• ขนาดตัวอักษร  Normal size text | Increase text size by 10% | Increase text size by 20% | Increase text size by 30%

'ใส่แร่รังสี 3 มิติระยะไกล้' พิชิต 'มะเร็งปากมดลูก'

การรักษามะเร็งปากมดลูกมีหลายวิธี ทั้งการผ่าตัด การฉายรังสี การให้เคมีบำบัด แต่การรักษาดังกล่าวอาจจะทำให้เกิดผลข้างเคียงได้ ด้วยการพัฒนาการรักษาที่ไม่หยุดนิ่งผนวกกับเทคโนโลยีอันทันสมัยและทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญที่คอยวางแผนการรักษา ทาง รพ.จุฬาภรณ์ จึงได้ศึกษาค้นคว้าการรักษาที่มีประสิทธิภาพในการรักษาโรคมะเร็งปากมดลูก ที่เรียกว่า “ใส่แร่รังสี 3 มิติระยะใกล้” ส่วนจะเป็นอย่างไรมาฟังคำตอบกัน
  
ศ.นพ.พิทยภูมิ ภัทรนุธาพร รักษาการ ผอ.รพ.จุฬาภรณ์ อธิบายว่า สถานการณ์มะเร็งปากมดลูกในปัจจุบันทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ จนน่าตกใจ ทั้งที่มีการรณรงค์ให้ผู้หญิงไทยไปตรวจภายในเพื่อคัดกรองมะเร็งปากมดลูกอย่างสม่ำเสมอปีละครั้ง แต่ก็พบผู้ป่วยมะเร็งปากมดลูกเพิ่มขึ้นมากกว่าปีละ 6,000-7,000 ราย เนื่องจากมะเร็งปากมดลูกในระยะเริ่มแรกมักจะไม่แสดงอาการใดจนกว่าจะถึงขั้นลุกลามและยากต่อการเยียวยา
  
ในการรักษาโรคมะเร็ง เรามักคุ้นเคยกับการผ่าตัด การให้ยาเคมีบำบัด แต่ “การฉายรังสี” หรือ “ฉายแสง” เป็นวิธีการรักษาถึง 2 ใน 3 ของผู้ป่วยโรคมะเร็ง การฉายรังสีแบ่งออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ ๆ คือ 1. การฉายรังสีจากภายนอก คือ มีเครื่องกำเนิดรังสีอยู่นอกตัว โดยเครื่องกำเนิดรังสีจะอยู่ห่างจากตัวผู้ป่วยประมาณ 1 เมตร เช่น การรักษามะเร็งศีรษะและลำคอ ที่สมอง กล่องเสียง หลอดอาหาร 2. การรักษาด้วยรังสีระยะใกล้ หรือที่เรียกกันทั่วไปว่าการใส่แร่ โดยที่ สารกัมมันตรังสี หรือ ตัวกำเนิดรังสีหรือแร่จะอยู่ชิดติดกับก้อนมะเร็ง เหมาะสำหรับอวัยวะที่เป็นโพรง เช่น โพรงมดลูก โพรงหลังจมูก ปอด หลอดอาหาร ทางเดินน้ำดี แร่ หรือ สารกัมมันตรังสี ที่ใส่เข้าไปในช่องคลอดและโพรงมดลูก คือ อิริเดียม-192 จะปล่อยพลังงานทำลายเซลล์มะเร็ง ทั้งนี้อิริเดียม 1 เม็ดจะใช้งานประมาณ 3 เดือน รักษากี่คนก็ได้ หลังจาก 3 เดือนก็เปลี่ยนเม็ดใหม่
  
การรักษาโรคมะเร็งปากมดลูกที่เรียกว่า ’ใส่แร่รังสี 3 มิติ ระยะใกล้“ จะใช้ร่วมกับการฉายรังสีจากภายนอกไปที่บริเวณอุ้งเชิงกราน โดยการใส่แร่เข้าไปในช่องคลอดและในโพรงมดลูก เพื่อทำลายก้อนมะเร็งของปากมดลูก เป็นการให้รังสีเฉพาะที่ วิธีการนี้จะทำให้รังสีปริมาณสูงมากที่ตัวโพรงมดลูก ปากมดลูก ช่องคลอดส่วนบน และรอบ ๆ ตัวปากมดลูก ซึ่งเป็นเนื้อเยื่อที่ทนรังสีได้ดีอยู่แล้ว ขณะเดียวกันลำไส้ตรงกระเพาะปัสสาวะ ลำไส้เล็ก และหลอดไต จะได้รับรังสีในปริมาณน้อย โดยสามารถรักษามะเร็งได้ตั้งแต่ระยะที่ 1-4
  
มะเร็งปากมดลูกในระยะที่ 1 รอยโรคจะอยู่ในปากมดลูก ไม่ออกไปข้างนอก โอกาสหายมากกว่า 90% ระยะที่ 2 จากปากมดลูกไปที่ช่องคลอด และลามออกข้าง ๆ ช่องคลอดเล็กน้อย โอกาสหายประมาณ 70-80% ระยะ 3 ออกจากช่องคลอดและก้อนมะเร็งกินเกือบตลอดช่องคลอด โรคลุกลามเยอะ โอกาสหาย 50-60% ส่วนระยะที่ 4 มะเร็งกินกระเพาะปัสสาวะ ลำไส้ใหญ่ หรือ กระจายทั่วตัว การรักษาในระยะนี้ขึ้นอยู่กับว่าลุกลามไปมากน้อยเพียงใด
  
