คู่มือสำหรับการเรียนรู้วิธีดูแลรักษาตัวเองเมื่อประสบอุบัติเหตุ, เจ็บป่วยกะทันหัน หรือมีอาการไม่สบายเล็กๆ น้อยๆ โดยได้บอกวิธีรักษาด้วยการดูแลตัวเองและการใช้ยาแผนปัจจุบัน, สมุนไพร และการกดจุด
ถ้าอยู่ๆ รู้สึกมีอาการปวดหรือชาปลายมือ แล้วสังเกตได้ชัดเจนว่า เป็นเฉพาะที่นิ้วโป้ง นิ้วชี้ นิ้วกลาง และนิ้วนางซีกที่อยู่ติดกับนิ้วกลาง ส่วนนิ้วก้อยและนิ้วนางซีกที่อยู่ติดกับนิ้วก้อยไม่มีอาการผิดปกติ ก็ให้คิดถึงโรคเส้นประสาทมือถูกบีบรัด
โรคนี้มีสาเหตุได้หลายอย่าง สามารถรักษาด้วยการใช้ยา และถ้าเป็นรุนแรงก็จำเป็นต้องรักษาด้วยการผ่าตัด ก็จะช่วยให้หายได้
ชื่อภาษาไทย เส้นประสาทมือถูกบีบรัด, โรคคาร์พัลทูนเนล
ชื่อภาษาอังกฤษ Carpal tunnel syndrome, CTS
สาเหตุ
เส้นประสาทมือ (median nerve) ซึ่งเลี้ยงบริเวณนิ้วโป้ง นิ้วชี้ นิ้วกลาง และนิ้วนางซีกที่ติดกับนิ้วกลาง เมื่อลงมาที่ข้อมือ จะวิ่งผ่านช่องเล็กๆ ระหว่างกระดูกข้อมือกับแผ่นพังผืดเหนียวที่อยู่ใต้กระดูกข้อมือ (เรียกว่า “ช่องใต้กระดูกข้อมือ” (carpal tunnel))

ภาวะไตวาย หมายถึง ภาวะที่เนื้อไตทั้ง ๒ ข้างถูกทำลายจนทำงานไม่ได้หรือได้น้อยกว่าปกติ ทำให้น้ำและของเสียไม่ถูกขับออกมา จึงเกิดการคั่งจนเป็นพิษต่อร่างกาย นอกจากนี้ ยังทำให้เกิดผลกระทบต่อดุลของสารเกลือแร่ (อิเล็กโทรไลต์) และความเป็นกรดด่างในเลือด รวมทั้งเกิดภาวะพร่องฮอร์โมนบางชนิดที่ไตสร้าง การเปลี่ยนแปลงทั้งหมดนี้นำไปสู่ความผิดปกติของอวัยวะแทบทุกส่วนของร่างกาย
ภาวะไตวายสามารถแบ่งเป็น ไตวายเฉียบพลัน (ซึ่งมีอาการเกิดขึ้นฉับพลัน และเป็นอยู่นานเป็นวันหรือเป็นสัปดาห์) กับ ไตวายเรื้อรัง (ค่อยๆ เกิดขึ้นทีละน้อย นานเป็นแรมเดือนแรมปี)
ในที่นี้ขอกล่าวถึง ไตวายเรื้อรัง เป็นการเฉพาะ
ผังผืดส้นเท้าอักเสบ เป็นสาเหตุที่พบได้บ่อยของอาการปวดส้นเท้า มีอาการที่เป็นลักษณะเฉพาะคือ รู้สึกปวดส้นเท้าใน ๒-๓ ก้าวแรกที่ลุกขึ้นเดินหลังตื่นนอนตอนเช้า และหลังจากเดินต่อไป ๒-๓ นาทีก็จะทุเลาไปเอง โรคนี้อาจเป็นเรื้อรัง แต่ไม่เป็นอันตรากยร้ายแรงแต่อย่างใด
ชื่อภาษาไทย ผังผืดส้นเท้าอักเสบ
ชื่อภาษาอังกฤษ Plantar fasciitis
สาเหตุ พังผืดที่ส้นเท้าทำหน้าที่คล้ายตัวกันกระแทกของกระดูกเท้า ถ้าหากมีแรงกดดันต่อพังผืดนานๆ หรือซ้ำๆ ก็ทำให้เกิดการอักเสบได้
