• ขนาดตัวอักษร  Normal size text | Increase text size by 10% | Increase text size by 20% | Increase text size by 30%

ช่องคลอด มดลูก และรังไข่

ช่องคลอด มดลูก และรังไข่

ช่องคลอด มดลูก และรังไข่ ทั้งหมดนี้เป็นส่วนหนึ่งของอวัยวะสืบพันธุ์ของเพศหญิง ที่จริงแล้วเรานับอวัยวะเพศหญิงกันตั้งแต่บริเวณหว่างขา รอบปากช่องคลอด รวมทั้งปากช่องคลอดซึ่งเป็นอวัยวะส่วนหนึ่งที่อยู่ภายนอกสามารถเห็นได้ ส่วนอวัยวะที่อยู่ภายในนั้น อยู่ถัดเข้าไป ได้แก่ ช่องคลอด ปากมดลูก มดลูก ปีกมดลูก และรังไข่

ปากช่องคลอดประกอบด้วยกลีบเนื้อ 2 ชั้น ชั้นนอกเรียกว่า แคมใหญ่ ชั้นในเรียกว่า แคมเล็ก ส่วนที่อยู่ระหว่างด้านบนระหว่างแคมเล็กกับรูเปิดของท่อปัสสาวะเป็นติ่งเนื้อแข็งขนาดเท่าเม็ดถั่วเรียกว่า คลิตอรีส เป็นส่วนที่เทียบได้กับลึงค์ในเพศชาย เป็นส่วนที่มีความรู้สึกไวเป็นพิเศษ

ปากช่องคลอดของเด็กสาวๆ จะมีเยื่อบางปิดอยู่ เรียกว่า เยื่อพรหมจารีย์ เมื่อมีการร่วมเพศ เยื่อนี้ก็จะฉีกขาดออก แต่หากมีการเคลื่อนไหวรุนแรงหรือประสบอุบัติเหตุเยื่อดังกล่าวนี้ก็อาจจะฉีกขาดได้ ซึ่งการฉีกขาดของเยื่อนี้ไม่ก่อให้เกิดอันตรายแต่อย่างใด

ช่องคลอดเป็นท่อกลางยาวสัก 3-4 ขนาด เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 2-3 ซม. เป็นส่วนของเนื้อเยื่อนอกร่างกายที่เว้าลึกเข้าไปติดกับมดลูก บริเวณปากมดลูก หน้าที่ของช่องคลอด คือ มีไว้สำหรับอสุจิเพื่อประโยชน์ในการปฏิสนธิ และเป็นทางออกของเด็กเวลาคลอด ปกติช่องคลอดจะมีขนาดเล็กแต่มีความยืดหยุ่นสูง สามารถขยายได้ใหญ่จนกระทั่งส่วนหัวของเด็กผ่านออกมาได้

อวัยวะสืบพันธุ์ภายในประกอบด้วยมดลูกและรังไข่

มดลูกของเด็กหญิงมีรูปร่างคล้ายกับลูกฝรั่งลูกเล็กๆ หรือมีขนาดเท่ากับไข่ไก่ใบย่อมสักหน่อย ส่วนแรกของมดลูกคือปากมดลูก ซึ่งเป็นส่วนที่ยื่นลงไปในช่องคลอด ปากมดลูกโดยปกติจะแข็งเท่ากับปลายจมูกขนาดเท่ากับไข่นกกระทา ตรงกลางมีรูเป็นรูเปิดของมดลูกออกสู่ภายนอก เป็นทางผ่านของเชื้ออสุจิเข้าไปผสมกับไข่ เป็นทางผ่านออกของเลือดที่เกิดจากการสลายตัวของเนื้อเยื่อในโพรงมดลูก ที่ออกมาเป็นประจำเดือน และเป็นทางคลอดของทารก

ภายนอกมดลูก มีโพรงมดลูกซึ่งบุด้วยเนื้อเยื่อที่เต็มไปด้วยเส้น เลือดผนังบุมดลูกนี้จะหนาตัวขึ้นตามระดับฮอร์โมนในแต่ละเดือน ทั้งนี้เพื่อเป็นการเตรียมพร้อมแหล่งอาหาร เพื่อรับตัวอ่อนที่จะมาฝังตัว เนื้อเยื่อบุมดลูกทำหน้าที่หล่อเลี้ยงเด็กในครรภ์ตั้งแต่เริ่มฝังตัวจนกระทั่งคลอด หากในแต่ละเดือนไม่มีการปฏิสนธิเกิดขึ้น ผนังมดลูกในส่วนที่หนาตัว จะสลายตัวลอกหลุดออกมา เนื่องจากระดับฮอร์โมนเริ่มลดลง ดังนั้นในแต่ละเดือนผู้หญิงจึงมีเลือดออกมาเราเรียกว่า “ประจำเดือน” หรือ “ระดู”

