นิ่วในถุงน้ำดี

  • ขนาดตัวอักษร  Normal size text | Increase text size by 10% | Increase text size by 20% | Increase text size by 30%

ข้อมูลสื่อ

72-004
นิตยสารหมอชาวบ้าน 72
เมษายน 1985
รศ.นพ.สุรเกียรติ อาชานานุภาพ

 

  

ฉบับที่แล้วได้พูดถึงอาการปวดนิ่วในท่อไต ว่าจะมีลักษณะปวดบิดเกร็งเป็นพักๆ ตรงแถบซ้ายหรือขวาของท้อง และปวดร้าวลงมาที่ลูกอัณฑะ (ในผู้ชาย) หรือช่องคลอด(ในผู้หญิง)และปวดร้าวไปที่หลัง

นิ่วในถุงน้ำดี ก็มีลักษณะปวดบิดเกร็งเป็นพักๆ ในลักษณะเดียวกันผิดกันตรงตำแหน่งที่ปวด คือนิ่วในถุงน้ำดีจะปวดตรงบริเวณใต้ชายโครงข้างขวา หรือบริเวณใต้ลิ้นปี่ซึ่งอาจปวดร้าวไปที่กลางหลัง และมักจะปวดหลังกินข้าวอิ่มๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งมื้ออาหารมันๆบางคนอาจปวดบิดเกร็งจนเหงื่อออก ตัวเย็น ใจหวิว
ใจสั่นคล้ายจะเป็นลม เป็นอยู่สักครู่ใหญ่ๆ แล้วก็อาจทุเลาไปเอง พอไปกินอาหารมัน ๆ ครั้งใหม่ ก็กลับมีอาการปวดท้องแบบเดิมอีก บางคนอาจปวดจนคลื่นไส้ อาเจียน

แต่บางคนอาจมีก้อนนิ่วอยู่ในถุงน้ำดี โดยไม่แสดงอาการผิดปกติแต่อย่างไรเลยก็ได้ เรียกว่า “ นิ่วชนิดเงียบสงบ “ ซึ่งแพทย์อาจตรวจพบโดยบังเอิญขณะที่จะไปหาแพทย์ด้วยโรคอื่น

ถ้าท่านมีอาการปวดท้องที่ชวนสงสัยว่าเป็นโรคนิ่วในถุงน้ำดี ก็ควรจะไปหาแพทย์ตรวจให้แน่ใจ มักจะต้องตรวจด้วยการเอกซเรย์ อาจเอกซเรย์หน้าท้องแบบธรรมดา หรืออาจต้องเอกซเรย์แบบพิเศษ ( กินยาก่อนเอกซเรย์เพื่อให้มองเห็นได้ชัดขึ้น) บางครั้งอาจต้องส่งตรวจพิเศษด้วยการทำอุลตร้าซาวนด์ก็ได้ถ้าพบว่าเป็นนิ่วในถุงน้ำดี มักจะต้องรักษาด้วยการผ่าตัดเอาถุงน้ำดีออกมิฉะนั้น นิ่วที่ค้างอยู่ในถุงน้ำดีก็จะกลายเป็นเสมือนระเบิดเวลา สักวันหนึ่งอาจทำให้เกิดการติดเชื้อรุนแรง (มีไข้สูง หนาวสั่น ตาเหลือง ตัวเหลือง ปวดท้องรุนแรง ) ซึ่งอาจเป็นอันตรายร้ายแรงได้

นิ่วในถุงน้ำดี

⇒ สาเหตุ
ส่วนใหญ่เกิดจากการกินอาหารที่มีไขมันโคเลสเตอรอลมากไป ร่วมกับการขาดการออกกำลังกายโคเลสเตอรอลจะจับตัวกับน้ำดีภายในถุงน้ำดีแล้วตกผลึก ต่อมาจะมีหินปูนแคลเซียมและเชื้อแบคทีเรียมาพอกพูนจนกลายเป็นก้อนนิ่ว

⇒ อาการ
เมื่อก้อนนิ่วมีขนาดโตขึ้นจนไปอุดกั้นทางเดินของน้ำดี ทำให้มีอาการปวดบิดในท้องเป็นพักๆตรงบริเวณใต้ชายโครงขวาหรือใต้ลิ้นปี่หลังกินอาหารมันๆ