แรงกดดันอาจเกิดจากการมีน้ำหนักถ่วง (เช่น คนอ้วน ยกของหนัก) หรือเกิดจากการวิ่ง เต้นรำ เดินขึ้น บันได หรือยืนนานๆ
นอกจากนี้ อาจมีสาเหตุอื่นๆ เช่น กล้ามเนื้อน่องหรือเอ็นร้อยหวายขาดความยืดหยุ่น โครงสร้างเท้าผิดปกติ (ส้นเท้าแบน หรือมีความโค้งสูง) ใช้รองเท้าไม่เหมาะ (เช่น พื้นรองเท้าบาง ส้นสูง ส้นเเข็งขาดความยืดหยุ่น)
โรคนี้ยังพบได้บ่อยในผู้ป่วยเบาหวาน (ซึ่งอธิบายสาเหตุไม่ได้) และโรคข้ออักเสบ เช่น โรคปวดข้อรูมาตอยด์
อาการ
มีลักษณะเฉพาะ คือ รู้สึกปวดส้นเท้าคล้ายถูกมีดปักใน ๒-๓ ก้าวแรกที่ลุกขึ้นเดินหลังตื่นนอนตอนเช้า และหลังจากเดินต่อไป ๒-๓ นาทีก็จะทุเลาไปเอง บางครั้งอาจรู้สึกปวดเวลาเดินขึ้นบันได ยืนหรือเดินบนปลายเท้า หลังจากยืนนานๆ หรือหลังจากลุขึ้นยืนจากท่านั่ง
ถาม : สุวิทย์/ขอนแก่น
การสูบบุหรี่ทำให้เกิดโรครำมะนาดจริงหรือครับ?
ตอบ : ทพญ.สุธาสินี ฉันท์เรืองวณิชย์
การสูบบุหรี่เป็นปัญหาที่มีผลกระทบต่อสุขภาพช่องปากโดยตรงคือ ทำให้เกิดโรคปริทันต์อักเสบ หรือ "โรครำมะนาด" เนื่องจากสารพิษจำพวกนิโคตินในบุหรี่จะทำให้หลอดเลือดฝอยหดตัว เลือดไปเลี้ยงผิวหนังรวมทั้งริมฝีปากน้อยลง ทำให้ผู้ที่สูบบุหรี่มีริมฝีปากคล้ำกว่าคนทั่วไปที่ไม่สูบบุหรี่ และมีผลเสียต่อตัวฟัน เนื้อเยื่ออ่อนในช่องปาก รวมถึงเกิดมะเร็งในช่องปากได้
อาการที่พบได้คือ เหงือกเป็นสีแดงช้ำ มีเลือดออกขณะแปรงฟันมีกลิ่นปาก เหงือกบวมเป็นหนองรู้สึกว่าฟันยาวขึ้น ฟันห่างหรือมีฟันโยกร่วมด้วย ส่วนอาการปวดอาจพบได้เมื่อโรคมีอาการรุนแรงมากขึ้น
การรักษาทำโดยการกำจัดหินปูนและเกลารากฟัน เพื่อให้ผิวรากฟันเรียบ เป็นการกำจัดคราบจุลินทรีย์ที่เกาะบนผิวรากฟันให้สะอาด ขั้นตอนนี้จะใช้เวลานานโดยเฉพาะที่ร่องเหงือกลึกๆ และฟันหลังที่มีหลายราก ซึ่งขั้นตอนนี้อาจจะต้องทำหลายครั้ง
เมื่อรักษาเสร็จ ประมาณ ๒-๕ สัปดาห์ จะนัดมาดูอาการอีกครั้งถ้ายังมีร่องลึกปริทันต์เหลืออยู่อาจจำเป็นต้องผ่าตัด เพื่อแก้ไขกระดูกเบ้าฟันที่ถูกทำลายไป ดังนั้น ผู้สูบบุหรี่ที่มีปัญหาโรครำมะนาด จึงจำเป็นต้องได้รับการดูแลจากทันตแพทย์อย่างต่อเนื่อง เพราะสุขภาพในช่องปากของผู้สูบบุหรี่จะไม่สะอาด มีการสะสมของหินปูนและมีโอกาสเป็นโรครำมะนาดมากกว่าผู้ที่ไม่สูบบุหรี่ ทันตแพทย์จึงต้องขูดหินปูนเพื่อทำความสะอาดฟันทุกๆ ๓-๖ เดือน
