• ขนาดตัวอักษร  Normal size text | Increase text size by 10% | Increase text size by 20% | Increase text size by 30%

มะเร็ง

                                

ทุกคนในโรคนี้โดยเฉพาะชาวไทยนอกจากจะมีชีวิตอยู่ท่ามกลางสิ่งแวดล้อมที่เป็นพิษแล้ว ยังกำลังลอยคออยู่ในทะเลของสารก่อมะเร็งอีกด้วย

 

มะเร็งในบ้านเรา เป็นปัญหาใหญ่ในขณะนี้หรือไม่ ?

กำลังเป็นปัญหาทางสาธารณสุขของประเทศ ปัจจุบันคนไทยตายด้วยโรคมะเร็งเป็นอันดับ 2 รองจากอุบัติเหตุตายมากกว่าโรคติดเชื้อของระบบทางเดินอาหาร โรคแทรกซ้อนของการตั้งครรภ์และมาลาเรีย จากสถิติของกระทรวงสาธารณสุขแจ้งว่า ใน 1 แสนคนจะมีคนตายจากโรคมะเร็งปีละ 18-19 คนเพราะเหตุนี้ในปี 2520 ทางกระทรวงสาธารณสุข โดยความร่วมมือขององค์การอนามัยโลก ได้มีการจัดตั้งคณะกรรมการมะเร็งแห่งชาติขึ้น เพื่อที่จะวางมาตรการในการป้องกันและควบคุมโรคมะเร็ง

 

เริ่มเป็นปัญหามาตั้งแต่เมื่อไร ?

ความจริงเป็นมานานแล้ว แต่ระยะหลังเห็นว่า อัตราการตายของคนที่เป็นโรคมะเร็งเพิ่มมากขึ้นก็เลยสนใจกันขึ้นมา สรุปแล้ว เริ่มมาในระยะไม่เกิน 10 ปี

 

ในแง่ของอายุที่พบมีความแตกต่างหรือไม่ ?

เรื่องอายุ สมัยก่อนพวกเราทุกคนในวงการแพทย์เชื่อว่า โรคนี้เป็นโรคของคนแก่ แต่เดี๋ยวนี้พบว่า เด็กๆ ก็เป็นได้ ทั้งนี้ยังหาสาเหตุที่แน่นอนไม่ได้ แต่คงจะเกี่ยวกับเรื่องของมลภาวะ (สิ่งแวดล้อมเป็นพิษ) และสารก่อมะเร็ง (Carcinogen) เมื่อเร็วๆ นี้องค์การอนามัยโรคประกาศว่า ทุกคนในโลกนี้โดยเฉพาะชาวไทย นอกจากจะมีชีวิตอยู่ทามกลางสิ่งแวดล้อมที่เป็นพิษแล้วยังกำลังลอยคออยู่ในทะเลของสารก่อมะเร็งอีกด้วย ซึ่งพบว่ามีอยู่กว่า 450 ชนิด ส่วนใหญ่อยู่ในธรรมชาติซึ่งแฝงตัวอยู่ในรูปอาหาร ที่เราอาจกินกันทุกวันโดยไม่รู้ตัว

 

ในแง่ของเพศ ผู้หญิงหรือผู้ชายเป็นมากน้อยกว่ากัน ?

มันแล้วแต่ว่าเป็นมะเร็งอะไร เช่น ในคนไทย ที่พบมากเป็นอันดับหนึ่งในผู้หญิงคือ มะเร็งที่ปากมดลูกรองลงมาก็ มะเร็งเต้านม ในขณะที่ผู้ชาย อันดับหนึ่งคือ มะเร็งตับ รองลงมาก็ มะเร็งปอด ผมว่าธรรมชาติก็ช่วยให้สมดุลย์กันอยู่แล้ว อวัยวะอย่างไหนของผู้หญิงมี โดยผู้ชายไม่มี ผู้หญิงก็รับไป อวัยวะอันไหนที่มีทั้งผู้หญิงผู้ชาย ผู้ชายก็ช่วยรับไป

 

ในเรื่องอาชีพ ความแตกต่างมีส่วนด้วยหรือเปล่า ?

