เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม

  • ขนาดตัวอักษร  Normal size text | Increase text size by 10% | Increase text size by 20% | Increase text size by 30%

ข้อมูลสื่อ

112-028
นิตยสารหมอชาวบ้าน 112
สิงหาคม 1988
ธรรมโอสถ
พอ.(พิเศษ)ทองคำ ศรีโยธิน

   

              

 

พระราชพิธีรัชมังคลาภิเษกของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลมหาราชเพิ่งจะผ่านพ้นไปหมาด ๆ ทุกดวงใจแห่งพสกนิกรเจ้าของแผ่นดินไทยยังชุ่มชื่นอิ่มเอม เปรมปรีดิ์ที่ได้สดงออกซึ่งความจงรักภักดี ร่วมถวายพระพรเฉลิมฉลององค์พระประมุขสุดรัก-สุดบูชาของเขา
ทุกคนมั่นใจว่า ได้สร้างมงคลแก่ชีวิตของเขาด้วยแล้ว เพราะพระพุทธองค์ทรงสอนไว้ว่า
ปูชาจะปูชะนียานัง เอตัมมังคะละมุตตะมัง
การบูชา ‘ปูชนียบุคคล’ เป็นมงคลอันสูงสุด”

ตลอดเวลา 42 ปีที่เสวยราชย์ พระองค์ได้พิสูจน์ ได้ประจักษ์ชัดว่า พระองค์คือกระทรวงสามัคคีแห่งชาติ ที่มีประสิทธิผลสูงสุด ทำหน้าที่เป็นเบ้าหลอมดวงใจ 52 ล้านดวงไว้ในเบ้าเดียวกัน สร้างความสำนึกของคนไทยทุกผู้ให้พุ่งตรงไปยังเป้าหมายเดียวกัน เพื่อชาติไทย เพื่อแผ่นดินไทย หนักนิดเบาหน่อยเราลดละทิฐิให้อภัยกันได้
คำและภาพที่ประทับใจมากที่สุดในงานเฉลิมฯคราวนี้ก็คือคำว่า “สองมหาราชนักพัฒนา” ซึ่งได้แก่ “พระปิยมหาราช” และ “ในหลวงภูมิพลมหาราช” ของเรา พูดตามสำนวนชาวบ้านก็ต้องว่า “ปู่กับหลาน” ทั้งสองพระองค์ครองราชย์นานที่สุดในประวัติศาสตร์ชาติไทย และทรงเป็นนักพัฒนาบ้านเมืองให้รุ่งเรืองร่มรื่นมากที่สุด ทั้งยังครองราชย์ตั้งแต่ยังเป็นเยาวกษัตริย์มาเหมือน ๆ กันอีกด้วยเมื่อยลพระบรมฉายาลักษณ์ของทั้งสองพระองค์ ซึ่งลอยเด่นอยู่เหนือถนนราชดำเนินคู่เคียงกัน ก็ยิ่งทำให้เห็นว่า พระราชสมัญญานามที่ชาวไทยถอดดวงใจทูลถวายพระพุทธเจ้าหลวงว่า “พระปิยมหาราช” นั้น ช่างเหมาะสม เพราะพริ้งกินใจเหลือเกิน เพราะบ่งบอกความหมายว่า “พระองค์เป็นที่รักสุดหัวใจของทวยราษฎร์”

