วิธีคลายเครียด

ข้อมูลของสื่อ
ชื่อไฟล์: 
77-009
เล่มที่: 
77
เดือน/ปี: 
กันยายน 1985

วิธีคลายเครียด

แปลและเรียบเรียง วิไลรัตน์ โสฬสจินดา จากหนังสือ The Macmillan to Family Health

ในครั้งที่แล้วได้กล่าวถึงวิธีคลายเครียดด้วยวิธีต่างๆ เช่น ท่าบริหารเพื่อผ่อนคลายกล้ามเนื้อ การหาความสุขกับการหายใจ และได้พูดถึงการทำสมาธิ ครั้งนี้จะได้กล่าวถึงวิธีต่างๆ ต่อไป

วิธีจัดการกับวิกฤตการณ์ 10 ประการ

ไม่ว่าสุขภาพร่างกายและจิตใจของคุณจะดีขนาดไหนในยามปกติ คุณคงจะไม่มีทางหลีกเลี่ยงวิกฤตการณ์ในบางช่วงของชีวิต ซึ่งเป็นผลของความกดดัน ในกรณีเช่นนั้น ก็ขอให้มีทัศนคติและใช้วิธีการปฎิบัติดังต่อไปนี้

1. มุ่งพิจารณาแต่สิ่งที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน อย่าสร้างทุกข์ทับถมตนด้วยการครุ่นคิดถึงอดีต ส่วนในการมองอนาคต ก็มองเฉพาะในส่วนที่คุณสามารถกำหนดมันได้ อย่าวิตกกังวลถึงอนาคตที่คุณไม่สามารถควบคุมได้

2. มองดูปัญหาทีละเรื่อง การเผชิญกับปัญหาความกดดันหลายๆ เรื่องพร้อมๆ กันโดยรวมเข้าเป็นเรื่องร้ายแรงเรื่องเดียว ย่อมทำให้เกิดความรู้สึกหมดอาลัยตายอยาก ซึ่งถ้าหนักเข้า อาจกลายเป็นโรคจิตขั้นรุนแรงได้

3. หาทางระบายด้วยการพูดคุยกับญาติสนิท มิตรสหาย อย่าบ่น หรือเอาปัญหาของคุณไปให้เขาแบก แต่คอยรับฟังข้อคิดเห็นและคำแนะนำจากเขา

4. เมื่อตัดสินใจแล้วว่าจะจัดการกับปัญหาที่อยู่ภายใต้การควบคุมให้ได้ก็ให้ลงมือกระทำอย่างเด็ดขาดทันที การทำด้วยใจอันเบิกบานย่อมดีกว่าการคิดในแง่ลบเฉยๆ

5. อย่าปล่อยให้ตัวเองและจิตใจของตนอยู่เฉยๆ กิจกรรมต่างๆ ในสังคม ไม่ว่าจะเป็นกีฬา การสังสรรค์ในกลุ่ม ฯลฯ ก็ยังดีกว่าการอยู่คนเดียวในขณะเครียดมาก