ผมว่ามีส่วนอยู่มาก จริงอยู่ การเกิดมะเร็งมีปัจจัยภายใน (ทางด้านพันธุกรรม หรือความต้านทานโรคของแต่ละบุคคล) เป็นตัวกำหนด แต่สภาพแวดล้อมก็มีส่วนสำคัญ เช่น คนที่เป็นมะเร็งปอดส่วนใหญ่จะเป็นคนในเมือง คนต่างจังหวัดที่มีอากาศดีสิ่งแวดล้อมดี ไม่มีควันเขม่าจากท่อไอเสียรถยนต์ก็มักไม่เป็น

 

อาชีพไหนเป็นมะเร็งมาก ?

อันนี้คงพูดยาก เพราะถ้าจะบอกอย่างนั้น เดี๋ยวต่อไปไม่มีใครยอมทำอาชีพนั้น มันต้องเป็นแล้วแต่ชนิด เช่น คนที่เป็นมะเร็งผิวหนัง คนที่มีโอกาสจะเป็นได้ก็คือ คนที่ผิวหนังส่วนนั้นจะต้องกรำแดดอยู่เสมอ แต่เรื่องสิ่งแวดล้อมมีความสำคัญน้อยกว่าภูมิต้านทานของแต่ละคน คนสองคน ได้สารก่อมะเร็งเท่าๆ กัน แต่คนหนึ่งเป็นอีกคนไม่เป็น

 

มะเร็งเกิดจากอะไรแน่ ?

ปัญหานี้ต้องตอบกว้าง อันแรก คือ จากสาเหตุภายใน เช่น เรื่องอายุ มะเร็งบางอย่างเป็นเมื่ออายุน้อย เช่น มะเร็งของไตในเด็ก, มะเร็งของตาในเด็ก เป็นต้น เรื่องเพศ เช่น มะเร็งปากมดลูกในผู้หญิง เรื่องพันธุกรรม เช่น มะเร็งเต้านมบางอย่าง มะเร็งต่อมธัยรอยด์บางชนิด และเรื่องเชื้อชาติก็มี เช่น คนไทยแท้ๆ เป็นมะเร็งของโพรงหลังจมูกน้อย ถ้าเผื่อคนเชื้อสายจีนก็อาจจะเป็นมาก เรื่องของสาเหตุ ภายในนี้เป็นเรื่องที่เราไม่สามารถจะป้องกันได้
 

แต่ที่เราป้องกันได้ ก็คือ พวกสาเหตุภายนอก ซึ่งส่วนใหญ่ก็เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม เช่น สาเหตุจากสารก่อมะเร็ง ที่แฝงอยู่ในอาหาร ยารักษาโรค หรือสารเคมีต่างๆ เช่นพวกสีผสมอาหาร พวกเข้าดินปลาสิว หรือสารพวกโปรตีนหมักในปลาร้า ปลาจ่อม มูส้ม ปลาส้ม พวกที่จะทำให้เกิดสารไนโตรซามีนส์อันเป็นสาเหตุของมะเร็งตับและมะเร็งของทางเดินอาหาร พวกอะฟล่าท็อกซิน (Aflatoxin) ในข้าวโพดและอาหารแห้งที่ขึ้นรา พวกนี้นับว่าน่าอันตรายมาก เพราะไม่ถูกทำลายด้วยความร้อน เช่นการต้ม การนึ่ง ยาที่เข้าสารหนู เช่น ยาบางชนิดที่ใช้รักษาโรคเรื้อนกวาง ซึ่งมีขายในท้องตลาด ก็ทำให้เป็นมะเร็งได้เช่นกัน อีกสาเหตุหนึ่งคือ การระคายเคืองเรื้อรัง นอกจากนี้ก็มีพวกฮอร์โมนต่างๆ อีก

 

อย่างบุหรี่และเหล้า มีผลทำให้เกิดมะเร็งไหม ?