ถาม : กรกนก/อยุธยา
ตรวจเจอโลหิตจางค่ะหมอบอกว่าสาเหตุเพราะขาดธาตุเหล็ก ไม่ทราบว่าโรคนี้มีลักษณะอย่างไรค่ะ
ตอบ : นพ.ชัยเจริญ ตันธเนศ
ภาวะโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็กมักพบในเด็กเล็กและหญิงวัยเจริญพันธุ์ ธาตุเหล็กนั้นถือเป็นธาตุที่สำคัญต่อการทำงานของร่างกาย
ส่วนใหญ่ธาตุเหล็กจะอยู่ในเม็ดเลือดแดง ซึ่่งจะทำหน้าที่ช่วยจับออกซิเจนและส่งไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกาย ดังนั้น การขาดธาตุเหล็กจึงทำให้การสร้างเม็ดเลือดแดงลดลงได้ ส่วนสาเหตุของการขาดธาตุเหล็กที่พบบ่อย มักเกิดจากการเสียเลือดเรื้อรัง ในหญิงวัยเจริญพันธุ์อาจมีการขาดธาตุเหล็กหากประจำเดือนออกมากกว่าปกติ
ส่วนใหญ่ในเพศชายหรือหญิงวัยหมดประจำเดือนแล้วมักเสียเลือดจากทางเดินอาหาร เช่น เลือดออกจากหลอดอาหารหรือลำไส้
สาเหตุที่พบรองลงมา คือเกิดจากการได้รับธาตุเหล็กไม่เพียงพอกับความต้องการ เช่น ที่พบในเด็กเล็ก หญิงตั้งครรภ์หรือคุณแม่ที่กำลังให้นมบุตร
ผู้ที่ขาดธาตุเหล็กในระยะแรกอาจยังไม่มีอาการ เพราะยังมีธาตุเหล็กสะสมอยู่ เมื่อการขาดมากขึ้นเรื่อยๆ จึงเริ่มมีอาการต่างๆ ซึ่งมักเป็นอาการจากภาวะโลหิตจาง เช่น เหนือยง่ายเมื่อออกแรง อ่อนเพลีย เวียนศรีษะ ใจสั่น หากเป็นรุนแรงอาจถึงขั้นหมดสติหรือหัวใจวายได้
บางครั้งผู้ป่วยอาจมาด้วยอาการอื่นๆ เช่น หงุดหงิด รู้สึกสมองล้า หลงลืมง่าย ขาดสมาธิ ในคนที่เป็นมานาน อาจสังเกตพบลิ้นเลี่ยนและเล็บงอผิดรูปได้ โดยทั่วไปแพทย์จะวินิจฉัยภาวะโลหิตจากการขาดธาตุเหล็กได้จากการส่งตรวจเลือด เพื่อตรวจดูปริมาณและขนาดของเม็ดเลือดแดง ตรวจปริมาณธาตุเหล็กในร่างกายและปริมาณธาตุเหล็กสะสม
ถาม : อภิวัฒ/นครปฐม
ผมมีอาการปวดหลังและปวดท้อง บางครั้งหน้ามืดหมดสติอยากทราบว่าเป็นอาการของโรคหลอดเลือดแดงใหญ่โป่งพองหรือไม่ครับ ถ้าเป็นมีวิธีรักษาอย่างไรบ้าง
ตอบ : นพ.วรวงศ์ ศลิษฏ์อรรถกร
โรคหลอดเลือดแดงใหญ่โป่งพอง ส่วนใหญ่พบในผู้สูงอายุ และอาจพบในผู้ที่มีความผิดปกติทางพันธุกรรมหลายระบบ เช่น กลุ่มอาการ Marfan ซึ่งมักมีความผิดปกติหลอดเลือดตั้งแต่วัยหนุ่มสาว จะสังเกตได้ว่าคนกลุ่มนี้มีรูปร่างผอมสูง แขนขาและนิ้วยาวเพดานปากสูง สายตาผิดปกติ และอาจมีโรคลิ้นหัวใจรั่วร่วมด้วย
