• ขนาดตัวอักษร  Normal size text | Increase text size by 10% | Increase text size by 20% | Increase text size by 30%

'อัมพาตของขาที่เกิดจากโรคหลอดเลือดแดงใหญ่ในทรวงอก'

คนไข้ที่มาโรงพยาบาลด้วยโรคอัมพาตของขามีสาเหตุหลายประการ อาจเป็นโรคของไขสันหลัง เช่น เนื้องอก การขาดเลือด การอักเสบจากเชื้อไวรัส มะเร็งและเนื้องอกของระบบประสาท หรืออาจเป็นสาเหตุจากโรคของกระดูกสันหลังและหมอนรองกระดูกสันหลัง แต่มีสาเหตุหนึ่งที่พบได้น้อยและอาจเป็นอันตรายมาก ไม่เพียงแต่ทำให้เป็นอัมพาตของขาตลอดชีวิต แต่อาจทำให้เสียชีวิตถ้าหากรักษาไม่ทันท่วงที โรคนี้คือการเซาะของผนังหลอดเลือดแดงใหญ่ในทรวงอก
   
คนไข้มีอาการปวดหลังมาก่อน ปวดรุนแรงมากจนยาแก้ปวดกลุ่มมอร์ฟีนอาจไม่สามารถทำให้หายเจ็บปวดได้ อาการปวดมักเป็นทันทีทันใด เริ่มที่หน้าอกหรือหลังส่วนบนระหว่างกระดูกสะบักทั้งสองข้าง อาการปวดรู้สึกเหมือนมีการฉีกขาดในร่างกาย และมีการร้าวมาที่หลังส่วนล่าง ที่เอวและไปที่ขาทั้งสองข้าง พร้อมกับอาการปวดคนไข้ก็มีการอ่อนแรงที่ขา สาเหตุของการอ่อนแรงมีสองกลไก คือ การเซาะของเลือดเข้าไปในผนังหลอดเลือดแดงใหญ่ทำให้เส้นเลือดที่ไปเลี้ยงไขสันหลังส่วนเอวอุดตัน ไขสันหลังส่วนเอวและส่วนปลายสุดก็จะขาดเลือด โดยเฉพาะบริเวณไขสันหลังที่ควบคุมการทำงานของกล้ามเนื้อของขาสองข้าง คนไข้จะเป็นอัมพาต ขยับขาไม่ได้ แต่คนไข้ยังมีประสาทสัมผัสที่ขาเป็นปกติ
   
อีกกลไกหนึ่งคือ การเซาะนี้จะปิดไม่ให้เลือดไหลมาที่ขาสองข้าง คนไข้จะมีอาการปวดขา ขาเย็นทั้งสองข้าง ต่อมาขาขยับไม่ได้ ถ้าสัมผัสจะพบว่าผิวหนังที่ขาจะเย็นและซีด คลำชีพจรที่ขาหนีบทั้งสองข้างไม่ได้ ในที่สุดกล้ามเนื้อของขาจะตายเพราะขาดเลือด ถ้าหากรักษาโดยการแก้สาเหตุการอุดตันของเส้นเลือดแดง เลือดมาเลี้ยงขาได้ แต่จะนำของเสียที่สะสมในกล้ามเนื้อและเนื้อเยื่อกลับเข้ากระแสโลหิต โดยเฉพาะกรด และโปตัสเซียม ทำให้โลหิตเป็นกรด สารที่เกิดจากการสลายของกล้ามเนื้อจะเป็นพิษต่อไต ปัสสาวะจะเป็นสีแดง และพิษนี้จะทำให้ไตวาย โปตัสเซียมจะเข้าไปที่หัวใจ ทำให้หัวใจหยุดเต้น คนไข้ก็จะเสียชีวิต โดยปกติเรามีเวลาเพียง 4 ชั่วโมงหลังจากการอุดตันของเส้นเลือดแดงของขาที่จะแก้ปัญหาอุดตัน นำเลือดมาเลี้ยงขา ก่อนที่กล้ามเนื้อจะตาย และนอกจากเสียขาแล้วยังอาจเสียชีวิตด้วย
   