บุหรี่ไม่ใช่สาเหตุที่ทำให้เกิดมะเร็งปอดโดยตรง แต่เป็นเพียงช่วยทำให้มะเร็งปอดเกิดง่ายขึ้น แต่บุหรี่เป็นตัวการทำให้เกิดมะเร็งของกระเพาะปัสสาวะ ทางที่ดีก่อนนอนอย่าสูบบุหรี่เพราะกลางคืน เราต้องกลั้นปัสสาวะนาน ถ้าจะสูบบุหรี่ ควรสูบตอนเช้าหรือหลังดื่มกาแฟดีกว่า

สำหรับเหล้าเป็นทั้งสาเหตุโดยตรงและทางอ้อม สาเหตุโดยตรง เช่น การกินเหล้าเพียวๆ ทุกวัน ทำให้เกิดการระคายเคือง เรื้อรัง ทำให้เป็นมะเร็งในช่องปากได้ ส่วนสาเหตุทางอ้อม ก็คือ กินเหล้าทำให้ตับแข็ง แล้วคนที่เป็นโรคตับแข็ง ร้อยละ 30 - 40จะเป็นมะเร็งตับ

 

เชื้อโรค เช่น ไวรัสมีส่วนไหม ?

ไวรัสมีบทบาทสำคัญมากขึ้นทุกทีหลายๆ อย่างเชื่อแน่ว่าเกิดจากไวรัส เช่น มะเร็งโพรงหลังจมูก มะเร็งเต้านม มะเร็งปากมดลูก มะเร็งเม็ดเลือดขาว (ลิวคีเมีย) มะเร็งต่อมน้ำเหลือง ฯลฯ มะเร็งที่เกิดจากเชื้อไวรัส มักจะเป็นได้หลายๆ แห่ง เช่น คนที่เป็นมะเร็งปากมดลูกมักจะเป็นมะเร็งที่เต้านมด้วย แต่มะเร็งที่เกิดจากสาเหตุอื่น มีเปอร์เซ็นต์ที่จะเป็นหลายๆ แห่ง

 

แล้วเชื้อโรคอย่างอื่นล่ะ ?

เชื้อโรคพวกแบคทีเรีย เรายังพิสูจน์ไม่ได้ ถ้ามีก็พวกพยาธิ เช่น พยาธิใบไม้ในตับซึ่งพบมากทางภาคอีสานเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดมะเร็งของตับได้

 

ระยะเวลาที่จะเป็นมะเร็งเร็วหรือช้าแค่ไหน ?

ถ้าเทียบกับอายุขัย ก็ค่อนข้างยาว แต่ก็ไม่แน่เสมอไป คนที่มีภูมิต้านทานต่ำ ก็อาจจะเกิดได้เร็ว ถ้าดูจากหลักวิชาอิมมูนวิทยา (วิชาที่ว่าด้วยการสร้างภูมิต้านทานโรคของคนเรา) จะพบว่าเมื่อร่างกายได้รับสารก่อมะเร็งเข้ามาซึ่งถือว่าเป็นสิ่งแปลกปลอม ร่างกายก็อาจมีจุดบอดคือ ไม่อาจบอกได้ว่ามีสิ่งแปลกปลอมเข้ามา จึงไม่ได้สร้างภูมิต้านทานต่อสิ่งนั้น หรือร่างกายอาจค้นพบสิ่งแปลกปลอม แต่สร้างภูมิต้านทานไปสู้กับมันไม่ได้ ก็อาจทำให้เป็นมะเร็งได้

หรือว่าตามทฤษฎีใหม่ ก็เชื่อว่า ในคนเราทุกคน จะมีพันธุกรรมส่วนที่พร้อมจะเป็นมะเร็งอยู่แล้ว แต่ร่างกายสามารถกดมันไว้ จึงไม่เป็น แต่เมื่อไรที่มีสาเหตุอะไรก็ได้ที่ทำให้การกดนี้เสียไป ถ้าหากไดรับสารก่อมะเร็งมากขึ้นเพียงเล็กน้อย ก็อาจเป็นมะเร็งได้