ประจำเดือนเป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่เป็นปกติอย่างหนึ่งของร่างกายผู้หญิง เป็นการลอกเอาผนังมดลุกส่วนเก่าออกแล้วสร้างขึ้นใหม่ เพื่อเตรียมแหล่งอาหารที่สมบูรณ์ให้กับลูกที่จะมาเกิด หาใช่เป็นเลือดเสียอย่างที่โบราณเข้าใจแต่อย่างใด

หากผู้หญิงคนไหนใช้ยาคุมกำเนิด ซึ่งก็คือ ฮอร์โมนเพศอย่างหนึ่งก็อาจจะมีประจำเดือนมาผิดปกติจากที่เคยเป็น เช่น มีน้อยลง หรืออาจจะขาดหายไป (ถ้าใช้วิธีฉีด) ทั้งนี้ก็เป็นเพราะระดับฮอร์โมนในร่างกายผิดแปลกไปจากเดิม จึงทำให้การหาตัวของเนื้อเยื่อโพรงมดลูกผิดไป การลอกหลุดออกมก็เปลี่ยนแปลงไปด้วย หากหยุดช้าคุมกำเนิดเมื่อใด ประจำเดือนก็จะเป็นปกติดังเดิม

ส่วนบนของมดลูกทางด้านข้างทั้งสองข้าง จะยื่นยาวออกเป็นท่อ เราเรียกว่า ปีกมดลูก ภายในปีกมดลูกมีท่อซึ่งเป็นทางผ่านของไข่ที่สุกแล้วลงมายังมดลูก และเป็นทางผ่านของอสุจิที่จะเข้าไปผสมกับไข่ที่ตกออกมาจากรังไข่ ส่วนใหญ่การปฏิสนธิจะเกิดขึ้นในท่อของปีกมดลูกส่วนปลาย เมื่อผสมกันเกิดขึ้นเป็นเซลล์ใหม่ แล้วก็จะเคลื่อนตัวลงมาตามท่อไปสู่โพรงมดลูกและเติบโตเป็นทารกในครรภ์ต่อไป

เนื้อของมดลุกประกอบด้วยกล้ามเนื้อสานกันหลายชั้น กล้ามเนื้อของมดลุกเป็นเรื่องมหัศจรรย์ของธรรมชาติประการหนึ่ง จากมดลูกขนาดเล็กๆ เท่ากับไข่ไก่ ขยายตัวโตเกือบเต็มช่องท้องตอนที่ครรภ์แก่นั้นเป็นเรื่องที่น่าทึ่ง เซลล์แต่ละเซลล์ของกล้ามเนื้อมดลูกจะขยายตัวใหญ่ขึ้น ทำหน้าที่ป้องกันทารกในครรภ์จากความกระทบกระเทือนภายนอกร่างกายมารดา และเมื่อคลอดแล้ว กล้ามเนื้อดังกล่าวก็จะหดตัวลงได้ขนาดเกือบเท่าเดิม ภายใน 6 สัปดาห์หลังคลอด ที่เราเรียกว่า “มดลูกเข้าอู่”

รังไข่เป็นเม็ดกลมรีติดอยู่ที่ปลายของปีกมดลูกทั้งสองข้าง รังไข่เป็นแหล่งผลิตเซลล์สืบพันธุ์เพศหญิงที่จะไปผสมกับอสุจิ นอกจากนี้ยังเป็นต่อมไร้ท่ออีกด้วยดังที่ได้เคยกล่าวถึงมาแล้ว ไข่ในรังไข่จะสุกได้ต้องอาศัยฮอร์โมนจากต่อมใต้สมอง ในแต่ละเดือนจะมีไข่สุก 1 ใบ โดยผลัดกันสุกในรังไข่แต่ละข้าง ดังนั้นโอกาสของคนเรามีลูกครั้งละ 1 คนเป็นปกติ แต่หากไข่สุกพร้อมกันในรังไข่ทั้งสองข้างและถูกผสมพร้อมๆ กันในคราวเดียวก็จะเกิดลูกแฝด (ที่เกิดจากไข่คนละใบ)