โรคหลอดเลือดแดงใหญ่โป่งพอง พบได้ทั้งในทรวงอกหรือช่องท้อง ถ้าเป็นในทรวงอกอาจมีหรือไม่มีอาการ
อาการที่พบคือ แน่นหน้าอก ปวดหลัง หน้ามืดหมดสติหรือไอเป็นเลือด ซึ่งเกิดจากการปริแตกของหลอดเลือดแดงใหญ่ บางครั้งมีอาการจากการกดเบียดของหลอดเลือดต่ออวัยวะข้างเคียง เช่น กดหลอดลมทำให้หายใจลำบาก กดเบียดเส้นประสาทที่เลี้ยงกล่องเสียงทำให้แหบ เป็นต้น หากเป็นที่ช่องท้อง อาจคลำพบก้อนเต้นได้ในช่องท้องหรือมีอาการปวดท้อง ปวดหลังร่วมด้วย
จะรู้ว่าเป็นหลอดเลือดแดงใหญ่โป่งพองหรือไม่นั้น เเพทย์จะวินิจฉัยโดยการซักประวัติ ตรวจอาการ เอกซเรย์ร่วมกับการตรวจด้วยเครื่องอัลตราซาวนด์หรือเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT scan)
ถาม : ชวลิต/นครพนม
ผมต้องการทราบว่าตัวเองอยู่ในเกณฑ์อ้วนหรือไม่อ้วนและควรจะมีน้ำหนักตัวอย่างไรจึงจะเหมาะสม สังเกตจากอะไรบ้าง
ตอบ : นพ.สมเกียรติ แสงวัฒนาโรจน์
การสังเกตุว่าตัวเอง คนใกล้ชิดอ้วน มีน้ำหนักเกิน หรือน้ำหนักเท่าไหร่จึงจะเหมาะสมกับร่างกายนั้นมีวิธีดังนี้
๑.การวัดเส้นรอบเอว
ผู้ชาย เส้นรอบเอวไม่เกิน ๓๖ นิ้ว (๙๐ เซนติเมตร) ถ้ามากกว่า ๓๖ นิ้วถือว่าอ้วนลงพุง
ผู้หญิง เส้นรอบเอวไม่เกิน ๓๒ นิ้ว (๘๐ เซนติเมตร) ถ้ามากกว่า ๓๒ นิ้วถือว่าอ้วนลงพุงเช่นกัน
๒.คำนวณค่าดัชนีมวลกาย (Body mass index : BMI)
ดัชนีมวลกาย = น้ำหนักตัว (กิโลกรัม) หาร (ส่วนสูง (เมตร) x ส่วนสูง)
ตัวอย่างเช่น น้ำหนักตัว ๖๐ กิโลกรัม สูง ๑๗๐ เซนติเมตร (๑.๗๐ เมตร)
ดัชนีมวลกาย = ๖๐ หาร (๑.๗๐ x ๑.๗๐ ) ค่า BMI คือ ๒๐.๗๖ กิโลกรัมต่อตารางเมตร
ถ้าค่า BMI อยู่ระหว่าง ๑๘-๒๕ กิโลกรัมต่อตารางเมตร ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ปกติ
กรณีค่า BMI สูงมากกว่า ๓๐ กิโลกรัมต่อตารางเมตร ถือว่าอ้วนมาก จะต้องลดน้ำหนักทันทีและปรับพฤติกรรมการกิน พฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวัน และออกกำลังกายสม่ำเสมอ
๓.คำนวณน้ำหนักที่ไม่ควรน้อยกว่านี้
มีวิธีง่ายๆ คือ ส่วนสูง(เมตร) คูณ ส่วนสูง คูณ ๑๘ (ค่าดัชนีมวลกายขั้นต่ำ) จะได้น้ำหนักที่ไม่ควรน้อยกว่านี้
