาย" อีกด้วย เช่น ไม่สะดวกเวลาจะเดินไปทำกิจวัตรส่วนตัว เป็นต้น

พยาบาลพิเศษสระผมให้ (ครั้งแรกหลังการผ่าตัด) และโกนหนวดเองแบบ "เต็มรูป" เป็นครั้งแรกหลังการผ่าตัดเช่นเดียวกัน
เท่ากับว่าชีวิตเข้าสู่ "สภาพปกติ" มากขึ้นเป็นลำดับ

หมอบอกว่าสภาพฟื้นตัวโดยทั่วไปอยู่ในเกณฑ์ดีน่าพอใจ ยังต้องรอผลการวิเคราะห์ก้อนเนื้อ และอาจต้องให้แพทย์เฉพาะทางช่วยดูปัญหาการพูดออกเสียงไม่ได้
ตอนเช้าได้ตักบาตรพระ 1 รูป ท่านมาจากวัดบวรฯ ทราบว่าเป็น ม.ร.ว. บวชมา 9 พรรษาแล้ว

ส่งท้ายจากไอซียู
ผมยังคงต้องรับการรักษาพยาบาลและพักฟื้นอยู่ในห้องผู้ป่วยพิเศษอีกเป็นเวลานาน เนื่องจากเป็นการ "ผ่าตัดใหญ่" ที่ตัดอวัยวะสำคัญถึง 4 อย่าง ได้แก่
1. ส่วนหัวของตับอ่อนประมาณร้อยละ 30 ของตับอ่อนทั้งหมด รวมถึงก้อนเนื้องอกซึ่งติดอยู่ที่ส่วนหัวของตับอ่อนนั้น
2. ท่อน้ำดีพร้อมด้วยถุงน้ำดี (ทำให้เป็นคน "ไม่มีดี!")
3. กระเพาะประมาณร้อยละ 30 ของกระเพาะทั้งหมด
4. ลำไส้เล็กส่วนต้นที่ออกจากกระเพาะ หรือดุโอดีนัม ประมาณ 30 เซนติเมตร ดังนั้นต้องใช้เวลาค่อยๆ รักษาส่วนที่ผ่าตัดและได้รับการ "ต่อเชื่อม" ใหม่ ซึ่งมีชื่อทางการแพทย์ว่า "Whipple Operation" (สำหรับการผ่าตัดอวัยวะในช่องท้องแล้วต่อเชื่อมใหม่ในลักษณะนี้)

เมื่อเวลาผ่านไป ผมก็ได้รับการ "ถอดสายท่อ" (ซึ่งมีอยู่หลายสายด้วยกัน ทั้งประเภท "นำเข้า" และประเภท "ระบายออก") ออกจากร่างกายทีละอย่างๆ 

สายท่อซึ่งสำคัญที่สุด ต้องอยู่ในร่างกายนานที่สุด และอ่อนไหวต่อการมีชีวิตอยู่ของผมมากที่สุด คือ "สายท่อระบายน้ำย่อยจากตับอ่อน" ซึ่งในที่สุดก็สามารถ "ดึง" (โดยไม่แรงนัก) ออกจากช่องท้องของผมได้ เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม พ.ศ.2547

ทำให้ผมสามารถออกจากห้องพักผู้ป่วยในโรงพยาบาลและกลับไปพักฟื้นต่อที่บ้านได้ในวันที่ 24 ตุลาคม พ.ศ.2547

รวมแล้วผมต้องอยู่โรงพยาบาลทั้งหมด 48 วัน
โดยได้ไปพักฟื้นต่อที่บ้าน (ใช้ชีวิตในบ้านŽ) อีกประมาณเดือนครึ่ง แล้วจึงเริ่มใช้ "ชีวิตนอกบ้าน" ได้ด้วย ซึ่งรวมถึงการเดินทางไปต่างจังหวัดและต่างประเทศ เป็นบางครั้ง

หลังจากนั้นสุขภาพของผมค่อยๆ กลับเข้าอยู่ในเกณฑ์ "ปกติ" จนกระทั่งมีเหตุให้ต้อง "เข้านอนโรงพยาบาล" อีกครั้งเมื่อเร็วๆ นี้ (9-15 ตุลาคม พ.ศ. 2550) ด้วยโรค "หลอดเลือดหัวใจอุดตัน" ที่ทำให้ผมเกือบเป็นอันตรายถึงชีวิต หากแพทย์พาไปโรงพยาบาลไม่ทันเวลา โดยครั้งนี้เป็นการอยู่ห้อง "ซีซียู" (CCU) 4 วัน (CCU คือ Coronary Care Unit หรือ หออภิบาลผู้ป่วยวิกฤติด้วยโรคหัวใจและหลอดเลือดŽ)

จาก "ความพลิกผันในชีวิต" ที่เกิดขึ้นในครั้งล่าสุดนี้ ผมได้เคยเขียนสรุปเป็นข้อคิดเอาไว้ ซึ่งผมขอนำมาเป็นบทสรุปอย่างเดียวกันสำหรับ "ประสบการณ์ชีวิตจากห้องไอซียู" ที่เล่ามาข้างต้น บทสรุปเชิงข้อคิดเป็นดังนี้
"ความพลิกผันในชีวิตเกิดขึ้นได้เสมอ โดยเฉพาะในเรื่องสุขภาพ!
นี่คืออนิจจัง
(ไม่เที่ยง)!
นี่คือสัจธรรม (ความจริงแท้)!
นี่คือชีวิต!

เราจึงควรดำเนินชีวิตอย่างมีสติ ใช้ปัญญา หมั่นทำความดี หมั่นทำคุณประโยชน์ที่เหมาะสมให้แก่ผู้อื่น ให้แก่หมู่คณะ ให้แก่ส่วนรวม ให้แก่สังคม ให้แก่ประเทศ ให้แก่โลก ให้แก่มนุษยชาติ เท่าที่พึงทำได้อยู่เสมอ

เมื่อถึงเวลาต้องอำลาชีวิต เราก็จะรู้สึกพร้อม เพราะรู้อยู่ว่าเราได้ทำหน้าที่ของคนคนหนึ่งมาอย่างเพียงพอและเหมาะสมแล้ว"