การปรับตัวของระบบไหลเวียน ขณะออกกำลังกาย

ข้อมูลของสื่อ
ชื่อไฟล์: 
77-010
เล่มที่: 
77
เดือน/ปี: 
กันยายน 1985

การปรับตัวของระบบไหลเวียน ขณะออกกำลังกาย

ชีพจรเขาเต้นถึง 200 ครั้ง/นาที

ค่าของความดันเลือดวัดได้ 180 มิลลิเมตรปรอท

ค่าล่างวัดได้ 85 มิลลิเมตรปรอท

เสียงหัวใจเต้นดังอย่างกับตีกลองรบ

เหงื่อออกเต็มหน้าผาก

อุณหภูมิกายสูงขึ้นเล็กน้อย

หายใจ 40 ครั้ง/นาที

แต่เขาไม่มีอาการไม่สบาย

จิตใสเขาผ่องใสและมีความสุข

เขากำลังเป็นโรคหรือผิดปรกติหรือ

ไม่ใช่หรอกครับ...เขากำลังออกกำลังกาย

การออกกำลังกายทำให้มีการปรับตัวของระบบไหลเวียนอยู่ตลอดเวลา ทั้งสิ่งที่เราวัดได้ รู้สึกได้ และสิ่งที่เราไม่รู้สึก ในภาวะอยู่นิ่งๆ ชีพจรของเราเต้นแค่ 70 ครั้ง/นาที ความดันเลือดค่าบน 110-120 มิลลิเมตรปรอท ค่าล่าง 71-80 มิลลิเมตรปรอท หายใจ 10 ครั้ง/นาที แต่ทำไมเมื่อทำการออกกำลังกาย ทุกอย่างจึงเปลี่ยนแปลงในทางที่เร็วขึ้น?

ขณะที่เราอยู่นิ่ง เลือดที่ไปเลี้ยงกล้ามเนื้อมีไม่ถึง 20 ของเลือดทั้งหมด แต่เมื่อเราออกกำลังกาย เลือดที่ไปเลี้ยงบริเวณกล้ามเนื้อจะเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว โดยลดจากอวัยวะส่วนอื่นๆ เช่น ระบบย่อยอาหาร ไต ทั้งนี้เพื่อนำอาหารและออกชิเจนไปยังกล้ามเนื้อให้มากขึ้น พร้อมกับนำเอาของเสียจากการเผาผลาญภายในกล้ามเนื้อออกจากบริเวณนั้นเร็วขึ้น ดังนั้นเพื่อให้เลือดไปเลี้ยงกล้ามเนื้อมากขึ้น ในคนที่ไม่ได้ออกกำลังกายสม่ำเสมอ หัวใจจำเป็นต้องบีบตัวแรงและเร็วขึ้น เพื่อให้ปริมาณเลือดไปเลี้ยงกล้ามเนื้อมากขึ้น

การรักษาโรคนอนไม่หลับโดยการนอนให้น้อย

ข้อมูลของสื่อ
ชื่อไฟล์: 
76-001-01
เล่มที่: 
76
เดือน/ปี: 
สิงหาคม 1985

การรักษาโรคนอนไม่หลับโดยการนอนให้น้อย

วิธีที่ไม่ต้องใช้ยาและทำได้ด้วยตนเอง

อ่านดูแล้วก็ประหลาดดี นอนไม่หลับแล้วกลับจะให้นอนน้อยลง จะไม่ยิ่งแย่ลงไปอีกหรือ แต่เขาก็ทดลองกัน (แล้วพบว่าได้ผลดี) ณ ศูนย์การวิจัยเรื่องความผิดปกติเกี่ยวกับการหลับและตื่น ซึ่งตั้งอยู่เมืองนิวยอร์ค ในอเมริกา มีการทดลองรักษาโรคนอนไม่หลับ

คนที่นอนไม่หลับ จะเสียเวลานอนกระสับกระส่ายบนเตียงอยู่นานหลายชั่วโมงกว่าจะหลับได้ (หรือไม่หลับเอาเลย) ดังนั้นเมื่อบวกลบเวลานอนกันแล้ว ก็มักจะพยายามเข้านอนไห้เพียงพอ ผลก็คือ ผู้ที่เป็นโรคนอนไม่หลับทั้งหลาย ส่วนใหญ่ต้องใช้เวลานอนบนเตียงนานถึง 10-11 ชั่วโมง ทั้งๆ ที่นอนหลับจริงๆ เพียง 5-6 ชั่วโมงเท่านั้น

ที่ศูนย์วิจัยแห่งนี้ จิตแพทย์จึงได้ทดลองรักษาคนที่เป็นโรคนอนไม่หลับ จำนวน 35 คน ใช้เวลาทดลองนาน 2 เดือน เริ่มต้นให้คนไข้จดบันทึกว่าเข้านอนและตื่นนอนเวลาเท่าไหร่ เป็นเวลา 2 สัปดาห์ แล้วคำนวณออกมาว่าโดยเฉลี่ยๆ แล้ว คนๆ นั้นควรจะมีเวลานอนหลับนานกี่ชั่วโมงต่อหนึ่งคืน

