อเมริกาไม่สามารถสกัดกั้นการแพร่ระบาดไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009
และประเทศไทยควรทำอย่างไร?
ประเทศสหรัฐอเมริกาเหมือนกับทุกประเทศที่คาดการณ์ไว้ล่วงหน้าเมื่อ 4 ปีที่แล้วว่า จะต้องมีไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ที่แพร่ระบาดไปทั่วโลก ได้เตรียมพร้อมโดยมีแผนรับมือ มีการฝึกซ้อมแผนปฏิบัติการ การกักตุนยา โอเซลทามิเวียร์ถึง 50 ล้านชุด และตั้งงบประมาณสำหรับการระบาดครั้งใหม่เป็นเงินหลายหมื่นล้านบาท
สหรัฐอเมริกาคาดการณ์ว่าจะมีเวลาเตรียมพร้อมอย่างน้อย 6 สัปดาห์ เพราะเชื่อว่าการระบาดของไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่น่าจะเริ่มที่ประเทศแถบเอเซียซึ่งเคยมีการระบาดใหญ่ 2 ครั้งสุดท้ายในปี คศ. 1957 และ 1968 แต่สหรัฐอเมริกานึกไม่ถึงว่าการระบาดนี้เกิดขึ้นกับประเทศเพื่อนบ้านคือ เม็กซิโก ในเดือนกุมภาพันธ์ 2009 และในเดือนมีนาคม พบครั้งแรกในรัฐแคลิฟอร์เนียซึ่งมีพรมแดนติดกับเม็กซิโก เพียง 3 เดือนเชื้อนี้ระบาดไป 50 มลรัฐ มีผู้ป่วยที่ยืนยันโดยห้องปฏิบัติการเป็นไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ถึง 17,000 คน และเสียชีวิต 46 คน แต่ผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่า น่าจะมีผู้ติดเชื้อแล้วเป็นแสนคน
ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ชนิดเอ H1N1 แตกต่างจากไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาลที่ผู้ติดเชื้อร้อยละ 70 เป็นกลุ่มคนอายุ 5-25 ปี คนสูงอายุมากกว่า 60 ปี กลับติดเชื้อนี้น้อยมาก โดยมีผู้อธิบายว่า คนสูงอายุคงได้รับเชื้อไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ที่ใกล้เคียงกับสายพันธุ์ใหม่นี้ในอดีต จึงมีภูมิคุ้มกันโดยธรรมชาติไม่มากก็น้อย ต่างจากกลุ่มเด็กนักเรียนและนักศึกษายังไม่เคยเจอเชื้อนี้มาก่อน เมื่อรับเชื้อจึงป่วย คนอายุ 5-25 ปี จึงเป็นกลุ่มที่ต้องให้ความสำคัญมากที่สุดในการป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อสู่กลุ่มอื่น
เนื่องจากการระบาดได้แพร่กระจายอย่างกว้างขวางไปแล้ว สหรัฐอเมริกาจึงไม่สามารถใช้มาตรการบังคับแยกหรือกักกันผู้ป่วยจำนวนมากได้ ต้องปล่อยให้ผู้ป่วยป้องกันตนเองไม่ให้แพร่เชื้อสู่ผู้อื่นด้วยการสมัครใจ โดยรณรงค์ให้มีสุขอนามัย มารยาทในการไอจาม ให้ผู้ป่วยปิดปากเวลามีไข้ไอจาม ล้างมือทุกครั้งเมื่อมือเปื้อนละอองเสมหะ และแยกตัวเองจากผู้อื่นเมื่อป่วย ถ้าเป็นเด็กเล็กผู้ปกครองต้องให้ลูกพักอยู่บ้าน เด็กโตและผู้ใหญ่ต้องไม่ออกไปเรียนหรือทำงาน เพื่อลดการแพร่เชื้อให้ผู้อื่น แต่วัฒนธรรมของคนอเมริกันรุ่นใหม่ส่วนใหญ่ไม่เคยชินกับการป้องกันผู้อื่น ให้ความสำคัญกับการป้องกันตัวเองมากกว่า จะสังเกตว่าผู้ป่วยโดยเฉพาะวัยรุ่นหนุ่มสาว เมื่อมีไข้ไอจามไม่ได้ปฏิบัติตามที่หน่วยงานของสาธารณสุขของรัฐแนะนำอย่างเคร่งครัด เวลามีไข้ไอจามเอามือปิดปาก มือเปื้อนไม่ล้างมือ พ่อแม่ยังส่งลูกไปเรียนตามปกติ คนหนุ่มสาวไม่ยอมแยกตัวเองอยู่บ้าน ยังไปเรียนหนังสือหรือทำงานเป็นปกติ เวลาไปพบแพทย์ไม่ได้ใส่หน้ากากอนามัย แพร่เชื้อนี้ให้บุคลากรทางการแพทย์ คนที่ไม่ป่วยจะสนใจป้องกันตัวเองด้วยการล้างมือบ่อยๆ ด้วยแอลกอฮอล์เจล มีแอลกอฮอล์เจลตั้งอยู่ทุกหนทุกแห่ง
