คำถาม
ถ้าจะใช้ยาหยอดตา Pilocarpine มาเตรียมเป็นยากินหรือยาหยอดในช่องปากเพื่อจะเพิ่มการหลั่งน้ำลายของผู้ป่วย จะทำได้หรือไม่ และมีวิธีการเตรียมอย่างไร
ข้อมูลเกี่ยวกับคำถาม
วันที่ได้รับคำถาม: 14 ก.ค. 2551
ชื่อสามัญทางยา: Pilocarpine
กลุ่มยา: Cholinergic agonist
หัวข้อสืบค้น (keywords): Pilocarpine, xerostomia, extemporaneous Pilocarpine
ประเภทคำถาม: Formulation
ผู้ถาม: เภสัชกรโรงพยาบาลชุมชน
วัตถุประสงค์การถาม : ใช้ในการปฏิบัติงาน
(ข้อนี้มีคำตอบ 2 แบบ เปรียบเทียบกัน)
คำตอบที่ 1
Pilocarpine เป็น Cholinergic agonist ซึ่งรูปแบบที่มีในท้องตลาดมี 2 dosage form คือ 2% Pilocarpine ophthalmic solution มีข้อบ่งใช้ในการรักษาโรคต้อหิน และ 5 mg Pilocarpine tablet มีข้อบ่งใช้ในการรักษาภาวะ xerostomia (ภาวะน้ำลายในช่องปากมีปริมาณน้อย) โดยสามารถนำ Pilocarpine ในรูปยาหยอดตาใช้เป็นยากินหรือยาหยอดเพิ่มการหลั่งน้ำลายได้ เนื่องจากมีรายงานการศึกษาของ Carr และ Noble เมื่อปี 1988 ในการนำยาหยอดตา Pilocarpine ไปใช้เพื่อใช้รักษาภาวะ xerostomia จากการใช้ radiotherapy ของ head and neck cancer ซึ่ง University of South Carolina เคยใช้วิธีนี้รักษาเมื่อยังไม่มีการผลิต Pilocarpine oral tablet และมีรายงานการศึกษาของ Rhodus และ Schuh ปี 1991ในการนำยาหยอดตา Pilocarpine ไปใช้เพื่อใช้รักษาภาวะ xerostomia จาก Sjögren's syndrome พบว่าการผลิตน้ำลายในผู้ป่วย Sjögren's syndrome เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
วิธีการเตรียม
กรณีใช้รักษาภาวะ xerostomia จากการใช้ radiotherapy ของ head and neck cancer สามารถเตรียมยาโดยหยด 1% Pilocarpine ophthalmic solution 15 หยด (ประมาณ 15 ml ) ผสมกับน้ำ 4 ounce ให้คนไข้ดื่ม (กรณีนี้ในท้องตลาดมีเพียงยาหยอดแบบ 2%)
กรณีใช้รักษาภาวะ xerostomia จาก Sjögren's syndrome นั้น สามารถนำ 2% ophthalmic solution หยอดทางปาก 4 หยด แล้วกลืน วันละ 3 เวลา ซึ่งจะเท่ากับ dose 5 mg ต่อวัน
เอกสารอ้างอิง
1) Nuntavadee Sunthornsaj et al. MIMs Thailand, 110th edition, Bangkok: MediMedia, 2008
2) Charles F. et al., Drug information handbook, 15th edition, United States of America: Lexi-comp, 2007
3) DRUGDEX® System [Internet database]. Greenwood Village, Colo: Thomson Reuters (Healthcare) Inc. Updated periodically.
คำตอบที่ 2 (พร้อมวิธีการสืบค้น)
เริ่มจากการเปิดหนังสือ AHFS
ก่อน โดยเปิดคำว่า Pilocarpine จากในส่วนของ index ข้างหลังเล่ม แต่พบว่าไม่มีข้อบ่งใช้ในการรักษาอาการปากแห้ง ดังนั้นได้เปิดหนังสือ Martindale โดยเปิดคำว่า Pilocarpine จากในส่วนของ index ข้างหลังเล่ม จากนั้นได้เปิดค้นหาในส่วนของคำถามข้อนี้พบว่า เจอคำตอบในหนังสือ Martindale ดังนั้นตอบว่า 1สามารถนำ Pilocarpine
มาเตรียมเป็นยากินหรือยาหยอดในช่องปากเพื่อเพิ่มการหลั่งน้ำลายของผู้ป่วยได้ เนื่องจากในหนังสือกล่าวว่า ยา Pilocarpine HCL สามารถใช้ในการรักษาอาการปากแห้งได้ โดยสาเหตุของการปากแห้งนั้นมาจาก การฉายรังสีในการรักษามะเร็งที่ศีรษะและที่คอ, Autoimmune disease หรือ ยาบางชนิดเช่น ยากลุ่ม Antimuscarinic, Antihistamine, Tricyclic antidepressant และ Diuretics ดังนั้นสามารถใช้ยา Pilocarpine HCL รักษาอาการปากแห้งได้ โดยขนาดยาเริ่มต้นที่แนะนำคือ 5 mg tid จากนั้นถ้าใช้ยานาน 4-8 สัปดาห์แล้วอาการไม่ดีขึ้น อาจพิจารณาปรับขนาดยาเพิ่มได้ ซึ่งขนาดยาสูงสุดคือ 10 mg tid และอาจหยุดการรักษาด้วยยาก็ต่อเมื่อให้ยานาน 3 เดือนแล้วอาการไม่ดีขึ้น นอกจากนี้มีการรักษาโดยไม่ใช้ยา (non pharmacological therapy) ให้เคี้ยวหมากฝรั่งหรือรับประทานผลไม้ที่มีรสเปรี้ยว เพื่อเป็นการกระตุ้นการหลั่งของน้ำลาย หรือใช้น้ำลายเทียม (Artificial saliva products) และมีวิธีการเตรียม Pilocarpine oral solution ดังนี้คือ 2Pilocarpine HCl | 20 - 300 mg |
Benzoic Acid | 100 mg |
Citric Acid | 100 mg |
Disodium hydrogen phosphate | 370 mg |
Sorbitol | 25 g |
Concentrated peppermint water | 2.5 mL |
Purified water | 100 mL |
จากนั้นเมื่อเตรียมเป็นผงยาแล้ว ให้ละลายผงยาในน้ำ 75 mL จากนั้นเติม concentrated peppermint water ผสมให้เข้ากันแล้วปรับปริมาตรด้วยน้ำจนเป็น 100 mL โดยการใช้ Pilocarpine oral solution ในการรักษาอาการปากแห้งนั้น ขนาดยาของ Pilocarpine HCL คือ 5 mg tid ซึ่งตามข้อมูลที่ได้ค้นของ MICROMEDEX® Healthcare พบว่า 5 mg ของ Pilocarpine เทียบเท่ากับ 15 drops (0.5 mL) ของ 1% Pilocarpine HCL ophthalmic solution จากนั้นให้ ผสมกับน้ำ 120 mL แล้วรับประทาน 3 เวลาคือ เช้า เที่ยง และ เย็น
เอกสารอ้างอิง :
1. Sean C Sweetman: Martindale The Complete Drug Referance 34 edition:1494-1496
2. MICROMEDEX® Healthcare Series. Available at: URL: http://www.thomsonhc.com/home/dispatch< [2]. Accessed January 5, 2008