หันมาเพ่งพิศในหลวงภูมิพลมหาราช ซึ่งก็ทรงเป็นที่รักสุดจิตสุดใจของพสกนิกรเช่นกัน ทั้งสองพระองค์ ไม่แต่เพียงครองราชย์นานที่สุด แต่เป็นที่ซาบซึ้งตรึงใจที่สุด อยู่ที่ทั้งสองพระองค์หลั่งน้ำทิพย์มาชโลมดวงใจปวงประชามากที่สุด
เพราะฉะนั้น พระสมัญญานามของในหลวง ร.9 ของเรา ถ้าจะให้มีความหมายกินใจ ซึ้งใจที่สุด คงจะไม่มีคำใดไพเราะเท่าคำว่า “พระปิยมหาราชที่สอง” เป็นแน่
เคยฉุกคิดบ้างไหมครับ พระมหากษัตริย์ไทยยุคสมบูรณาญาสิทธิราช ซึ่งทรงใช้อำนาจอธิปไตยทั้งบริหาร นิติบัญญัติ และตุลาการ สิทธิ์ชี้ขาดแต่พระองค์เดียว แล้วทำไมจึงสามารถหลั่งความสุข ความร่มเย็น แก่ข้าแผ่นดินได้อย่างที่แซ่ซ้องสาธุการสนั่นเมืองว่า
ไพร่ฟ้าหน้าใส เย็นศิระเพราะพระบริบาล และบารมีพระมากพ้นรำพัน
แปลกแต่จริง ไม่ใช่ครองแผ่นดินเพียง 4-8 ปี แต่เสวยราชย์นานกว่า 47 ปี แม้เสด็จสู่สวรรค์ชั้นฟ้าแล้ว ปวงประชาก็ยังคร่ำครวญหา อาลัยอาวรณ์ไม่จืดจาง

ดูซิครับ 23 ตุลาคม วันสวรรคตของพระพุทธเจ้าหลวงใกล้จะ 80 ปีแล้ว ลูกไทย-หลานไทยที่ล้วนแต่เกิดไม่ทันพระองค์ทั้งนั้น ต่างถือพวงมาลาสักการะไปน้อมถวายบังคม จำนวนผู้ตระหนักในกตัญญูกตเวทิตาธรรม ดังกล่าวลดน้อยเบาบางลงไหมครับ ?
ประวัติศาสตร์ไทยตอบไว้ใสแจ๋วแล้วว่า เจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดินถึงจะทรงใช้อำนาจอธิปไตยทั้ง 3 อย่างเด็ดขาด แต่โปรดทราบ ก่อนจะทรงใช้จะอัญเชิญทศพิธราชธรรม คุณธรรมอันประเสริฐทั้ง 10 ประการ ให้มาสถิตในดวงพระทัยให้สงบเย็น เพิ่มพูนพระปรีชาและพระวิจารณญาณทุกครั้งที่จะทรงใช้อำนาจอธิปไตย จึงมีผลเป็นความถูกต้อง เป็นธรรม ร่มเย็นเป็นสุข หาได้ใช้ด้วยความมัวเมาในพระราชอำนาจไม่

ยุคพ่อขุนรามคำแหงและยุคพระปิยมหาราชเจ้าเป็นที่ยอมรับกันว่า ทศพิธราชธรรมได้ฉายแสงเจิดจรัส อยู่เหนือแผ่นดินไทย ทำให้คนไทยมีชีวิตอยู่ร่วมกันได้อย่างแสนสุขฉันพี่น้องในครัวเรือนเดียวกัน ดุจพ่อกับลูก
พ่อขุนทรงปฏิญาณไว้ในศิลาจารึกว่า
“ปลูกเลี้ยงฝูงลูกบ้านลูกเมืองชอบด้วยธรรมทุกคน”
พระพุทธเจ้าหลวงทรงประพฤติเอง แล้วบรรจงถ่ายทอดทศพิธราชธรรมแก่สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชเจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ สยามมกุฎราชกุมาร ด้วยสำนวนสุดซึ้งว่า
อย่าถือว่าเกิดมามีบุญ ต้องถือว่าเกิดมามีกรรม สำหรับจะเทียมแอกเทียมไถ ทำการที่หนัก การซึ่งจะมีวาสนาขึ้นไปนั้น เป็นความทุกข์มิใช่ความสุข”
และในวันเสวยราชย์ พระเจ้าอยู่หัวภูมิพลมหาราช ได้ประกาศพระปฐมบรมราชโองการว่า
“เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม”
ทรงประกาศเป็นสัจวาจาแล้ว ทรงประพฤติปฏิบัติด้วยวิริยะอุตสาหะอย่างสม่ำเสมอตลอดมาและตลอดไป