ต่อจากนั้นเขาก็เริ่มทดลองกับคนไข้ เช่น คนไข้คนหนึ่งจดบันทึกออกมาได้ว่า เขาต้องใช้เวลานอนบนเตียงนานถึง 9 ชั่วโมง คือ เขาจะเข้านอนเวลาประมาณโมงเช้า แต่ประมาณว่าหลับได้จริงๆ นานเพียง 5 ชั่วโมงเท่านั้น จิตแพทย์ก็จะทดลองโดยกำหนดว่า คนไข้รายนั้นควรมีเวลานอนหลับ 5 ชั่วโมงก็พอ เพราะฉะนั้นให้เข้านอนตี 2 แทนที่จะเป็น 4 ทุ่มอย่างเดิม แต่มีข้อแม้ 2 อย่าง คือ จะต้องตื่นนอนตรงเวลาเดิม คือ ประมาณโมงเช้า ไม่ใช่เวลานอนจนตื่นสายขึ้นไปอีก และห้ามแอบงีบหรือนอนกลางวันเด็ดขาด

ทุกๆ 5 วัน เขาจะประเมินผลการทดลองนี้ ว่าประสิทธิภาพการนอนหลับของคนไข้เป็นอย่างไร โดยคำนวณอย่างนี้

ประสิทธิภาพการนอนหลับ = เวลาที่เป็นชั่วโมงที่ตัวเองนอน/เวลาเป็นชั่วโมงที่ใช้นอนทั้งหมด x 100

จมูกคุณช่วยอะไรคุณบ้าง

ข้อมูลของสื่อ
ชื่อไฟล์: 
76-001-02
เล่มที่: 
76
เดือน/ปี: 
สิงหาคม 1985

จมูกคุณช่วยอะไรคุณบ้าง

ถ้าคุณหายใจรูจมูกซ้าย จะไปสัมพันธ์กับสมองส่วนขวา

ถ้าคุณหายใจรูจมูกขวา จะไปสัมพันธ์กับสมองส่วนซ้าย

ไม่ว่าคุณจะประพันธ์บทเพลงสักบท หรือคือบัญชีตัวเลขมากมายนั้น จงอย่าลืมปรึกษา...จมูกที่น่ารักของคุณ (จะบี้, แบน, โด่ง, หัก, ยุบ ก็ไม่เป็นไร จมูกเรานิ)

เทคนิคการหายใจอย่างง่ายๆ นี้ สามารถเปิดสวิตช์สมองซีกใดซีกหนึ่งของคุณให้ตื่นตัวได้ สมองซีกซ้ายของเรานั้นจะเกี่ยวข้องกับการพูด, วิเคราะห์ ส่วนสมองซีกขวาจะเกี่ยวข้องกับความคิดแบบสร้างสรรค์ ศิลปะ อารมณ์สุนทรีย์

เกือบศตวรรษแล้วที่นักวิทยาศาสตร์ทราบว่า ในทุกๆ 2-3 ชั่วโมง รูจมูกข้างหนึ่งจะทำงานได้ดีกว่าอีกข้างหนึ่ง นั่นคือ ในขณะที่รูจมูกกำลังสูดอากาศเข้ามา อีกข้างหนึ่งก็จะพัก แล้วต่อมาข้างที่พักก็จะเริ่มทำงานแทน

ดร.เดวิด ชันมา ฮอฟฟ์-คัสชา นักประสาทวิทยาแห่งแคลิฟอร์เนีย ได้ทำการวัดคลื่นสมองและการหายใจทางจมูกจากอาสาสมัคร 43 คน เป็นเวลาหลายชั่วโมง เขาพบว่า เมื่อรูจมูกข้างซ้ายทำงานจะกระตุ้นให้สมองซีกขวาทำงานได้ดีขึ้น ในทางกลับกัน สมองซีกซ้ายจะทำงานได้ดีขื้นเมื่อรูจมูกข้างขวาทำงาน

