• ขนาดตัวอักษร  Normal size text | Increase text size by 10% | Increase text size by 20% | Increase text size by 30%

ภาวะความไม่พอใจในเพศตัวเอง

บางคนเกิดมาไม่พอใจในเพศของตัวเองผู้หญิงอยากเป็นผู้ชายในขณะที่ผู้ชายก็อยากเป็นผู้หญิงทำให้การแสดงออก การพูดการจา รวมถึงการแต่งกาย ผิดไปจากเพศของตัวเอง
  
เกี่ยวกับเรื่องนี้ พญ.กมลพร วรรณฤทธิ์ จิตแพทย์ รพ.ศิริราช อธิบายว่า ความไม่พอใจในเพศของตัวเอง เป็นภาวะที่ผู้ชายจะไม่พอใจในเพศตัวเองอยากเป็นผู้หญิง ส่วนผู้หญิงก็อยากเป็นเพศชาย  ถ้าภาวะนี้มีความรุนแรงมากจนผู้นั้นรังเกียจอวัยวะเพศตนเอง ต้องการกำจัดออกหรือแปลงเพศ  เรียกว่า “โรคทรานส์เซ็กชวล”  จากตัวเลขทางสถิติจะพบว่า ผู้ชายเป็นโรคนี้มากกว่าผู้หญิง 3-5 เท่า โดยในผู้ชายพบได้ประมาณ 1 คนใน 3 หมื่นคน ส่วนในผู้หญิงพบได้ประมาณ 1 คนใน 1 แสนคน
  
 ภาวะความไม่พอใจในเพศของตัวเอง มีสาเหตุมาจากหลายปัจจัยด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็น ปัจจัยทางด้านกายภาพ เช่น หากในช่วงที่คุณแม่ตั้งครรภ์มีความผิดปกติของฮอร์โมนแอนโดรเจนต่ำ ถ้าลูกเป็นผู้ชายโตขึ้นอาจจะมีแนวโน้มแสดงออกเป็นผู้หญิง นอกจากนี้ยังขึ้นอยู่กับปัจจัยการเลี้ยงดู  สิ่งแวดล้อม  เช่น คุณพ่อมีความก้าวร้าวเป็นตัวอย่างที่ไม่ดี ลูกชายอาจกลัวและห่างพ่อทำให้มีแนวโน้มที่จะเลียนแบบพฤติกรรมของแม่
  
ส่วนที่มีคำถามบ่อยเหมือนกันว่า พันธุกรรมเกี่ยวข้องหรือไม่ ทุกวันนี้ผลการศึกษาวิจัยก็ยังไม่มีหลักฐานว่าเกี่ยวข้องกับพันธุกรรมแต่อย่างใด
  
สำหรับการแสดงออกของภาวะดังกล่าว คือ ไม่พอใจในเพศตัวเอง และจะมีรูปแบบวิถีการดำเนินชีวิตเป็นเพศตรงข้าม มีความต้องการเป็นอีกเพศ และสุดท้ายอาจจะต้องการแปลงเพศ
  
คนที่ต้องการแปลงเพศ และมาพบจิตแพทย์ ทางจิตแพทย์อย่างน้อย 2 คนจะต้องประเมินทางจิตเวช เพื่อลงความเห็นว่าผู้นั้นป่วยเป็นโรทรานส์เซ็กชวล และสมควรจะได้รับการบำบัดรักษาด้วยการผ่าตัดแปลงเพศหรือไม่ โดยจะมีการทำงานเป็นทีมร่วมกับแพทย์ ในสาขาวิชาชีพอื่นด้วย เช่น ศัลย แพทย์สาขาศัลยกรรมตกแต่งเฉพาะทาง  หรือแพทย์อายุรศาสตร์ต่อมไร้ท่อ เป็นต้น
  
ผู้ป่วยโรคนี้ที่เป็นชาย ส่วนใหญ่ดูจากรูปลักษณ์ภายนอกเขาจะดูเหมือนผู้หญิงทุกประการ ไม่ว่าจะเป็นลักษณะการแต่งกาย กิริยาท่าทาง เพราะก่อนที่จะมาพบจิตแพทย์  ส่วนใหญ่เขาจะดำเนินชีวิตเป็นผู้หญิงมาแล้วมีการรับประทานฮอร์โมนเพศหญิงให้มีเต้านม
  
จากการซักประวัติหลายคนพบว่า จะเริ่มใช้ฮอร์โมนตั้งแต่อายุน้อย คือ ตั้งแต่เรียนมัธยมต้น  บางคนก็เริ่มตั้งแต่ ป. 5- ป. 6 บางคนไปซื้อฮอร์โมนร่วมกับกลุ่มเพื่อนแล้วมารับประทานด้วยกัน หรือบางคนก็ใช้วิธีฉีดฮอร์โมนเอสโตรเจน
  
จากการสอบถามผู้ป่วยบางรายก็รับประทานฮอร์โมน แต่บางคนฉีดฮอร์โมนเอส โตรเจนทุกสัปดาห์ก็มี ตรงนี้อยากจะบอกว่า ค่อนข้างจะเป็นอันตรายมาก เพราะการฉีดฮอร์โมนเอสโตรเจนอาจทำให้เกิดลิ่มเลือดอุดตัน เป็นอัมพฤกษ์อัมพาตได้ หรือการใช้ติดต่อกันเป็นระยะเวลานานอาจจะเพิ่มความเสี่ยงในการเป็นเนื้องอก หรือมะเร็งเต้านมได้ นอกจากนี้จะมีผลต่อจิตใจ คือฮอร์โมนจะส่งผลต่ออารมณ์ อาจทำให้อารมณ์เปลี่ยนแปลง หงุดหงิด ขึ้น ๆลง ๆ ได้ ดังนั้นถ้าคนไข้เข้าสู่กระบวนการรักษาแล้ว จิตแพทย์จะแนะนำให้ผู้ป่วยไปปรึกษาแพทย์ต่อมไร้ท่อ เพื่อให้ข้อมูลเรื่องการใช้ฮอร์โมนว่ามีผลต่อร่างกายอย่างไร ดังนั้นถ้ามีภาวะความไม่พอใจในเพศของตัวเองและคิดจะใช้ฮอร์โมน ทางที่ดีควรเข้าสู่กระบวนการรักษาดีกว่า เพื่อความปลอดภัยของตัวคุณเอง      