การขาดความร่วมมือจากคนป่วยในการป้องกันการแพร่เชื้อ ทำให้การระบาดของเชื้อไข้หวัดใหญ่ในสหรัฐอเมริกาเป็นไปอย่างรวดเร็ว โชคยังดีที่อัตราการตายของเชื้อไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ในระลอกแรกค่อนข้างต่ำ ประมาณร้อยละ 0.02 ไม่แตกต่างจากไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาล การระบาดครั้งนี้เป็นการแสดงออกถึงความไม่พร้อมในการรับมือของประเทศสหรัฐอเมริกา ทั้งๆ ที่เตรียมแผนรับมือล่วงหน้าแล้ว หากอัตราตายสูงเท่ากับการระบาดใหญ่ในปี ค.ศ. 1918 คือ 100 เท่าของไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 อเมริกาคงประสบปัญหาทางด้านสาธารณสุขและเศรษฐกิจหนักหน่วงกว่านี้แน่ นอน ขณะนี้สหรัฐอเมริกาฝากความหวังไว้กับวัคซีนโดยตั้งงบประมาณไว้หลายแสนล้านบาท ซึ่งยังไม่ทราบว่าจะผลิตออกมาได้เมื่อไร
สำหรับคนไทยส่วนใหญ่มีวัฒนธรรมไม่แตกต่างจากคนอเมริกัน ในการป้องกันการแพร่เชื้อจากตนเองไปสู่ผู้อื่น ทุนวิจัยวัณโรคดื้อยา ศิริราชมูลนิธิ ในพระอุปถัมภ์สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ได้เริ่มโครงการรณรงค์ลดการแพร่เชื้อโรคทางเดินหายใจจากคนสู่คน ด้วยการใส่หน้ากากอนามัยและล้างมือ ในโรงเรียนกว่า 30 แห่ง ตั้งแต่ประถมต้นถึงมัธยมปลายเมื่อ 5 ปีที่แล้ว จุดประสงค์เพื่อลดการติดเชื้อโรคทางเดินหายใจหลายสิบชนิดจากผู้ป่วยสู่คนอื่น รณรงค์ให้คนป่วยใส่หน้ากากอนามัย ไม่ใช่ให้คนไม่ป่วยใส่ แต่ไม่ประสบผลสำเร็จ ไม่สามารถปลูกฝังนิสัยให้เด็กไทยรู้จักหน้าที่และความรับผิดชอบ เมื่อตนเองป่วยต้องไม่แพร่เชื้อให้แก่ผู้อื่นตามที่สมเด็จพระราชบิดาทรงแนะนำไว้สำหรับผู้ป่วยวัณโรค ตั้งแต่ ค.ศ. 1920 ทั้งๆ ที่ติดโปสเตอร์รณรงค์ในโรงเรียน แจกหน้ากากอนามัยและแอลกอฮอล์เจลฟรี แต่เด็ก ผู้ปกครอง ครู และโรงเรียนไม่ให้ความร่วมมืออย่างจริงจัง ถึงเวลาแล้วที่หน่วยงานทุกหน่วย อาทิเช่น กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงวัฒนธรรม และทบวงมหาวิทยาลัย โรงเรียน มหาวิทยาลัย สถานที่ทำงาน และสำคัญที่สุดคือ ผู้ปกครองของเด็กป่วย ตัวคนป่วย นักเรียน นักศึกษา คนวัยทำงาน ต้องให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่โดยสมัครใจ แต่ถ้าผู้ป่วยไม่ปฏิบัติตาม เราต้องใช้มาตรการกดดันทางสังคม เราต้องแสดงให้เขาทราบว่า เรารังเกียจการกระทำของเขา ด้วยการถอยห่างจากคนป่วย และแสดงสีหน้าไม่พอใจให้คนนั้นทราบว่า ต้องรู้จักความรับผิดชอบ หยุดทำร้ายผู้อื่นเหมือนกับการรณรงค์กับคนที่สูบบุหรี่ เราไม่ต้องการเชื้อโรคร้ายจากคุณ คุณต้องใส่หน้ากากอนามัยเวลามีไข้ไอจาม ไม่เช่นนั้นประเทศไทยคงไม่แตกต่างจากสหรัฐอเมริกาที่ไม่สามารถสกัดกั้นการแพร่ระบาดของไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่
นพ.มนูญ ลีเชวงวงศ์
ประธานกรรมการทุนวิจัยวัณโรคดื้อยา ศิริราชมูลนิธิ
ในพระอุปถัมภ์สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอเจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์
ติดต่อข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ นพ.มนูญ ลีเชวงวงศ์ 08-1868-8400
"สืบค้นเรื่องสุขภาพ ได้จาก www.doctor.or.th< ตลอด 24 ชม."
- Login to post comments
- อ่าน 1 ครั้ง
พิมพ์หน้านี้