ดร.เดวิด ถ้าพบต่อไปอีกว่าปิดรูจมูกข้างที่กำลังทำงานได้ดีไว้ชั่วขณะหนึ่ง แล้วหายใจผ่านรูจมูกนี้อย่างแรง ทำเช่นนี้เป็นเวลา 10 หรือ 15 นาที คุณสามารถกระตุ้นสมองส่วนตรงข้ามกับรูจมูกนี้ให้ทำงานได้ดีขึ้น ซึ่งสามารถตรวจวัดได้จากกราฟคลื่นไฟฟ้าของสมอง ที่เรียกว่า อีอีจี (EEG) หรือ electroencephalograph ได้

ยังไงๆ ก็อย่าปิดรูจมูกจนถึงขั้นหายใจไม่ออกล่ะ

จาก What the Nose Knuw’s  American Health : May 1985

ทำไมประธานาธิบดีมักหันหน้าทางขวา

ข้อมูลของสื่อ
ชื่อไฟล์: 
76-001-03
เล่มที่: 
76
เดือน/ปี: 
สิงหาคม 1985

ทำไมประธานาธิบดีมักหันหน้าทางขวา

คิ้วและขากรรไกร สามารถบอกความสามารถของสมองได้

คุณผู้อ่านมีหัวเอียงซ้ายหรือเอียงขวาละครับ? (ไม่เกี่ยวกับการเมือง “ซ้ายๆ ขวาๆ” หรอกนะครับ อย่าสับสน เดี๋ยวต้องมีการตีความกันอีก)

“ถ้าคุณมีหัวเอียงขวา หรือชอบหันหน้าไปทางขวาละก็ แสดงว่าคุณเป็นคนชอบใช้สมองซีกซ้ายมากกว่าซีกขวา” นายคาร์ล สมิธ นักจิตวิทยาได้กล่าวไว้

ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น เหตุผลก็คือ

สมองซีกซ้ายของเราจะทำหน้าที่เกี่ยวกับการพูดจาติดต่อสื่อสาร การใช้เหตุใช้ผล สมองเหล่านี้จะควบคุมร่างกายซีกขวาทั้งหมด ซึ่งก็รวมทั้งหมดหน้าและศีรษะ)

ในขณะที่สมองซีกขวาจะทำหน้าที่ควบคุมหรือเกี่ยวข้องกับความคิดทางนามธรรม ความซาบซึ้งทางศิลปะ เช่น การทำงานของร่างกายซีกซ้าย

นายคาร์ล สมิธ ได้กล่าวต่อไปอีกว่า การที่จะรู้ว่าเราสมองซีกซีกใดเด่นกว่าซีกใดนั้น ดูได้ไม่ยาก ถ้าคุณเป็นคนที่ชอบหันหน้าไปทางขวา หรือชอบยักคิ้วหลิ่วตาไปทางขวา (ตามธรรมชาติ) เสมอๆ ขณะพูดหรือทำอะไร แสดงว่าคุณมีสมองซีกซ้ายที่เด่นกว่า สำหรับคนที่มีสมองซีกขวาเด่นกว่า จะมีลักษณะตรงกันข้ามกับที่ได้กล่าวมาแล้ว

ลักษณะที่ว่าคุณชอบชอบหันหน้าไปทางด้านนั้น ไม่เหมือนกับลักษณะที่ว่าคุณถนัดมือซ้ายหรือมือขวาเพราะลักษณะอย่างหลังนี้จะเกิดเมื่ออายุ 3 ขวบ หรือมากกว่านั้น แต่ลักษณะการชอบหันหน้าไปทางด้านใดนั้น เป็นลักษณะที่มีมาแต่กำเนิด เพราะเกี่ยวข้องกับกรรมพันธุ์ ดังนั้นจึงเห็นได้ทันทีเมื่อเกิดลักษณะแบบนั้นสามารถบอกความเด่นของสมองได้ค่อนข้างถูกต้องเลยทีเดียว

