• ขนาดตัวอักษร  Normal size text | Increase text size by 10% | Increase text size by 20% | Increase text size by 30%

'คิดผิด คิดใหม่'-'มะเร็งปากมดลูก'ไม่ใช่โรคไกลตัวอย่างที่คิด

เมื่อพูดถึงมะเร็งปากมดลูก เชื่อว่าหลายคนรู้จักดีว่าโรคนี้มีอันตรายร้ายแรงมากน้อยเพียงใด เพราะในระยะนี้จะเห็นว่า   มีการรณรงค์และให้ข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับมะเร็งปากมดลูกกันมากขึ้น แต่มะเร็งปากมดลูกก็ยังขึ้นชื่อว่าเป็นมะเร็งที่ทำให้ผู้หญิงไทยเราเสียชีวิตมากที่สุด ซึ่งปัญหาสำคัญ ของการเกิดมะเร็งปากมดลูกในหญิงไทยก็คือ ส่วนใหญ่มักคิดว่า มะเร็งปากมดลูกเป็นเรื่องไกลตัว มั่นใจว่าตนเองจะไม่เป็น เพราะคิดว่าตนไม่ใช่กลุ่มเสี่ยง และมีการดูแลสุขภาพทั่วไปดีอยู่แล้ว
  
แต่ในความเป็นจริงแล้ว มะเร็งปากมดลูกเป็นภัยร้ายใกล้ตัวของผู้หญิงทุกคน และภัยนั้นอาจมาถึงท่านโดยไม่รู้ตัว เช่น กรณีของ พี่แดง หรือ นางวัฒนา นาคธร ผู้ที่ต้องทุกข์ทรมานด้วยโรคมะเร็งปากมดลูกมานานกว่า 10 ปี
  
พี่แดง เล่าว่า ตนไม่เคยคิดว่าตัวเอง     จะป่วยเป็นมะเร็งปากมดลูก เพราะคิดว่าเราดูแลตัวเองดีที่สุดแล้ว ตนเคยเป็นอดีตหัวหน้าพยาบาล ประจำตึกผู้ป่วยมะเร็งที่ดูแลผู้ป่วยมะเร็งสตรีโดยเฉพาะ เห็นผู้ป่วยที่ทุกข์ทรมานจากโรคนี้มาก็มาก ทำให้เรากลัว เลยตรวจคัดกรองเป็นประจำทุกปี  ไม่เคยขาดเลย หลังหมดประจำเดือนก็ตรวจถี่ขึ้นโดยตรวจซ้ำทุก 6 เดือนเพราะเรารู้ว่าตามทฤษฎีแล้วเซลล์มะเร็งปากมดลูกจะมีการเปลี่ยนแปลงได้เมื่อฮอร์โมนลดลง  เราคิดว่าดูแลตัวเองดีที่สุดแล้ว จึงไม่เคยคิดมาก่อนว่าจะเจอกับตัวเอง แต่มันก็ยังเจอว่าเป็นได้
  
โดยอาการครั้งแรกเกิดขึ้นหลังจากที่      ตรวจเป็นประจำทุกปี แล้วก็มีน้ำใส ๆ ไหลออกมาจากช่องคลอดเปื้อนกางเกงประมาณสักเหรียญ 10 บาท แล้วรู้สึกหน่วง ๆ ที่ท้องน้อย ก็พยายามที่จะไปตรวจ ตอนหลังหมอก็พบว่าเป็นมะเร็งปากมดลูก ซึ่งพี่แดงต้องใช้เวลาในการรักษาถึง 10 ปี และได้รับความทุกข์ทรมานจากโรคมาโดยตลอด จากผลข้างเคียงที่เกิดหลังจากการรักษาด้วยการฉายรังสี และผ่าตัดครั้งแล้วครั้งเล่า รวมถึง 6 ครั้ง
  
