• ขนาดตัวอักษร  Normal size text | Increase text size by 10% | Increase text size by 20% | Increase text size by 30%

กรมควบคุมโรคแนะนำการป้องกันโรคจากเชื้อแบคทีเรียอี-โคไล ชนิดผลิตสารพิษชิก้า Shigatoxin-producing E.coli (STEC)

กรมควบคุมโรคแนะนำ ผู้ป่วยโรคอุจจาระร่วงที่มีประวัติเดินทางมาจากเยอรมัน ให้พบแพทย์อย่าซื้อยากินเองเสี่ยงเสียชีวิต พร้อมแจ้งสถานพยาบาลทุกแห่งให้ระมัดระวังรักษาบุคคลกลุ่มนี้เป็นกรณีพิเศษ สำหรับประชาชนทั่วไปโดยเฉพาะเด็กช่วงนี้เร่งดูแลความสะอาดส่วนบุคคล กินร้อน ช้อนกลาง ล้างมือ

          วันนี้ (2 มิถุนายน 2554) นายแพทย์สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย รองอธิบดีกรมควบคุมโรค แนะนำการป้องกันโรคจากเชื้อแบคทีเรียอี-โคไล ชนิดผลิตสารพิษชิก้า Shigatoxin-producing E.coli (STEC) หลังพบการระบาดเพิ่มขึ้นจากประเทศเยอรมันไปยังประเทศอื่นในยุโรป   และจากรายงานขององค์การอนามัยโลก(ณ วันที่ 27 พ.ค. 2554) พบผู้ป่วยกลุ่มอาการเม็ดเลือดแดงแตกและไตวาย Haemolytic uraemic syndrome (HUS) จำนวน 276 ราย เสียชีวิต 3 ราย ในประเทศเยอรมันส่วนใหญ่อยู่ทางภาคเหนือของประเทศ และพบผู้ป่วย HUS ในประเทศสวีเดน 10 ราย ผู้ป่วยทุกรายในประเทศสวีเดนมีประวัติเดินทางไปประเทศเยอรมัน นอกจากนี้ศูนย์ป้องกันควบคุมโรคแห่งสหภาพยุโรป (European Centre for Disease Prevention and Control; ECDC) แจ้งว่า พบการระบาดของผู้ป่วย HUS อย่างรวดเร็ว จำนวน 15 ราย ในประเทศอังกฤษ เดนมาร์ก สวีเดนและเนเธอแลนด์ ในจำนวนนี้มี 1 รายที่ได้รับการยืนยันเชื้อ STEC O 104 ผู้ป่วยทุกรายมีประวัติเดินทางไปเยอรมัน ผู้ป่วยส่วนใหญ่มีอายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป เพศหญิงป่วยมากกว่าเพศชาย เด็กเล็กหรือผู้สูงอายุ ซึ่งเป็นกลุ่มเสี่ยงสูงต่อโรคอุจจาระร่วงกลับป่วยเล็กน้อย อย่างไรก็ตามองค์การอนามัยโลกยังแนะนำให้ประเทศสมาชิกป้องกันโรคโดยการล้างมือรวมทั้งดูแลความสะอาดในเด็กเล็ก หรือผู้มีภูมิคุ้มกันบกพร่องเป็นพิเศษ ขณะเดียวกันยังไม่แนะนำการจำกัดการเดินทางท่องเที่ยว หรือค้าขายแต่อย่างใด

          โรคอุจจาระร่วงจากเชื้อแบคทีเรียอี-โคไล ชนิด โอ104 ผลิตสารพิษชิก้า (STEC) นี้ มีความรุนแรงมาก ผู้ป่วยจะมีอาการปวดท้อง  ถ่ายเหลว  อาจมีเลือดปน  มีไข้  อาเจียน  ส่วนใหญ่จะหายภายใน  10  วัน  ผู้ป่วยบางรายอาจมีภาวะเม็ดเลือดแดงแตก  และไตวาย  ทำให้เสียชีวิตในที่สุด  อัตราการตายสูงถึงร้อยละ  5  ผู้ป่วยบางรายมีภาวะแทรกซ้อนทางระบบประสาท  เช่น ช็อกหมดสติได้  อย่างไรก็ตามโรคนี้รักษาได้และสามารถป้องกันได้ เชื้อนี้จะถูกทำลายด้วยความร้อนตั้งแต่  70 องศาเซลเซียสขึ้นไป  การป้องกันทำเช่นเดียวกับการป้องกันโรคระบบทางเดินอาหารทั่วๆไป  ได้แก่   ปรุงสุก  อุ่นให้ร้อนก่อนรับประทาน   การรับประทานอาหารร่วมกันให้ใช้ช้อนกลาง   ล้างมือบ่อยๆ   โดยเฉพาะก่อนและหลังการเตรียมอาหารหรือการบริโภคอาหารและหลังจากสัมผัสห้องส้วม  รวมทั้งหลังสัมผัสสัตว์  โดยเฉพาะเด็กเล็กและผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง  ต้องเลือกใช้วัตถุดิบที่สะอาด  สด  ใหม่  ในการประกอบอาหาร  และเก็บถนอมอาหารไว้ในตู้เย็น  ไม่ควรวางอาหารทิ้งไว้ข้างนอกนานเกิน  2  ชั่วโมง

          สำหรับผู้ที่มีประวัติ รับประทานอาหารจากประเทศเยอรมนี  หรือเคยเดินทางไปเยอรมนี  ในช่วงที่เริ่มมีการระบาดถึงปัจจุบัน  ( กลางเดือนพฤษภาคม)  และมีอาการปวดท้อง  ท้องเสีย ถ่ายเป็นเลือดควรรีบไปพบแพทย์ด่วน พร้อมแจ้งประวัติเสี่ยงให้แพทย์ทราบและไม่ควรรับประทานยาระงับการถ่ายอุจจาระหรือยาปฏิชีวนะ  การรับประทานยานี้จะทำให้อาการป่วยแย่ลง

          นายแพทย์สุวรรณชัย  กล่าวต่อว่า  ประชาชนไม่ต้องวิตก  ขณะนี้ยังไม่พบโรคอุจจาระร่วงจากเชื้อ    อีโคไล  ขนิดโอ 104  ในประเทศไทย  แต่กระทรวงสาธารณสุขไม่ได้นิ่งนอนใจ  ได้มีระบบการเฝ้าระวังโรคนี้อย่างเข้ม  ทั้งการเฝ้าระวังด้านระบาดวิทยา  และห้องปฏิบัติการ  รวมทั้งติดตามสถานการณ์จากต่างประเทศอย่างใกล้ชิด  นอกจากนี้ได้แจ้งเตือนสถานพยาบาลให้ระมัดระวังในการรักษาผู้ป่วยโรคอุจจาระร่วงที่มีประวัติเดินทางมาจากประเทศเยอรมนีเป็นพิเศษ

 

แหล่งที่มา: 
กรมควบคุมโรคกระทรวงสาธารณสุข