รศ.ดร.นพ.ภัทรชัย กีรติสิน ภาควิชาจุลชีววิทยา:บทความ
นิษฐ์ภัสสร ห่อเนาวรัตน์ : เรียบเรียง
ข่าวการแพร่ระบาดของเชื้ออี.โคไล ทำให้มีผู้ติดเชื้อมากกว่า 3,400 คน ในประเทศเยอรมนี และประเทศอื่นๆ ในยุโรป ซึ่งมีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 39 คน ในขณะนี้ (ข้อมูลเมื่อ 15 มิ.ย.54) แต่ประเทศไทยจะเกิดเหตุการณ์นี้หรือไม่ พบคำตอบจากนี้ครับ
เชื้ออี.โคไล (E.coli) เป็นแบคทีเรียชนิดหนึ่ง ปกติพบอาศัยอยู่ในทางเดินอาหารส่วนลำไส้ของคนและสัตว์ โดยเฉพาะสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม สัตว์เลื้อยคลาน และนก ซึ่งเชื้ออี.โคไลนี้ มีอยู่หลายสายพันธุ์ สายพันธุ์ที่อาศัยอยู่ในลำไส้ของคนและสัตว์นั้น มักไม่ก่อให้เกิดโรค สายพันธุ์ที่ก่อโรคในคนได้ มีตั้งแต่ที่ก่อโรคไม่รุนแรง เช่น โรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบ และอาหารเป็นพิษ ไปจนถึงที่ก่อโรครุนแรง เช่น เยื่อหุ้มสมองอักเสบและติดเชื้อในกระแสเลือด สำหรับสายพันธุ์ของเชื้ออี.โคไล กลุ่มอีเฮค (EHEC) หรือ เอนเตอโรฮีโมราจิคอีโคไล (Enterohemorrhagic E.coli) ที่พบกำลังแพร่ระบาดอย่างรวดเร็วในแถบยุโรป ขณะนี้เป็นกลุ่มที่ก่อโรคในทางเดินอาหารที่สามารถก่อให้เกิดอาการที่รุนแรงจนถึงเสียชีวิตได้ ซึ่งก่อนหน้านี้เชื้ออีเฮคเคยระบาดมาแล้วที่ประเทศญี่ปุ่นและสหรัฐอเมริกา
โดยปกติแล้วจะพบเชื้ออี.โคไลได้ในสิ่งแวดล้อมทั่วไป โดยเฉพาะในมูลสัตว์ และส่วนใหญ่แพร่สู่คนได้ทางการรับประทานอาหาร หรือเครื่องดื่มที่มีเชื้อปนเปื้อนอยู่ พบเชื้อได้ในอาหารที่ได้รับการปรุงไม่ถูกสุขลักษณะ เช่น เนื้อหรือผักดิบ ปรุงไม่สุก รวมถึงนมและน้ำที่ไม่ผ่านกรรมวิธีฆ่าเชื้อด้วยความร้อนอย่างเหมาะสม นอกจากนี้ การปนเปื้อนของเชื้อโรคจากอุจจาระสู่อาหารและน้ำ อาจเกิดขึ้นได้ระหว่างการเตรียมและการปรุงอาหารได้เช่นกัน
ลักษณะอาการของผู้ที่ได้รับเชื้อกลุ่มอีเฮค มีความหลากหลาย ตั้งแต่ท้องร่วงเป็นน้ำที่ไม่รุนแรง หายได้เอง จนทำให้เกิดภาวะลำไส้อักเสบเป็นแผล ถ่ายอุจจาระเหลวปนมูกเลือด ปวดเกร็งท้อง อาเจียน อาจมีไข้ร่วมด้วย เนื่องจากเชื้อสามารถทนความเป็นกรดได้สูง จึงทำให้เชื้อผ่านบริเวณกระเพาะอาหาร ซึ่งเป็นกรดไปก่อโรคในลำไส้ได้ คุณสมบัติในการก่อโรคที่สำคัญของเชื้อกลุ่มอีเฮค คือ สามารถสร้างและปล่อยสารพิษ ชิกา (Shiga toxin) ออกมา สารพิษชิกาจะสามารถเข้าสู่กระแสเลือด และไปทำลายเม็ดเลือดแดงและเกร็ดเลือด ทำให้ผู้ป่วยเกิดภาวะซีดและเลือดออกง่าย รวมถึงทำลายเซลล์ไต ทำให้เกิดภาวะไตวายเฉียบพลันและเสียชีวิตได้อย่างรวดเร็ว
ยิ่งกว่านั้น ยังพบว่าปริมาณเชื้อกลุ่มอีเฮคที่ก่อโรคได้นั้นอยู่ในระดับต่ำมากเพียง 10-100 เซลล์เท่านั้น ซึ่งหากเปรียบเทียบกับเชื้อก่อโรคในทางเดินอาหารทั่วไป มักต้องมีเชื้อในปริมาณมากกว่า 1 ล้านเซลล์ สำหรับระยะฟักตัวของเชื้อกลุ่มอีเฮคนี้ เฉลี่ยประมาณ 3-4 วัน (อาจแตกต่างกันได้ตั้งแต่ 2 วันถึงหลายสัปดาห์) ในผู้ป่วยที่ติดเชื้อ แพทย์จะให้การรักษาตามอาการ เช่น ให้น้ำเกลือทดแทนการสูญเสียน้ำในร่างกาย ร่วมกับการให้ยาฆ่าเชื้อหากมีอาการรุนแรง ผู้ป่วยที่มีอาการท้องร่วงรุนแรง หรือมีอาการปวดเกร็งท้องร่วมกับถ่ายปนมูกเลือด ควรรีบปรึกษาแพทย์
แม้ขณะนี้จะยังไม่พบเชื้ออีโคไลกลุ่มอีเฮคระบาดในประเทศไทย และพบก่อโรคในคนไทยได้น้อยมาก แต่ควรระมัดระวังและเตรียมพร้อม การป้องกันที่ดีที่สุด คือ รับประทานอาหารที่ปรุงสุกถูกสุขลักษณะ เนื่องจากเชื้อจะถูกทำลาย ด้วยความร้อนที่อุณหภูมิ 70 องศาเซลเซียส ขึ้นไป และล้างมือให้สะอาดเป็นประจำ หากสงสัยว่าจะติดเชื้อควรรีบพบแพทย์ ไม่ควรซื้อยารับประทานเอง รวมทั้งรักษาสุขอนามัยเรื่องอาหาร เช่น ผัก ผลไม้ และน้ำดื่ม ตลอดจนความสะอาดของภาชนะที่ใช้ เพื่อลดการติดเชื้อหรือการแพร่กระจายสู่ผู้อื่น
- Login to post comments
- อ่าน 878 ครั้ง
พิมพ์หน้านี้