ตัวอย่างเช่น สูง ๑๗๕ เซนติเมตร (๑.๗๕ เมตร) นั่นคือ ๑.๗๕ x ๑.๗๕ x ๑๘ = ๕๕.๑๒๕ กิโลกรัม (น้ำหนักไม่ควรน้อยกว่านี้) ถ้าน้อยกว่านี้เข้าข่ายลักษณะค่อนข้างผอม
นอกจากปัญหาการนอนไม่หลับแล้ว คนบางคนกลับมีปัญหาตรงกันข้าม กลับทิศกลับทางไปอีกแบบคือ อยากจะนอนตลอดเวลา นั่งอยู่เฉยๆ เผลอแป๊บเดียว หลับไปแล้ว กลุ่มนี้มักมีสุภาษิตอยู่ในใจว่า “นั่งดีกว่ายืน เอนตัวดีกว่านั่ง นอนดีกว่าเอนตัว” ความจริงคนที่อยากจะนอนตลอดเวลาก็จัดเป็นความผิดปกติอีกประเภทหนึ่ง ซึ่งต้องการการรักษาและปรับสมดุลเช่นเดียวกัน
การแยกแยะอาการและการวินิจฉัยโรคแบบแผนปัจจุบัน เพื่อหาสาเหตุความผิดปกติในสมอง และความผิดปกติจากโรค เช่น เบาหวาน โรคตับ โรคไต ก็มีความความสำคัญมาก แต่ที่จะกล่าวต่อไปนี้เป็นภาวะความเสียสมดุลที่ไม่มีพยาธิสภาพจากโรคที่รุนแรง แต่เป็นความไม่สมดุล ของระบบการทำงานของอวัยวะ จั้งฟู่ เลือดและพลัง ภาวะยินหยางผิดปกติที่เป็นสาเหตุที่พบได้บ่อยๆ
อาการง่วงนอนผิดปกติ หรืออาการอยากนอนตลอดเวลาในทัศนะแพทย์จีน
หลังกินอาหารอิ่มมากๆ โดยเฉพาะหลังมื้อเที่ยงมักจะเกิดอาการหนังท้องตึง หนังตาหย่อนได้ง่าย เพราะเลือดและพลังถูกนำไปใช้ในการย่อยอาหารที่กินเข้าไป และเป็นช่วงขาลงที่พลังหยางและพลังยินกำลังเริ่มเกิด
คนที่ระบบย่อยและดูดซึมอาหารไม่ดี จะเกิดอาการง่วงเหงาหาวนอนได้ง่าย เพราะระบบย่อย (ม้ามและกระเพาะอาหาร) ต้องทำงานหนักมากกว่าปกติทำให้เลือดไปเลี้ยงสมองน้อยกว่าที่ควร
ในช่วงนี้ มีความแปรปรวนของพลังชี่ของอากาศอย่างมาก เดี๋ยวร้อนเดี๋ยวหนาว เดี๋ยวฝนตก โอกาสที่คนจะเกิดโรคจากพลังชี่ของอากาศมากเกินไป หรือที่เรียกว่าเสียชี่ (邪气) หรือหยินชี่ (淫气) ซึ่งเป็นผลจากปัจจัยของตัวอากาศเอง และการปรับสมดุลของร่างกาย
บางครั้งพลังชี่ที่แปรปรวนอาจจะไม่ใช่เสียชี่ (邪气) สำหรับคนหนึ่ง แต่คนที่ร่างกายปรับตัวไม่ได้ ทำให้เกิดโรค ก็ถือว่าเป็นเสียชี่ (邪气) สำหรับคนนั้น
แพทย์จีนมีมุมมองแตกต่างกันกับแพทย์แผนปัจจุบัน โดยเฉพาะสาเหตุการเกิดโรค
แพทย์แผนปัจจุบัน เนื่องจากลงไปในรายละเอียดเป็นรูปธรรมจึงแยกแยะสาเหตุของการเกิดโรคได้มาก แล้วแต่จะมองมุมไหน ตั้งแต่ตัวเชื้อโรค ดีเอ็นเอ ยีน หรือการผิดปกติของสารชีวเคมี เอนไซม์ ฮอร์โมน เซลล์ ฯลฯ