พี่แดง บอกว่า ไม่อยากให้ใครเป็นเหมือนตัวเอง เพราะในระหว่างการรักษาทรมานมาก ๆ มันมีผลข้างเคียงมากมาย โดยหลังจากที่พี่เริ่มรักษามาได้ระยะหนึ่ง ก็พบว่ามีอุจจาระไหลออกมาทางช่องคลอด ซึ่งเป็นผลข้างเคียงจากการ     ฉายรังสีรักษา หลังจากที่ผ่าตัดเอามดลูกออกไป ผลของมันทำให้เกิดภาวะท่อไตตีบตันแล้วก็ปัสสาวะเองไม่ได้ แพทย์ก็ต้องเจาะออกมาทางด้านข้างของหน้าท้อง และหลังจากนั้นอีกประมาณ 1 ปี ก็พบว่ามีรูทะลุระหว่างช่องคลอดกับทวารหนัก ทำให้มีอุจจาระไหลออกมาทาง   ช่องคลอดแล้วก็ทำให้เกิดการติดเชื้อ ก็ต้องยก   เอาลำไส้ออกมาไว้ตรง ที่หน้าท้อง มันก็จะดี ขึ้นซักประมาณ 2 ปี หลังจากนั้นก็มีอุจจาระไหลออกมา ต้องทำการผ่าตัดใหม่
  
ปัจจุบันแม้ว่าอาการโดยทั่ว ๆ ไปของพี่แดงจะดีขึ้นมาก แต่ยังมีปัญหาในเรื่องของภาวะอุดตันของลำไส้ และอาการปวดท้องมาก ซึ่งทรมานมากถึงขนาด   ที่ต้องกินยามอร์ฟีนชนิดแรงเข้าไปเพื่อระงับการเจ็บปวด ซึ่งทุก ๆ ครั้งที่พี่แดงมีอาการปวดท้องและต้องกินยามอร์ฟีนระงับปวดแล้วเข้านอน  พี่แดงจะมีความรู้สึกว่าวันนี้เป็นวันสุดท้ายของเรา แต่พอตื่นขึ้นมาแล้วไม่ได้เป็นอะไรก็รู้สึกดีใจว่ารอดไปได้อีกวัน เคยคิดจะฆ่าตัวตาย แต่พอเห็นลูกแล้วทำให้เรารู้สึกว่าถ้าไม่มีแม่แล้วเค้าจะลำบาก เค้าจะขาดที่พึ่ง นึกถึงภาพที่เราเคยอยู่ด้วยกัน เคยไปเที่ยว เคยไปทำอะไรด้วยกันขึ้นมา ทำให้เราคิดได้ว่าเราต้องมีชีวิตอยู่เพื่อคนที่เรารัก
  
พี่แดง จึงฝากถึงผู้หญิงทุกคนว่า “พี่แดงอยากให้ผู้หญิงมองว่าการป้องกันตัวเองเป็นหน้าที่ แต่ผู้หญิงมักมีข้ออ้างว่าไม่มีเวลา กลัว และอาย แต่หากอยากมีชีวิตอยู่กับคนที่เรารัก เราต้องรักตัวเองด้วยการให้เวลาไปตรวจ จะทำให้เราป้องกันตัวเองได้ ควรจะหมั่นตรวจคัดกรองเป็นประจำ ทุกปี เพราะว่าการป้องกันเป็นสิ่งที่ดีที่สุด ที่จะไม่ให้เราเป็นเพราะเป็นแล้วมันทรมานมาก และตอนนี้ทราบมาว่า มะเร็งปากมดลูกนั้นสามารถป้องกันได้ด้วยการฉีดวัคซีน ก็ทำให้รู้สึกอุ่นใจได้ว่าคนรุ่นหลัง หรือลูกหลานของเรา จะไม่เสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งปากมดลูก แต่ก็ไม่ลืมว่าจะต้องตรวจคัดกรองเป็นประจำร่วมด้วย อย่างกรณีของพี่แดงการตรวจคัดกรองเป็นประจำ ก็ช่วยให้ตรวจพบเร็วและรักษาให้หายได้”
  