เพียงแค่น้ำและสบู่ก็ลดการเกิดโรคซิเกลโลซิส (โรคบิดชนิดไม่รู้ตัว) ได้

ข้อมูลของสื่อ
ชื่อไฟล์: 
76-001-04
เล่มที่: 
76
เดือน/ปี: 
สิงหาคม 1985

เพียงแค่น้ำและสบู่ก็ลดการเกิดโรคซิเกลโลซิส (โรคบิดชนิดไม่รู้ตัว) ได้

ปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนที่มีประสิทธิภาพสำหรับป้องกันโรคนี้ ประมาณ 6 เปอร์เซ็นต์ของประชากรในนครดักกา(เมืองหลวงของบังกลาเทศ) มักป่วยด้วยโรคซีเกลโลซิสเป็นประจำ และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างสม่ำเสมอ โรคซิเกลโลซิสเป็นโรคติดเชื้อแบคทีเรียที่ชื่อว่า “ซิเกลล่า” เกิดกับลำไส้ใหญ่ ทำให้มีอาการถ่ายอุจจาระเป็นมูกปนหนองปนเลือดที่เราคุ้นเคยกันในนามว่า “โรคบิดชนิดไม่รู้ตัว”

โรคนี้มักเกิดอาการทันทีทันใด นอกจากถ่ายเป็นบิดแล้วมักมีไข้สูง ปวดท้องและอาเจียนอย่างมาก ในเด็กเล็กมักเกิดอาการชักร่วมด้วย 20-25 เปอร์เซ็นต์ ของผู้ป่วยด้วยโรคนี้จะมีอาการภาวะแทรกช้อนที่ร้ายแรง ผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรงมีอัตราการตายคิดเป็น 15 เท่าของโรคหิวาต์ ซึ่งแสดงการรักษาโดยการแก้ภาวการณ์ขาดน้ำและเกลือแร่เพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ ปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนที่มีประสิทธิภาพสำหรับการป้องกันโรคนี้ และเชื้อที่เป็นสาเหตุของโรคนี้ก็ดื้อยาปฏิชีวนะบ่อย

สภาวะที่ผู้ป่วยโรคซิเกลโลซิสมากอย่างนี้ เพราะสุขาภิบาลของประชากรในนครดักกาไม่ดีนั่นเอง สถาบันวิจัยนานาชาติเกี่ยวกับโรคท้องร่วงที่นี่จึงตัดสินให้ค้าหาวิธีการง่ายๆ ที่สามารถบรรเทาปัญหานี้ โดยที่ไม่ต้องมีการเปลี่ยนแปลงระบบสุขาภิบาลหรือสภาพแวดล้อม

การเลี้ยงทารกคลอดก่อนกำหนด ด้วยวิธีใหม่ตามธรรมชาติ

ข้อมูลของสื่อ
ชื่อไฟล์: 
76-002
เล่มที่: 
76
เดือน/ปี: 
สิงหาคม 1985

การเลี้ยงทารกคลอดก่อนกำหนด ด้วยวิธีใหม่ตามธรรมชาติ

ผมได้รับหนังสือซันเดย์ไทมส์ จากศาสตราจารย์ชาวอังกฤษท่านหนึ่ง ซึ่งเป็นอาจารย์ของผม เกี่ยวกับเรื่องเลี้ยงเด็กทารกคลอดก่อนกำหนดด้วยวิธีใหม่ วิธีนี้ได้เริ่มปฏิบัติกันเป็นครั้งแรกที่ประเทศโคลัมเบียในทวีปอเมริกาใต้ เป็นวิธีที่ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น เพียงแต่ต้องการการดูแลอย่างใกล้ชิดจากมารดาเท่านั้น

ผู้สื่อข่าวของหนังสือพิมพ์ไทมส์ แพทย์และพยาบาลจากโรงพยาบาลแฮมเมอร์สมิธลอนดอนใต้ เดินทางไปดูเทคนิคใหม่นี้ โดยได้รับทุนจากองค์การยูนิเซฟ และหลังจากกลับมาถึงประเทศอังกฤษก็ได้ลงมือปฏิบัติการนี้ที่โรงพยาบาลแฮมเมอร์สมิธทันที โรงพยาบาลนี้เป็นโรงพยาบาลชั้นนำของประเทศอังกฤษ มีชื่อเสียงด้านเลี้ยงทารกคลอดก่อนกำหนดมาก