คนไข้ที่เป็นโรคเลือดเซาะเข้าไปในผนังหลอดเลือดแดงใหญ่มักมีความดันโลหิตสูง มักรักษาด้วยยาไม่สม่ำเสมอ คนไข้ไม่มีอาการแม้ความดันสูง แต่เสี่ยงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อนหลายอย่าง และที่เป็นอันตรายที่สุดคือเลือดเซาะเข้าผนังหลอดเลือดแดงใหญ่ คนไข้มีอาการเจ็บหน้าอกทันที รุนแรง เหมือนมีการฉีกขาดในร่างกาย อาจปวดมากจนเป็นลมไม่รู้สึกตัว โรคนี้มีอัตราเสียชีวิตสูงมากคือ 1% ต่อชั่วโมงถ้าเป็นการเซาะในหลอดเลือดแดงส่วนที่ติดกับหัวใจ แต่ถ้าเป็นหลอดเลือดแดงส่วนที่ 3 ที่อยู่ในทรวงอกซ้าย อัตราตายจะลดลง คืออาจเสียชีวิตได้ประมาณ 15% ถ้าหากวินิจฉัยและรักษาด้วยยาและการผ่าตัดไม่ทัน การวินิจฉัยนอกจากประวัติอาการเจ็บป่วยดังกล่าวแล้ว สิ่งที่ช่วยมากคือการตรวจด้วยเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ โดยต้องฉีดสารทึบแสง จะช่วยวินิจฉัยได้แม่นยำว่าเป็นโรคนี้จริงไหม และเป็นกลุ่มที่รุนแรงมากหรือรุนแรงน้อยกว่า แล้วแต่ว่าโรคเป็นที่หลอดเลือดแดงใหญ่ส่วนต้นที่ติดกับหัวใจหรือไม่
   
การวินิจฉัยโรคให้ถูกต้องเป็นปัจจัยที่สำคัญที่ช่วยชีวิตคนไข้ ถ้าวินิจฉัยได้แล้วการรักษามีได้ 3 ทางคือ
  
1.    การรักษาด้วยยาลดความดันโลหิตและยาลดการเต้นของหัวใจ ทำให้หัวใจเต้นช้าลง ลดการเซาะของเลือดเข้าไปในผนังหลอดเลือดแดงใหญ่
  
2.    การรักษาด้วยการใส่ขดลวดเข้าไปปิดส่วนที่เป็นจุดเริ่มต้นของการเซาะ ใช้กับโรคในกลุ่มที่ 2 คือ ห่างจากหัวใจ แต่มีภาวะแทรกซ้อนเกิดขึ้นเช่น มีอาการปวดหลังไม่ดีขึ้นหลังคุมความดันโลหิตได้แล้ว หรือมีเลือดออกในทรวงอก หลอดเลือดแดงใหญ่โป่งพองมากเสี่ยงต่อการแตก หรือมีการปิดแขนงสำคัญของหลอดเลือดแดงใหญ่ทำให้เกิดการขาดเลือดของอวัยวะทั้งในช่องท้อง เช่น ตับ ไต ลำไส้ ของขาสองข้าง ของไขสันหลัง
  
3.    การรักษาโดยการผ่าตัดแบบเปิด เพื่อตัดรอยเริ่มฉีกขาดออก เย็บซ่อมผนังหลอดเลือดแดงส่วนที่ปริแยก และใช้หลอดเลือดเทียมทดแทน การรักษาด้วยวิธีนี้เป็นมาตรฐานในคนไข้ที่มีการเซาะของหลอดเลือดแดงใหญ่ส่วนต้น คนไข้พวกนี้จะเสียชีวิตจากสาเหตุสำคัญ 3 ประการคือ กล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน ลิ้นหัวใจรั่ว ทำให้หัวใจวาย และมีเลือดออกในช่องเยื่อบุหัวใจทำให้หัวใจคลายตัวไม่ได้ เลือดไม่สามารถกลับเข้าหัวใจห้องขวาบน และห้องซ้ายบนได้ สำหรับคนไข้ที่มีการเซาะในหลอดเลือดแดงใหญ่ส่วนที่อยู่ทรวงอกซ้ายมักรักษาด้วยการใส่ขดลวดเป็นหลัก ยกเว้นไม่สามารถทำได้เช่นมีหลอดเลือดแดงที่ขาหนีบเล็กเกินกว่าที่จะผ่านขดลวดขึ้นไปได้ ก็อาจต้องรักษาด้วยการผ่าตัดแบบเปิด
  
ในคนไข้ที่มาด้วยอัมพาตของขาสองข้าง อาจเกิดการวินิจฉัยผิดพลาดได้ง่าย เพราะ โรคที่พบน้อยคือการเซาะของหลอดเลือดแดงใหญ่ เป็นโรคที่เป็นอันตรายสูง และทำให้คนไข้เสียชีวิตในเวลาอันรวดเร็วถ้าหากวินิจฉัยและรักษาไม่ทันท่วงที เพราะเวลาที่สามารถช่วยชีวิตคนไข้ได้มีเพียง 4 ชั่วโมง หลังจากที่เริ่มเป็นอัมพาต
  
รองศาสตราจารย์ นายแพทย์ กิตติชัย เหลืองทวีบุญ หน่วยศัลยศาสตร์ทรวงอก คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย/ที่ปรึกษาศัลยแพทย์ทรวงอกโรงพยาบาลพญาไท 2 / http://www.phyathai.com<

นายแพทย์สุรพงศ์ อำพันวงษ์
 

แหล่งที่มา: 
เดลินิวส์-ชีวิตและสุขภาพ 15 พฤษภาคม 2554