สรุปแล้ว ภูมิต้านทานมีส่วนสำคัญ คนไหนมีภูมิต้านทานดีก็ไม่เป็น ถ้าจะให้บอกว่า กินอะไรแล้วเป็นมะเร็ง ผู้อ่านจะตระหนกตกใจไม่กล้ากิน เคยกินอย่างไรก็กินไปเถอะ พูดไปพูดมาก็มาลงที่กรรมนั่นเอง

 

 

คนที่เป็นมะเร็งจะมีอาการแสดงออกอย่างไรบ้าง ?

อาการส่วนใหญ่จะแบ่งเป็น 4 พวก

1.อาการเฉพาะที่ เช่น มะเร็งในปาก ก็มีอาการเจ็บปาก เป็นแผลในปาก ถ้ามะเร็งในกระเพาะอาหารก็ต้องมีท้องอืดท้องเฟ้อหรือเป็นแผลในกระเพาะอาหาร

2.อาการของต่อมน้ำเหลือง ซึ่งแสดงว่าโรคลุกลามไปมากแล้ว เช่น คนที่เป็นโรคมะเร็งช่องปาก ก็อาจจะมีต่อมน้ำเหลืองแถวบริเวณคอบวมโต เป็นต้น

3.อาการของการแพร่กระจาย เช่น คนที่เป็นมะเร็งช่องปาก แล้วแพร่กระจายไปที่ปอด ก็มีอาการของการแพร่กระจายหรือที่เราเรียกว่า มะเร็งทุติยภูมิ คนไข้มีแผลในปากก็มีอาการไอเป็นเลือดด้วย

4.อาการของมะเร็งโดยทั่วๆ ไป เช่น ผอมแห้ง อ่อนเพลีย ซูบซีด น้ำหนักลด เป็นไข้ ตัวร้อนเรื้อรัง

 

ชาวบ้านจะสังเกตตัวเองว่าเป็นมะเร็ง ตั้งแต่ระยะเริ่มแรกได้หรือไม่ ?

ก็ต้องดูจากสัญญาณอันตราย 7 ประการ ก็มี

1.การเป็นแผลที่ไม่รู้จักหาย ปกติควรหายภายใน 10 วันหรือ 2 อาทิตย์

2.มีตุ่ม ก้อน ไต เกิดขึ้นในที่ซึ่งปกติไม่ควรจะมี เช่น ที่เต้านมหรือใต้ผิวหนัง ซึ่งไม่ควรจะมีก้อน

3.มีการเปลี่ยนแปลงในระบบทางเดินอาหารเรื้อรัง เช่นท้องอืด ท้องเฟ้อ กลืนอาหารไม่ลง ท้องเสียสลับกับท้องผูกอยู่เรื่อย

4.มีอาการผิดปกติของประจำเดือนของสตรี เช่น ประจำเดือนมาบ่อยๆ มากะปริบกะปรอย

5.มีการเปลี่ยนแปลงของหูดไฝ ปาน ที่เคยมีอยู่ วันดีคืนดีก็เกิดคัน เกาแตกเป็นแผล

6.มีเสียงแหบ ไอเรื้อรัง อาจเป็นมะเร็งของกล่องเสียง หรือมะเร็งปอดได้

7.การมีของไหลออกจากทวารต่างๆ เช่น มีน้ำเลือด น้ำเหลืองออกจากหู ตา จมูก เต้านม ช่องคลอด ทวารหนัก

อาการเหล่านี้อาจเป็นหรือไม่เป็นมะเร็งก็ได้ แต่ควรรีบไปหาหมอตรวจให้แน่ชัดก่อน จะสบายใจกว่า เมื่อมีอาการมากขึ้น ก็ต้องดูที่การแสดงออกของสัญญาณอันตรายที่เพิ่มขึ้น หากถึงขั้นอ่อนเพลีย น้ำหนักลด ก็แสดงว่าเป็นมากแล้ว

 

ทางการแพทย์จะตรวจอย่างไร จึงจะรู้ว่าเป็นมะเร็งระยะแรก ?