แต่แผนจีนแบ่งสาเหตุของโรคเพียง ๔ ประเภทเท่านั้น คือ
๑. เหตุจากภายนอก คือ พลังชี่ที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงพลังชี่ของธรรมชาติ ภูมิอากาศ ฤดูกาล ภูมิประเทศ ที่ส่งผลกระทบต่อพลังชี่ของร่างกายตลอดเวลา โดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงของชี่ที่รวดเร็ว รุนแรง หรือมากเกินไปจนเกิดการปรับตัวไม่ทันของร่างกาย
๒. เหตุจากภายใน คือ ภาวะของอารมณ์ทั้ง ๗ ของร่างกายที่แปรปรวนรุนแรง รวดเร็ว และยาวนาน รวมทั้งการกินอาหาร การนอน การมีเพศสัมพันธ์และวิถีชีวิต
๓. เหตุจากความผิดปกติของการไหลเวียนเลือด พลังและของเหลว และภาวะยินหยางของร่างกาย จนทำให้เกิดการตกค้างติดขัดไม่ไหลเวียน เรียกว่า เกิดเลือดอุดตัน เสมหะ ของเหลวตกค้าง ก้อนนิ่ว อาหารตกค้าง ฯลฯ
ตัวอย่างผู้ป่วยรายที่ ๘๓
หญิงไทยม่ายอายุ ๖๐ ปี มีอาการท้องโตขึ้นและแข็งทางซีกขวามาหลายเดือน มีอาการอ่อนเพลียและเท้าบวมเป็นครั้งคราว ร่วมกับอาการปวดเข่า และเข่าขวาบวม เป็นๆ หายๆ มาหลายปี
ผู้ป่วยเป็นคนยากจน แต่อดทนและขยันขันแข็งทำมาหาเลี้ยงชีพมาตั้งแต่เด็ก และอาศัยอยู่ในชุมชน (แออัด) แห่งหนึ่ง จึงอาศัยการซื้อยาจากร้านยาข้างบ้านกินบรรเทาอาการต่างๆ เรื่อยมา เพราะไม่อยากไปโรงพยาบาล ทำให้เสียเวลาและค่าใช้จ่ายในการเดินทางและอื่นๆ
ในที่สุด เมื่ออาการมากขึ้น และลูกหลานรบเร้าให้ไปตรวจมากขึ้นๆ ผู้ป่วยจึงยอมไปตรวจที่โรงพยาบาลเจริญกรุงประชารักษ์ที่ผู้ป่วยมี “บัตรทอง” อยู่ หลังไปตรวจอยู่หลายครั้ง แพทย์จึงบอกว่าผู้ป่วยมีก้อนในตับอยู่หลายก้อน และมีหลอดเลือดใหญ่ในทรวงอกโป่ง โรงพยาบาลเจริญกรุงประชารักษ์ไม่มีแพทย์และอุปกรณ์ที่จะรักษาโรคนี้ได้ จึงขอส่งตัวไปตรวจที่โรงพยาบาล “วชิระ” (โรงพยาบาลวิทยาลัยแพทยศาสตร์กรุงเทพมหานครและวชิรพยาบาล)
หลังไปตรวจที่โรงพยาบาล “วชิระ” หลายครั้ง รวมทั้งการตรวจคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (magnetic resonance imaging, MRI) ของอกและท้อง โรงพยาบาล “วชิระ” ก็บอกผู้ป่วยและญาติว่า โรงพยาบาล “วชิระ” ไม่มีอุปกรณ์ที่จะรักษาโรคนี้ได้ จึงให้ส่งตัวไปโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์