เมื่อประมาณ 10 ปีมาแล้ว ผมได้ไปศึกษาที่ประเทศอังกฤษ มีศาสตราจารย์จากโรงพยาบาลแฮมเมอร์สมิธมาอภิปรายเกี่ยวกับตู้อบที่ใส่เด็กคลอดก่อนกำหนด เขามีความเห็นว่าตู้ที่บริษัทต่างๆ ผลิตออกมาจำหน่ายปัจจุบันนี้ ถึงแม้จะมีเครื่องควบคุมอุณหภูมิอย่างดีแต่มีราคาแพงมาก และยังมีปัญหาในการซ่อมอีกด้วย เขาได้เล่าต่อไปว่าเมื่อประดิษฐ์ตู้อบขึ้นครั้งแรกนั้น ตู้อบทำด้วยวัสดุโปร่งแสง สามารถมองเห็นเด็กได้ และเด็กสามารถอยู่ในตู้อบได้โดยไม่ต้องใส่เสื้อผ้า เขาบอกว่าการไม่ใส่เสื้อผ้านี้มีประโยชน์ใหญ่ๆ 2 ประการ คือ

1. ทำให้เห็นการหายใจและสีของผิวหนังได้เมื่อมีการเปลี่ยน เช่น เด็กหยุดหายใจ ตัวเขียว ซึ่งอาจเป็นอันตราย แพทย์และพยาบาลผู้ดูแลจะสามารถมองเห็นและแก้ไขได้ทันท่วงที

2. เกี่ยวกับการดึงดูดให้ผู้บริจาคเงินซึ้อตู้อบเด็ก เพราะเด็กในตู้อบนี้ไม่ใส่เสื้อผ้าเสมือนเด็กซึ่งอยู่ในครรภ์มารดา เป็นที่ประทับใจต่อผู้บริจาคมาก

น้ำเหลือง หาได้น่ารังเกียจ

ข้อมูลของสื่อ
ชื่อไฟล์: 
76-003
เล่มที่: 
76
เดือน/ปี: 
สิงหาคม 1985

น้ำเหลือง หาได้น่ารังเกียจ

น้ำเหลือง (Lymph) เป็นคำไทยที่ฟังดูแล้วน่าขนพองสยองเกล้า เนื่องจากเรารับรู้เรื่องน้ำเหลืองในส่วนที่เกี่ยวข้องกับผีๆสางๆ หรือกับคนที่ตายไปแล้ว หรือไม่เช่นนั้นก็เกี่ยวกับเรื่องของบาดแผลอักเสบเรื้อรังที่น่ารังเกียจ

ความจริงน่าจะมาทำความเข้าใจเกี่ยวกับคำว่า น้ำเหลืองเสียใหม่

โดยปกติในร่างกายของเราก็มีน้ำเหลืองอยู่ในตัว น้ำเหลืองมีหน้าที่ที่แน่นอนและเป็นหน้าที่ที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่งของร่างกาย น้ำเหลืองจึงไม่ใช่สิ่งที่น่ารังเกียจ หรือเป็นสิ่งที่สกปรกแต่อย่างใด

น้ำเหลืองมีลักษณะคล้ายกับพลาสม่าของเลือด คงยังจำได้ว่าพลาสม่าเป็นส่วนที่เป็นของเหลวของเลือด เมื่อเราแยกเอาเม็ดเลือดออกไป ส่วนของน้ำที่เหลือเราเรียกว่า พลาสม่า แต่ปริมาณโปรตีนในน้ำเหลืองต่ำกว่าในพลาสม่า