ตามโรงพยาบาลใหญ่ๆ หรือสถาบันมะเร็งแห่งชาติ สถาบันมะเร็งศิริราชหรือแม้กระทั่งสมาคมต่อต้านโรคมะเร็งแห่งประเทศไทย เราก็มีการตรวจมะเร็งแรกเริ่มกัน ซึ่งแล้วแต่ว่าคนไข้จะมาด้วยโรคที่อวัยวะไหน สำหรับคนที่สูบุหรี่ ถ้าเผื่อสบายดีปีหนึ่งเอ็กซเรย์ปอดสักครั้งก็ยังดี สำหรับผู้หญิงอายุเกิน 25 ปีขึ้นไปหรือว่ามีลูกหลายคน ปีหนึ่งมาให้แพทย์ตรวจปากมดลูกโดยการขูดไปทำแป๊ปสเมียร์ก็ไม่เสียหายอะไร สำหรับการเจาะเลือดอาจช่วยตรวจมะเร็งบางอย่างได้ เช่น มะเร็งเม็ดเลือดขาว การตรวจนั้นไม่จำเป็นต้องไปตรวจทั้งตัว ผมว่าเราให้สัญญาณ 7 ประการ แล้วก็เอ็กซเรย์ปอด ตรวจมดลูกเท่านั้นก็พอ แต่อันนี้ไม่ได้ห้ามนะครับ ถ้าตรวจได้ทั้งหมดก็ดีแต่ลำบากและสิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายมากทีเดียว

 

โรคนี้ชาวบ้านสามารถรักษาตัวเองได้หรือไม่ ?

เดี๋ยวนี้ได้ยินบ่อยว่า ใช้ยาไทยรักษาหาย ขอเรียนว่า อันที่หนึ่ง ไม่แน่ว่าคนนั้นเป็นมะเร็งจริงหรือเปล่า เพราะมีโรคหลายอย่างอาการคล้ายมะเร็ง เช่น มะเร็งกรามช้าง ความจริงเป็นแผลแถวๆ เหงือก พวกนี้ไม่ใช่มะเร็ง อันที่สอง บางทีคนไข้อาจได้รับการรักษาที่เรายอมรับทางการแพทย์ เช่น ฉายแสงด้วย กินยาหม้อด้วย แล้วไปบอกว่ากินยาหม้อหายได้อย่างไรถ้าจะหายก็คงหายจากการฉายแสงมากกว่า ความจริงแล้ว การรักษาที่เรายอมรับในวงการแพทย์ทั่วโลกคือ การผ่าตัด การใช้รังสีรักษา การใช้สารเคมี (ยา)การกระตุ้นให้ร่างกายมีภูมิต้านทานและการรักษาร่วมกันทั้ง 4 วิธีที่กล่าวมาซึ่งเป็นการรักษามะเร็งให้หายได้และความจริงแล้วเรารักษาให้หายไปแล้วเป็นจำนวนมาก แต่ในด้านจรรยาแพทย์แล้ว เราโฆษณาไม่ได้ ทีนี้ถ้าใครบอกว่า ใช้น้ำมนต์ ยาหม้อ รักษาหายผมคิดว่าไม่จริง เพราะพิสูจน์ไม่ได้นอกจากเสียเงินเสียทองแล้ว ยังจะต้องเสียชีวิตด้วย

 

การรักษาที่โรงพยาบาลสิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายมากไหม ?