ศ.นพ.พิทยภูมิ กล่าวว่า ในอดีตการวางแผนการรักษาจะเป็นแบบ 2 มิติ คือ ใช้เอกซเรย์ทั่วไป ดู แต่จะไม่เห็นว่าก้อนเนื้องอกอยู่ตรงไหน ใช้การคาดคะเนเอาว่า ระยะที่ควรจะครอบคลุมมะเร็งน่าจะออกจากแกนกลางประมาณ 2 เซนติเมตร ซึ่งผลการรักษามีข้อเสียคือ ในผู้ป่วยบางราย ปริมาณรังสีอาจไม่ครอบคลุมเนื้องอกทั้งหมด เนื่องจากเนื้องอกที่เกินไปจากบริเวณดังกล่าวอาจจะได้ปริมาณรังสีต่ำ  ในขณะเดียวกัน บางส่วนที่เป็นเนื้อเยื่อปกติ อาจได้ปริมาณรังสีสูงโดยไม่จำเป็น ที่อาจจะเกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น ถ่ายปัสสาวะเป็นเลือด อุจจาระเป็นเลือด แต่ปัจจุบันเป็นแบบ 3 มิติ ที่ใช้ ซีทีสแกน หรือเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ ในการกำหนดขอบเขตรอยโรค จะได้ภาพเป็น 3 มิติ ทำให้การรักษาได้แม่นยำมากขึ้น
  
สำหรับขั้นตอนการรักษา ในขั้นตอนแรกจะต้องทำการวัดตำแหน่งของเซลล์มะเร็ง เพื่อทราบขนาดและตำแหน่งที่แน่ชัด โดยจะใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ซึ่งถูกออกแบบมาเฉพาะ ในการกำหนดตำแหน่งเม็ดแร่ และตำแหน่งเข็ม เพื่อให้ได้รับปริมาณรังสีเท่าที่แพทย์ต้องการ ด้วยเครื่องมือยิงแร่เข้าไปแต่ละตำแหน่งตามโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่กำหนดไว้ ทำให้มีความแม่นยำ ปลอดภัย และมีประสิทธิภาพสูงสุดในการรักษา วิธีนี้จะช่วยลดปริมาณรังสีที่จะกระจายไปยังอวัยวะข้างเคียง ลดภาวะแทรกซ้อนจากการรักษา อีกทั้งยังใช้ระยะเวลารักษาไม่นานประมาณ 10 นาที ไม่ต้องนอนพักฟื้นในโรงพยาบาล เมื่อได้รับการรักษาเสร็จก็สามารถกลับบ้านได้ โดยส่วนใหญ่จะทำสัปดาห์ละครั้ง โดยผู้ป่วย 1 รายจะได้รับการรักษาโดยการใส่แร่ทั้งหมดประมาณ 4 ครั้ง
  
ผลข้างเคียงจากการฉายรังสีระยะใกล้ร่วมกับการฉายรังสีจากภายนอก ในอดีตจะมีอาการถ่ายปัสสาวะหรืออุจจาระเป็นเลือดสูง แต่ปัจจุบันใช้เทคนิคที่ดีขึ้น ผลเสียเหล่านี้จะลดลงไปเรื่อย ๆ ต่ำกว่า 5% ซึ่งเป็นธรรมดาจะมีคนที่กลัวการฉายรังสีอยู่แล้ว แต่ก่อนรักษาจะมีการอธิบายให้ผู้ป่วยเข้าใจก่อนทุกครั้ง
  
ปัจจุบันมีการฉายรังสีรักษาสูงขึ้น เพราะไม่ต้องผ่าตัด และเพื่อสามารถรักษาอวัยวะเอาไว้ เช่น มะเร็งเต้านม เมื่อก่อนจะผ่าตัดเต้านมทิ้งเลย แต่ปัจจุบันตัดแค่ก้อน แล้วมาฉายรังสี หรือมะเร็งกระเพาะปัสสาวะ แทนที่จะตัดกระเพาะปัสสาวะทิ้ง ปัจจุบันก็ใช้รังสีและยาเพื่อที่จะรักษากระเพาะปัสสาวะไว้ ดังนั้นบทบาทของการฉายรังสีจะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เนื่องจากเทคโนโลยีในการตรวจหารอยโรคได้ดีขึ้น เพราะมีเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ เอ็ม อาร์ไอ เพทสแกน การฉายรังสีให้ถูกตำแหน่งจึงง่ายมาก โดยที่เนื้อเยื่อปกติไม่โดน ความปลอดภัยสูงขึ้น โอกาสหายก็สูงขึ้น.

นวพรรษ บุญชาญ

แหล่งที่มา: 
เดลินิวส์-x-ray-สุขภาพ