ในระหว่างเซลล์ร่างกายที่เรียงรายต่อกันอยู่ ที่ว่างเล็กๆ ระหว่างเซลล์ จะมีน้ำเหลืองเลี้ยง เพื่อทำทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการซึมผ่านอาหารและพลังงานจากหลอดเลือดสู่เซลล์ ส่วนของน้ำที่อยู่ระหว่างเซลล์นี้เอง ที่มารวมกันเข้าแล้วเข้าสู่ระบบน้ำเหลือง แต่น้ำระหว่างเซลล์บางส่วนก็ไหลเข้าสู่หลอดเลือดฝอยและกลับเข้าสู่หัวใจโดยตรง

ระบบน้ำเหลืองมีอยู่ทั่วร่างกายเช่นเดียวกับเส้นเลือด ในระบบน้ำเหลืองก็มีท่อน้ำเหลือง ซึ่งทำหน้าที่ลำเลียงน้ำเหลืองเข้าสู่หัวใจ แต่ท่อน้ำเหลืองนี้ไม่ได้ติดต่อโดยตรงกับหลอดเลือด ท่อน้ำเหลืองเล็กๆ จะรวมกันเข้าเป็นท่อที่ใหญ่ขึ้น ท่อใหญ่ของระบบน้ำเหลืองจะมีลิ้นอยู่ภายในท่อเป็นระยะๆ หน้าที่ของลิ้นก็คือ ป้องกันไม่ให้น้ำเหลืองไหลย้อนกลับทาง

เวียนหัว มึนหัว หน้ามืด

ข้อมูลของสื่อ
ชื่อไฟล์: 
76-004
เล่มที่: 
76
เดือน/ปี: 
สิงหาคม 1985

ประชาชนทั่วไปสามารถที่จะเรียนรู้การเป็นหมอรักษาตนเองและญาติมิตรได้ โดยเฉพาะโรคภัยไข้เจ็บที่พบอยู่บ่อยๆ ส่วนใหญ่ (ร้อยละ 70-80) จะรักษาได้ โดยไม่ต้องใช้เครื่องมือพิเศษพิสดารอะไร เรื่อง “มาเป็นหมอกันเถิด” จะนำเสนอท่านเป็นประจำเพื่อชี้แจงวิธีที่จะเรียนรู้การดูแลรักษาตนเองและผู้อื่น

เวียนหัว มึนหัว หน้ามืด

การตรวจรักษาอาการเวียนหัว มึนหัว แบบฉุกเฉิน และแบบไม่ฉุกเฉิน ตลอดจนวิธีใช้ยา และวิธีปฏิบัติรักษาตัวเพื่อแก้อาการเวียนหัว และมึนหัวนั้น ได้กล่าวไว้แล้วใน “มาเป็นหมอกันเถิด” ฉบับก่อนๆในขั้นตอนที่ 1 และที่ 2 ของการตรวจรักษาอาการเวียนหัว มึนหัว ที่ไม่ทราบสาเหตุ ในครั้งนี้จะกล่าวถึงขั้นตอนที่ 3 คือ การหาและรักษาสาเหตุของอาการเวียนหัว มึนหัว หน้ามืด

ขั้นตอนที่ 3 : การหาและรักษาสาเหตุ

ถ้าคนไข้มีอาการเวียนหัว มึนหัว แบบร้ายแรง (ดูวิธีแยกแบบร้ายแรงและไม่ร้ายแรง ใน “มาเป็นหมอกันเถิด” ฉบับที่ 74 ) จะต้องหาสาเหตุและพยายามรักษาสาเหตุด้วยเสมอ

สาเหตุที่ทำให้เกิดอาการเวียนหัว มึนหัวแบบร้ายแรงที่น่าจะรู้ไว้ เช่น

1. โรคหลอดเลือดตีบ (cerebrovascular atherosclerosis)

ให้สงสัยโรคหลอดเลือดสมองตีบ ถ้าอาการเวียนหัว มึนหัว แบบร้ายแรงนั้น เกิดขึ้นใน

1.1 คนสูงอายุ (คนแก่)