ที่อื่นผมไม่ทราบ แต่ที่ศิริราชถ้าคนไข้ไม่มีเงิน ก็ไม่เสียเลย เราจะมีแผนกสังคมสงเคราะห์พิจารณาช่วยเหลือ นอกจากจะอยู่ฟรีแล้ว เวลากลับบ้านยังได้ค่ารถอีกด้วย เรามีองค์การกุศล คือ สมาคมต่อต้านโรคมะเร็งแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ ที่ผมเป็นเลขาธิการอยู่ ก็อยากจะเชิญชวนท่านที่มีจิตศรัทธาช่วยบริจาคให้สมาคมฯ จะช่วยคนไข้ได้อย่างมากเลย เพราะคนไข้ที่มาถึงโรงพยาบาล หมดแล้วทั้งกำลังใจและทุนทรัพย์ หมดทุกอย่าง สำหรับแพทย์ที่จบออกไป ผมฝากบอกทุกรุ่นว่า ถ้าพบคนเป็นมะเร็งที่คิดว่าผ่าตัดหรือใช้รังสีรักษาหาย รีบส่งมา เราพร้อมที่จะเสียเงินเพื่อช่วยชีวิต แต่ถ้าเป็นมากแล้วก็ไม่ต้องส่งมา ถ้าไม่รู้จะไปไหนก็ให้เขามา เราอาจช่วยให้เขาสบายขึ้นเจ็บปวดน้อยลง

 

มะเร็งชนิดไหนที่เป็นแล้วตายเร็ว ?

มะเร็งตับ ส่วนใหญ่ไม่เกิน 6 เดือน มะเร็งปอดยังดีกว่าอายุยืดได้ 2 ปีหลังรักษา แต่ส่วนมากตายภายใน 6 เดือน แต่ตายช้ากว่ามะเร็งตับหน่อย

 

มะเร็งรักษาให้หายได้ไหม ?

มะเร็งสามารถรักษาให้หายได้ ถ้ารักษาตั้งแต่ระยะเริ่มแรก
ส่วนมากพวกเรามักจะเข้าใจกันว่า มะเร็งเป็นโรคที่รักษาไม่ได้ ที่รักษาไม่ได้ ก็เพราะว่าคนไข้ส่วนมากจะรอจนเป็นมากแล้วค่อยรู้ตัว แล้วจึงหาหมอรักษา ซึ่งก็สายไปเสียแล้ว

ความจริง คนไข้มะเร็งที่รักษาหายแล้ว สามารถทำงานได้เป็นปกติมีชีวิตอยู่นานกว่า 10 ปี ก็มีถมไป แต่มักจะไม่ค่อยรู้กัน เพราะคนไข้มักจะปิดปากเงียบ ไม่ยอมบอกใคร กลัวสังคมจะรังเกียจ
ข้อสำคัญ ต้องรักษาตั้งแต่ระยะเริ่มแรกที่เป็น

 

ข้อแนะนำสำหรับชาวบ้านในเรื่องการปฏิบัติตัวเพื่อป้องกันมะเร็ง ?

1.พยายามรักษาสุขภาพร่างกายให้แข็งแรง โดยการออกกำลังกาย พักผ่อนให้เพียงพอ กินอาหารให้มีประโยชน์ อย่าอยู่ที่อากาศไม่บริสุทธิ์ อย่าติดสิ่งเสพติด เช่น สุรา บุหรี่

2.ต้องพยายามหลีกเลี่ยงสารพิษที่ก่อมะเร็ง

3.พยายามศึกษาว่า โรคมะเร็งนั้นอาการเริ่มต้นมีอะไร ศึกษาสัญญาณอันตราย 7 ประการ ทำให้เราระมักระวังตัวและรีบ ไปพบแพทย์

หลักการ 3 อย่างนี้ เหมาะสำหรับประชาชนทั่วไปในการที่จะร่วมกันต่อต้านควบคุมโรคมะเร็ง การทำใจให้สบาย ไม่เคร่งเครียด รักษาสุขภาพให้ดี ทำให้ร่างกายมีภูมิต้านทานดีขึ้นก็จะช่วยป้องกันได้มาก

 

มะเร็งที่อวัยวะส่วนไหน เกิดจากสาเหตุอะไร ?