ข้อมูลจาก รศ.นพ.ชัยยศ ธีรผกาวงศ์ นายกสมาคมมะเร็งนรีเวชไทย ระบุว่า มะเร็งปากมดลูกเป็นมะเร็งที่ตรวจพบง่ายกว่ามะเร็งชนิด  อื่น ๆ การตรวจคัดกรองประจำปี หรือการตรวจภายใน แพทย์ก็สามารถตรวจพบได้ตั้งแต่ระยะก่อนมะเร็ง ดังนั้น จึงไม่ควรละเลยการตรวจคัดกรองอย่างสม่ำเสมอ ตามคำแนะนำของแพทย์ การฉีดวัคซีนก็จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการป้อง กันตนเองให้พ้นจากภัยมะเร็งปากมดลูก แม้ว่าวัคซีนเอชพีวีที่มีจำหน่ายในขณะนี้ จะไม่สามารถป้องกันเชื้อไวรัสเอชพีวีได้ทุกตัว แต่สามารถป้องกันมะเร็งปากมดลูกได้ประมาณร้อยละ 70 ดังนั้น หากมีการฉีดวัคซีนเอชพีวี ในเด็กหญิง และตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกในสตรีอายุ  30 ปีขึ้นไปที่แต่งงานแล้ว คาดว่าจะสามารถลดจำนวนผู้ป่วยมะเร็งปากมดลูกที่มีแนวโน้มที่สูงขึ้นและมีอายุน้อยลงได้
  
นอกจากนี้ผู้หญิงควรรู้จักสังเกตอาการเริ่มต้น เช่น การมีตกขาวผิดปกติหรือเลือดออกมา ผิดปกติ โดยเฉพาะหลังจากการมีเพศสัมพันธ์ หรือบางคนจะมีเลือดออกระหว่างรอบเดือน แต่ไม่ใช่รอบเดือน ควรรีบปรึกษาสูตินรีแพทย์ เพราะหากละเลยมะเร็งอาจจะลุกลามเป็นมากขึ้น
  
การคัดกรองความผิดปกติหรือที่เรียก  ว่า แพ๊ปสเมียร์  (Pap smear) นั้น ต้องหมั่นตรวจเช็กว่ามีเซลล์ผิดปกติหรือไม่ ถ้าเจอก็จะได้รักษาอย่างทันท่วงทีก็จะหายขาด แต่ถ้าละเลยจนเป็นมะเร็งแล้ว โอกาสที่จะหายขาดนั้นก็จะมีน้อยลง ถ้าพบในระยะที่ 1 ที่ยังจำกัดอยู่แค่ปากมดลูก หรือในระยะเริ่มต้น ก็จะได้รับการรักษาโดยการผ่าตัด ซึ่งผลการรักษาค่อนข้างออกมาดี แต่หากเป็นระยะที่ 2-4 โอกาสหายจากโรคก็จะน้อยลงไปตามระยะ นอกจากนี้ค่าใช้จ่าย และภาวะแทรกซ้อนของการรักษาที่อาจจะเกิดขึ้นจากการรักษาก็จะสูงตามไปด้วย
  
ดังนั้น ไม่ว่าโรคอะไรก็ตาม หากสามารถป้องกันได้ เราควรป้องกันไม่ให้เป็นโรคจะดีกว่าปล่อยให้เป็นแล้วค่อยรักษา เพราะนอกจากจะสูญเสียค่าใช้จ่ายในการรักษาแล้ว    ยังมีผลกระทบด้านจิตใจของคนในครอบครัว     ที่ต้องคำนึงถึง ความไม่มีโรค จึงเป็นลาภอันประเสริฐของทุกคนในครอบครัว
  
ข้อมูลจาก ภก.ดร.อภิสิทธิ์  ฉัตรทนานนท์ ประธานมูลนิธิคุณแม่คุณภาพ.

นายแพทย์สุรพงศ์ อำพันวงษ์

แหล่งที่มา: 
เดลินิวส์-ชีวิตและสุขภาพ 31 กรกฎาคม 2554