1.2 คนที่เป็นโรคเบาหวาน โดยเฉพาะถ้าเป็นมานาน

1.3 คนที่มีอาการของสมองขาดเลือดมาก่อน เช่น มีอาการตาทั้งสองข้างมองเห็นภาพผิดไปจากปกติเห็นภาพเป็นสอง (เห็นของชิ้นเดียวเป็นสองชิ้น) , เดินโคลงเคลงโซเซ (โดยไม่ได้กินยาหรือของมึนเมา), มีอาการปวดแสบปวดร้อนหรือเจ็บเสียวตามผิวหนัง ตามแขนขา, พูดจาไม่ชัด หรือตะกุกตะกัก, หรือมีอาการของอัมพฤกษ์หรืออัมพาต เป็นต้น

เมื่อสุนัข แมว หรือสัตว์ข่วนกัด

ข้อมูลของสื่อ
ชื่อไฟล์: 
76-005
เล่มที่: 
76
เดือน/ปี: 
สิงหาคม 1985

เมื่อสุนัข แมว หรือสัตว์ข่วนกัด

1. ควรฟอกล้างแผลด้วยน้ำสบู่หลายๆ ครั้งทันที

2. ใช้น้ำยาฆ่าเชื้อ เช่น แอลกอฮอล์ หรือยาใส่แผลชะล้าง

3. ควรจับสุนัข แมว หรือสัตว์ที่กัดข่วน ขังไว้ 10 วัน (ควรให้น้ำและอาหารตามปกติ) ถ้าสัตว์ตายภายใน 10 วัน ให้นำหัวของสัตว์ (จะเอาทั้งตัวก็ได้) ส่งไปตรวจที่สถานบริการตรวจหาเชื้อไว้รัสโรคพิษสุนัขบ้า ถ้าสัตว์เป็นโรคพิษสุนัขบ้า ควรฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า

4. ถ้าสัตว์ที่กัดสูญหายไป หรือจำตัวไม่ได้ หรือเป็นสัตว์ป่า หรือไม่แน่ใจว่าสัตว์เป็นโรคพิษสุนัขบ้าหรือไม่ ควรปรึกษาแพทย์ อาจต้องฉีดวัคซีนป้องกันพิษสุนัขบ้าไปเลย

5. ผู้ที่มีบาดแผลถูกสุนัขกัด แมว หรือสัตว์ข่วนทุกราย ควรปรึกษาแพทย์เพื่อฉีดยาป้องกันบาดทะยัก

6. ไม่ควรรักษาแผลที่ถูกสัตว์ที่เป็นโรคพิษสุนัขบ้ากัดด้วยสมันไพรหรือวิธีพื้นบ้าน เพราะยังพิสูจน์ไม่ได้ว่าได้ผลจริง ไม่ควรเสี่ยงต่อการเป็นโรคนี้ ซึ่งไม่มีทางรักษา การฉีดวัคซีนเป็นวิธีป้องกันที่ได้ผลแน่นอน

เพื่อความปลอดภัยของท่านและลูกหลาน ควรฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าให้สุนัขและแมวที่เลี้ยงไว้ทุกตัว

สถานที่บริการตรวจหาเชื้อไวรัสโรคพิษสุนัขบ้า (ตรวจสุนัขบ้า)

1. สถานเสาวภา สภากาชาตไทย กทม.

2. กรมปศุสัตว์ ถนนพญาไท กทม.

3. สถาบันวิจัยไวรัส กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์

4. โรงพยาบาลศิริราช กทม.

5. คณะแพทย์ศาสตร์ เชียงใหม่

6. คณะแพทย์ศาสตร์ขอนแก่น ขอนแก่น

7. สถานชันสูตรโรคสัตว์ภาคใต้ทุ่งสง นครศรีธรรมราช

8. สถานชันสูตรโรคสัตว์ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ท่าพระ ขอนแก่น

9. สถานชันสูตรโรคสัตว์ภาคเหนือห้างฉัตร ลำปาง

10. ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์เขต 9 สงขลา

11. ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์เขต 3 นครราชสีมา