1.มะเร็งที่ผิวหนัง สาเหตุเกิดจากถูกแสงแดดหรือแสงอุลตราไวโอเลตและเกิดจากพวกสารหนู หรือการรักษาโดยใช้ยาที่เข้าน้ำมันดิน ทั้งยาไทย-จีน ซึ่งน้ำมันดินเป็นส่วนประกอบ สำหรับเล็บและขน ไม่เป็นมะเร็ง

2.มะเร็งที่ปอด สาเหตุเกิดจากหายใจในอากาศที่ไม่บริสุทธิ์ มีฝุ่นละอองที่มีสารพวกไฮโดรคาร์บอน เช่น ควันดำจากท่อไอเสียรถ หรือเขม่าจากโรงงาน สำหรับบุหรี่ มีผลทำให้เกิดมะเร็งปอดได้

 


3.มะเร็งที่ช่องปาก
มักจะเกิดจากการระคายเคืองเรื้อรัง เช่น กินเหล้าเพียวๆ กินหมาก แล้วรักษาสุขภาพไม่สะอาดด้วย และที่สำคัญคือยาฉุน การเคี้ยวอาหารแล้วมีการระคายเคือง เช่น ฟันเก หรือใส่ฟันปลอมไม่กระชับ ทำให้เป็นแผลเล็กๆ จนกระทั่งเป็นมะเร็งได้

 

 

4.มะเร็งที่หลอดอาหาร ส่วนใหญ่เกิดจากการระคายเรื้อรัง การกินของร้อน เช่น จิบชา กาแฟร้อนๆ

5.มะเร็งที่กระเพาะอาหาร ส่วนใหญ่เกิดจากสารไนโตรซามีนส์ เช่น กินอาหารพวกโปรตีนหมัก สารที่เข้าดินประสิวที่ใช้ทำให้เนื้อมีสีแดง เนื้อเปื่อย และก็ ดี.ดี.ที.ซึ่งเมื่อเข้าไปในร่างกายแล้ว มันจะเปลี่ยนเป็นไดเมธิลไนโตรซามีนส์ พวกที่กินผักที่มี ดี.ดี.ที. นอกจากจะตายจาก ดี.ดี.ที. แล้ว ยังอาจตายจากมะเร็งได้อีกด้วย

6.มะเร็งที่ลำไส้เล็ก-ใหญ่ สาเหตุคล้ายกันกับมะเร็งที่กระเพาะอาหาร

7.มะเร็งที่เต้านม สาเหตุเกิดจากเชื้อไวรัส แต่ก่อนเชื่อว่ามีสาเหตุจากด้านเชื้อชาติและการกระทบกระแทกที่เต้านม

8.มะเร็งที่ตับ สาเหตุเกิดจากไนโตรซามีนต์ อะฟล่าท็อกซิน และจากพยาธิใบไม้ในตับ และจากโรคตับแข็ง

9.มะเร็งปากมดลูก เกิดจากไวรัส และจากการระคายเคืองเรื้อรัง เช่น คนที่คลอดลูกบ่อยๆ ร่วมเพศบ่อยๆ หรือคนที่เป็นโสเภณี และผู้ที่ไม่รักษาความสะอาดบริเวณอวัยวะเพศ

10.มะเร็งของกระเพาะปัสสาวะ ส่วนใหญ่เกิดจากบุหรี่ สีย้อมผ้าที่ใช้ผสมอาหาร นอกจากนี้พวกมะเร็งเม็ดเลือดขาว (ลิวคีเมีย), มะเร็งต่อมน้ำเหลือง (ลิมโฟม่า) ก็เกิดจากไวรัสเช่นกัน

 

 

ข้อมูลสื่อ

30-003
นิตยสารหมอชาวบ้าน 30
ตุลาคม 2524
โรคน่ารู้
ศ.นพ.ไพรัช เทพมงคล

บทความที่เกี่ยวข้อง