
คุณยายสะอาด อายุ 80 ปี ลื่นล้มตะโพกกระแทกพื้น มีอาการปวดตะโพกมากลุกเดินไม่ได้ ญาติพาส่งโรงพยาบาล เอกซเรย์แล้ว คุณหมอบอกว่า “กระดูกตะโพกหัก” ญาติพากันตกใจ เป็นไปได้อย่างไร คุณหมออธิบายว่า การล้มแม้เพียงเล็กน้อย ก็สามารถ ก่อให้เกิดการหักของกระดูกได้ อันเนื่องมาจากคุณยายเป็นโรคกระดูกพรุน มีทางเลือกสำหรับการรักษา 2 แบบ คือ
1. แบบอนุรักษ์ หรือแบบไม่ผ่าตัด โดยใช้วิธีถ่วงน้ำหนักที่ขาเป็นระยะเวลานานประมาณ 2– 3 เดือน อาจกระทำได้ในกรณีที่ผู้ป่วยอายุน้อยกว่า 65 ปี เป็นการหักของตะโพกแบบไม่สมบูรณ์ และไม่มีการเคลื่อนหลุดของกระดูกออกจากกัน อย่างไรก็ตาม ผลการรักษาไม่ค่อยดีนัก เนื่องจากกระดูกที่หักมีโอกาสเคลื่อนหลุดได้สูง และการหักเกิดขึ้นในข้อตะโพก โอกาสการเชื่อมติดของกระดูกจึงเกิดขึ้นได้ค่อนข้างยาก อีกทั้งผลแทรกซ้อนที่ตามมาได้แก่ การเกิดลิ่มเลือดอุดตันในระบบหลอดเลือดและการหายใจจากการนอนเป็นระยะเวลานาน การติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะในกระแสเลือด การเกิดแผลกดทับ ความเจ็บปวดจากการดูแล การขยับตัว การพลิกตัว เป็นต้น ยังไม่นับรวมความทุกข์ทรมานทางด้านจิตใจ ไม่แต่เฉพาะตัวผู้ป่วยเอง แต่กับทุก ๆ คนในครอบครัว จากการศึกษาพบว่าผู้ป่วยตะโพกหัก 2 ใน 5 ราย มักเสียชีวิตต่อมาภายในเวลา 1 ปี อันเนื่องมาจากคุณภาพชีวิตที่ด้อยลง อาจเป็นสาเหตุที่ทำให้มีอัตราเสี่ยงต่อการเสียชีวิตสูงมาก
2. การรักษาแบบผ่าตัด ทำให้ผู้ป่วยสามารถกลับมาใช้ชีวิตตามปกติได้เร็ววันขึ้น ข้อแทรกซ้อนที่จะเกิดขึ้นลดลงได้มาก หากการผ่าตัดสามารถกระทำได้รวดเร็วภายใน 24–48 ชั่วโมง การเตรียมตัวเพื่อการผ่าตัดที่เนิ่นนานไปอาจก่อให้เกิดปัญหาตามกล่าวมาข้างต้น สำหรับการผ่าตัดสามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ประเภท ตามตำแหน่งการหัก ได้ดังนี้ (ดังรูป)
กระดูกคอตะโพกหักแบบไม่เคลื่อน มักใช้การยึดสกรูที่คอกระดูก
กระดูกคอตะโพกหัก มีการเคลื่อนหลุด มักใช้วิธีการเปลี่ยนข้อเทียม
กระดูกหักบริเวณต่ำกว่าคอกระดูกลง มา ทำการผ่าตัดโดยการยึดตรึงด้วยโลหะชนิดพิเศษ
เมื่อทำการรักษากระดูกที่หักเป็นที่เรียบร้อยแล้ว สิ่งที่ต้องพึงระลึกไว้เสมอ คือ การป้องกันไม่ให้เกิดการหักของกระดูกตะโพกอีกข้าง รวมถึงการหักในตำแหน่งอื่น ๆเช่น กระดูกสันหลัง กระดูกข้อมือ กระดูกเชิงกราน ดังนั้นในผู้ป่วยทุกรายที่มีการหักของกระดูกเกิดขึ้นแล้วจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการเสริมสร้างแคลเซียมให้กับร่างกาย กระดูก โดยการทานนม หรือผลิตภัณฑ์จากนม แคลเซียม วิตามิน รวมถึงยาเสริมกระดูก
กล่าวโดยสรุป การป้องกันไม่ให้เกิดการหักของกระดูก ย่อมเป็นวิธีที่ดีที่สุด หากเรามีความเข้าใจเรื่องโรคกระดูกพรุนและผลเสียที่ตามมาจากโรคนี้ จะทำให้เรามีความตื่นตัว ตระหนักถึงอันตรายของโรค สามารถเฝ้าระวัง ป้องกันและเข้ารับการรักษาได้แต่เนิ่น ๆ เพื่อเราจะได้มีชีวิตที่ยืนยาวอย่างมีคุณภาพ
ข้อมูลจาก ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นายแพทย์จิระเดช ตุงคะเศรณี ศูนย์กล้ามเนื้อกระดูกและข้อ โรงพยาบาลพญาไท 2/ http://www.phyathai.com<
นายแพทย์สุรพงษ์ อำพันวงษ์
- Login to post comments
- อ่าน 1 ครั้ง
พิมพ์หน้านี้



