ไวรัสตับอักเสบบี

  • ขนาดตัวอักษร  Normal size text | Increase text size by 10% | Increase text size by 20% | Increase text size by 30%

ถาม : มนตรี/นครปฐม

หากป่วยเป็นไวรัสตับอักเสบบีจะมีอาการอย่างไรบ้าง แล้วสามารถหายขาดได้หรือไม่ครับ

ตอบ : นพ.วัชรศักดิ์ โชติยะปุตตะ

ในประเทศไทยพบผู้ป่วยที่ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีค่อนข้างมาก จากสถิติ ๑๐๐ คน จะมีผู้เป็นพาหะโรคไวรัสตับอักเสบบีอยู่ ๕-๗ คน ซึ่งผู้ที่เป็นพาหะนั้น ไม่ได้เป็นโรค ไม่มีอาการเจ็บป่วย เพียงแต่มีเชื้ออยู่ในร่างกาย โดยผู้นั้นสามารถแพร่เชื้อให้ผู้อื่นได้ ทั้งมีอัตราเสี่ยงสูงต่อการเป็นมะเร็งตับมากกว่าคนปกติ ๑๐๐-๒๐๐ เท่า และเกือบร้อยละ ๓๐ จะมีโอกาสพัฒนาเป็นโรคตับอักเสบเรื้อรัง ตับแข็ง และมะเร็งตับ โดยผู้ที่จะเป็นโรคตับร้ายแรง จะต้องมีเชื้อไวรัสตับอักเสบบีในตัวนานกว่า ๒๐-๓๐ ปีขึ้นไป 

ถ้าผู้ป่วยติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีขณะอายุน้อย ร้อยละ ๙๐ จะมีการพัฒนาเป็นการติดเชื้อเรื้อรัง แต่ถ้าติดเชื้อเมื่อโตขึ้นแล้ว หรือในวัยผู้ใหญ่ โอกาสที่กลายเป็นการติดเชื้อเรื้อรังจะมีเพียงร้อยละ ๑๐ ผู้ป่วยไวรัสตับอักเสบบีจะมีอาการแสดงแตกต่างกัน ถ้าผู้ป่วยมาด้วยอาการตับอักเสบเฉียบพลัน จะรู้สึกอ่อนเพลีย เบื่ออาหาร คลื่นไส้อาเจียน จุกแน่นชายโครงขวา ปัสสาวะเข้ม ตาเหลือง ซึ่งผู้ป่วยส่วนใหญ่ร้อยละ ๙๐-๙๕ จะหายเป็นปกติด้วยการสร้างภูมิคุ้มกันต่อไวรัสตับอักเสบบี

พบผู้ป่วยร้อยละ ๕-๑๐ เท่านั้น ที่ไม่สามารถกำจัดไวรัสออกจากร่างกายได้ ส่วนผู้ป่วยอีกกลุ่มที่มีอาการตับอักเสบเรื้อรัง มักไม่มีอาการใดๆ 

จะรู้ว่าเป็นโรคนี้จากการตรวจเลือดแล้วพบการทำงานของตับผิดปกติ หรือถ้าผู้ป่วยมีอาการแสดง อาจมีแค่อ่อนเพลียหรือเหนื่อยง่ายเท่านั้น กรณีที่ผู้ป่วยมีอาการอักเสบเรื้อรังเป็นเวลานาน จะมีการทำลายเซลล์ตับมากๆ จนตับเสื่อมและกลายเป็นตับแข็งในที่สุด โดยมีอาการผอม ผิวแห้ง ผมบางเหมือนขาดสารอาหาร ท้องโตจากการมีน้ำในท้อง ตา ตัวเหลือง และในระยะยาวอาจกลายเป็นมะเร็งตับได้

ปัจจุบันยังไม่มียาใดที่ใช้รักษาเพื่อกำจัดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีให้หมดจากร่างกายได้ ยาที่มีรักษาเป็นเพียงแค่ช่วยบรรเทาอาการเสื่อมของตับเท่านั้น โดยอาจเป็นยาฉีดหรือยากิน
สำหรับผู้ที่เป็นไวรัสตับอักเสบบี จะต้องงดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิดเพราะเป็นอันตรายต่อตับ และควรได้รับการเจาะเลือดเพื่อตรวจการทำงานของตับเป็นระยะๆ เพื่อหาความผิดปกติในเลือดที่สามารถตรวจพบมะเร็งตับในระยะเริ่มต้นได้

นอกจากนี้ ควรหลีกเลี่ยงการใช้ยาที่ไม่จำเป็น เพราะยาเกือบทุกชนิดจะถูกทำลายที่ตับ และทุกครั้งที่พบแพทย์ต้องแจ้งให้ทราบว่าเป็นตับอักเสบ เพื่อกำหนดการใช้ยาในขนาดที่เหมาะสม