พญ.กมลพร กล่าวว่าบทบาทของจิตแพทย์ คือจะทำการประเมินและวินิจฉัยว่า คนที่มาพบเรานั้น เป็นโรคทรานส์เซ็กชวล จริง  ๆ หรือไม่ หรือว่าเป็นภาวะอย่างอื่น เช่น ภาวะเพศกำกวม ซึ่งเป็นความผิดปกติของโครโมโซม หรือเป็นความผิดปกติด้านจิตใจด้านอื่น ๆ เช่น เป็นโรคจิตเภท ที่มีอาการหลงผิด คิดว่าตัวเองเป็นอีกคนหนึ่งอีกเพศหนึ่ง ซึ่งโรคเหล่านี้สามารถบำบัดรักษาได้ด้วยวิธีอื่น ไม่ต้องแปลงเพศ
  
วิธีการประเมินและวินิจฉัยโรคนี้ ใช้การซักประวัติ เรื่องการเลี้ยงดู นิสัยใจคอ กลุ่มเพื่อนเล่น กิจกรรมยามว่าง รูปแบบการดำเนินชีวิต และกลุ่มสังคมของเขา ถ้าเป็นผู้ป่วยทรานส์เซ็กชวลชาย รูปแบบการใช้ชีวิตจะเป็นเพศหญิง ชอบทำกิจกรรมของผู้หญิง และความชอบทางเพศก็จะชอบเพศชายซึ่งเป็นเพศเดียวกัน ทั้งนี้จากการซักประวัติผู้ป่วยบางรายพบว่า ได้รับการเลี้ยงดูเหมือนเป็นผู้หญิง คือ แม่อยากได้ลูกสาว แต่กลับมีลูกชายทั้งหมด แม่ก็จะเลี้ยงดูแบบทะนุถนอม ซึ่งบางคนก็อยากทำตามความต้องการของแม่ ก็จะทำตัวเหมือนเป็นผู้หญิง แต่บางคนก็บอกว่า มันเป็นความรู้สึกที่เกิดขึ้นมาเอง  ที่ชอบเข้ากลุ่มผู้หญิง ชอบการละเล่นแบบผู้หญิง เพราะเขามองว่าการละเล่นในแบบฉบับของผู้ชายไม่ใช่เขา
  
จิตแพทย์อาจต้องประเมินหลายครั้งเหมือนกันว่าผู้ป่วยสมควรได้รับการแปลงเพศหรือไม่ ทั้งการซักประวัติ การวินิจฉัย และการตรวจประเมินสภาพจิต ในบางกรณีต้องใช้แบบทดสอบทางด้านจิตวิทยาร่วมด้วย ซึ่งจิตแพทย์ 2 คนที่ประเมินนั้น อาจประเมินคู่ขนานกันไป หรือใช้ข้อมูลของจิตแพทย์ คนแรกประกอบด้วย แต่การลงความเห็นทางจิตเวชจะเป็นอิสระไม่ก้าว ก่ายกัน

เมื่อผู้ป่วยที่ต้องการแปลงเพศผ่านการประเมินจากจิตแพทย์ เขามักดีใจ คือ ในตอนแรกเขาก็วิตกกังวล กลัว เพราะเขาไม่รู้ว่าจะเจออะไร จิตแพทย์จะถามอะไร จิตแพทย์จะต้องทำอะไรกับเขาบ้าง ความวิตกกังวลตรงนี้หมอได้รับทราบหลังการปรึกษาจากศัลยแพทย์ เพราะความกังวลผู้ป่วยมักถามศัลยแพทย์ว่า จิตแพทย์หรือแพทย์สาขาอื่นจะถามอะไร พอรู้ว่าจะถามอะไรเขาก็จะไปทำการบ้านมาก่อน ยกตัวอย่างคนไข้บางรายที่อยากแปลงเพศ เพราะในการปฏิบัติงานบางอย่างเขาจะต้องใส่กางเกง พอมีคนทักว่าเขาก็ดูเป็นผู้หญิงทำไมต้องใส่กางเกงด้วย พอโดนทักแบบนี้เขาก็รู้สึกเหมือนขาดอะไรสักอย่าง อยากจะเป็นผู้หญิงโดยสมบูรณ์แบบ อยากให้คนปฏิบัติกับเขาเหมือนเป็นผู้หญิง อยากมีร่างกายและอวัยวะที่ตรงกับความรู้สึกของเขา เพื่อที่จะช่วยให้เขามั่นใจ ยอมรับตัวเองได้มากขึ้น
  
จะบอกให้สังคมเข้าใจผู้ป่วยโรคนี้อย่างไร? พญ.กมลพร กล่าวว่า อยากให้เข้าใจว่าผู้ป่วยกลุ่มนี้มีความทุกข์ ไม่สบาย ใจอยู่แล้ว สังคมควรจะเปิดใจและยอมรับ และให้โอกาสเขาได้อยู่ร่วมในสังคมในฐานะที่เขาเป็นมนุษย์คนหนึ่ง.

แหล่งที่มา: 
เดลินิวส์-x-ray-สุขภาพ 22 พฤษภาคม 2554