อวัยวะที่กล่าวมา เป็นอวัยวะที่ติดตัวผู้หญิงมาตั้งแต่เกิด แต่ยังไม่ทำงานจนกระทั่งเด็กหญิงอายุได้ประมาณ11-13 ถึงวัยนี้รังไข่ก็จะเริ่มสร้างฮอร์โมนเพศหญิง ทำให้รูปร่างของเด็กเปลี่ยนไปเป็นสาวเต็มตัว เต้านมโตขึ้น เริ่มมีขนรักแร้และขนบริเวณหัวเหน่า หลังจากนั้นอีก 1 ปีโดยประมาณรังไข่ก็จะเริ่มมีไข่สุก ที่จริงไข่ในรังไข่ก็มีติดตัวผู้หญิงมาตั้งแต่เกิดเช่นเดียวกันเพียงแต่ว่าไม่สุกและไม่หลุดออกนอกรังไข่เท่านั้น ถึงเวลานี้เองที่เด็กสาวเริ่มมีประจำเดือน

พูดถึงไข่ ไข่ของผู้หญิงขนาดเล็กเท่าปลายเข็มหมุด มีลักษณะใกล้เคียงกับไข่เป็ดหรือไข่ไก่ แต่ไม่มีเปลือก เป็นเซลล์ที่มีโครโมโซมเป็นครึ่งนึ่งของโครโมโซมร่างกาย เมื่อผสมกับอสุจิแล้วจึงจะมีโครโมโซมเท่ากับเซลลื่นๆ ของร่างกายมนุษย์ หากไข่ไม่ถูกผสมก็จะฝ่อหลุดออกไปทางปากมดลูก เนื่องจากไข่มีขนาดเล็กจิ๋ว ผู้หญิงจึงไม่รู้สึกตัวแต่อย่างใด

เมื่อไข่ถูกผสม ไข่ก็จะแบ่งตัวกลายเป็นกลุ่มเซลล์ แล้วเคลื่อนตัวลงมาสู่โพรงมดลูก กว่าไข่จะลงมาถึงมดลูกได้จะใช้เวลาถึง 5 วัน ระยะทางเคลื่อนลงมาก็เพียง 3 นิ้ว เมื่อถึงโพรงมดลูกไข่ก็จะฝังตัวลงไปในผนังมดลูกที่มีอาหารอันอุดม แล้วเริ่มรับอาหารจากตัวแม่ผ่านทางเนื้อเยื่อมดลูก แล้วไข่ที่เป็นเพียงกลุ่มเซลล์ก็จะเติบโตเป็นก้อนเนื้อเล็กๆ แล้วกลายเป็นเด็กทารกที่สามารถออกมาผจญกับโลกภายนอกได้ในที่สุด

ทั้งหมดนี้เป็นความสามารถของเพศหญิงที่ธรรมชาติให้ติดตัวมา เพื่อการสืบทอดเผ่าพันธุ์มนุษย์ ความสามารถในการสืบทอดเผ่าพันธุ์นี้จะอยู่ติดตัวผู้หญิงเป็นเวลายาวนาน คือ ระหว่างอายุ 12-50 ปี โดยประมาณ หลังจากนั้นรังไข่จะเล็กลง มดลูกจะฝ่อและหยุดทำงาน ตอนที่รังไข่และมดลูกหยุดทำงานก็คือ ตอนที่ผู้หญิงหมดประจำเดือน ในวัยนี้ระดับฮอร์โมนในร่างกายจะปลี่ยนแปลงไปจากเดิม ผู้หญิงส่วนใหญ่จึงมักมีอาการที่เราเรียกว่า “อาการวัยหมดประจำเดือน” เนื่องจากยังไม่ชินกับสภาพร่างกายตนเองที่เปลี่ยนแปลงไปตามวัย ไม่ชินกับระดับฮอร์โมนที่ลดลงจากที่เคยมีมาตลอด 30-40 ปี อาการที่แสดงออก เช่น หงุดหงิด ชาตามปลายมือปลายเท้า ร้อนวูบวาบตามตัว ปวดศีรษะ เวียนศีรษะ อ่อนเพลีย เป็นต้น รวมความแล้วก็คือ อาการที่ไม่สบายเนื้อไม่สบายตัว ซึ่งจะเป็นปกติได้เองหากร่างกายชินกับสภาพใหม่ที่มีระดับอร์โมนน้อยๆ แล้ว อาการดังกล่าวในแต่ละคนจะเป็นมากเป็นน้อยต่างกัน

การทำหมันหญิงก็คือ การตัดส่วนหนึ่งของปีกมดลูกให้ขาดออกจากกันทั้งสองข้าง เมื่อแผลหายแล้วส่วนที่ขาดออกจะกลายเป็นเนื้อเยื่อพังผืดแยกปีกมดลูกส่วนต้นออกจากส่วนปลาย ทำให้เซลล์สืบพันธุ์เพศชายไม่สามารถว่ายไปหาไข่ได้ การตั้งครรภ์จึงไม่เกิด

ข้อมูลสื่อ

80-002
นิตยสารหมอชาวบ้าน 80
ธันวาคม 2528
พญ.ลลิตา ธีระศิริ

บทความที่เกี่ยวข้อง