• ขนาดตัวอักษร  Normal size text | Increase text size by 10% | Increase text size by 20% | Increase text size by 30%

'อาการเวียนศีรษะ' ตอนที่ 4 การรักษาและผลข้างเคียงจากยา

การรักษาและการป้องกัน อาการเวียนศีรษะ
   
ถ้ามีอาการควรจะนอนพักบนพื้นราบหรือเตียงนิ่ง ๆ ทำตัวให้สบายพยายามหาท่าที่สบายที่สุด ทำใจให้สบาย  หายใจยาว ๆ ช้า ๆ หลับตาหรือมองที่วัตถุที่อยู่นิ่งอาการมักจะค่อย ๆ ทุเลาลง แล้วจึงนำส่งแพทย์แต่ถ้าเป็นรุนแรงมาก  มีอาเจียนทานยาไม่ได้ควรจะนำส่งสถานพยาบาลที่ใกล้ที่สุดก่อนทันที  ซึ่งอาจต้องให้น้ำเกลือและยาฉีดเพื่อบรรเทาอาการในขั้นต้นก่อนส่งต่อไปยังแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ผู้ป่วยมักมีความตกใจกลัวร่วมด้วยทำให้อาการเพิ่มมากขึ้นซึ่งเป็นอาการที่น่ากลัวและทรมานมากสำหรับบางคน
  
การรักษาขั้นต้นมักเป็นการรักษาตามอาการ เพื่อให้สบายขึ้น และเมื่อตรวจพบสาเหตุ แล้วจึงจะทำการรักษาที่เฉพาะเจาะจงของโรคนั้น ๆ ต่อไป
  
การป้องกันขึ้นกับโรคที่เป็นส่วนการระมัดระวังต่อสิ่งกระตุ้น เช่น ท่าบางท่าอาจช่วยลดอาการได้บ้างซึ่งจะเกี่ยวข้องไปถึงการทำกายบริหารเพื่อป้องกันและบรรเทาอาการหลักในการให้ยารักษาอาการเวียนศีรษะ
  
ในการรักษาตามอาการให้ยึดหลักว่า การให้ยา antiemetic หรือ antivertigo drugs นั้น จะต้องให้
  
1. ในระยะเฉียบพลันของโรค
  
2. ในโรคที่มีพยาธิสภาพอยู่ในระบบประสาทส่วนกลางที่มีอาการเรื้อรัง
  
3. ในโรคที่มีพยาธิสภาพอยู่ในระบบประสาทส่วนปลาย ซึ่งหมายถึง หูชั้นในหรือ labyrinth, เส้นประสาท vestibular เมื่อการดำเนินโรคพ้นระยะเฉียบพลันไปแล้ว ต้องรีบหยุดยาทุกชนิดอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะยาที่มีฤทธิ์กดระบบประสาทกลาง (cerebral suppressants) ทั้งนี้เพื่อให้กลไกการปรับสภาวะ (compensation) สามารถเกิดขึ้นภายใน 2-3 สัปดาห์ มิฉะนั้นจะเกิดภาวะปรับตัวไม่ได้หรือเรียกว่า “Decompensation stage” ซึ่งจะทำให้ผู้ป่วยมีอาการเวียนศีรษะเรื้อรังต่อไป
          
4.ในโรคที่มีพยาธิสภาพอยู่ในระบบประสาทส่วนปลายแต่การดำเนินโรคเป็นแบบเป็น ๆ หาย ๆ หรือ เป็นโรคที่ไม่หายขาด เช่น โรค Meniere อาจต้องให้ยาติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน
      
การเลือกยา ขึ้นกับคุณสมบัติของยาแต่ละตัว   ความรุนแรงของโรค   พยาธิวิทยาของโรค ตลอดจนระยะเวลาของอาการที่เกิดขึ้นว่า   เป็นช่วงใดของโรคระยะเฉียบพลันหรือเรื้อรัง
  
1. Episodes of prolonged severe vertigo
  
ถ้ามีอาการเป็นพัก ๆ เป็น ๆ หาย ๆ (episodic or paroxysmal) แต่เป็นครั้งละนานและรุนแรงจะเป็นอาการที่ทรมานผู้ป่วยมาก ผู้ป่วยมักจะนอนหลับตานิ่ง ๆ ในห้องที่เงียบและมืด ดังนั้นยาที่ควรให้ควรจะมีฤทธิ์กล่อมประสาทมาก เช่น diazepam ฉีด ซึ่งควรใช้ด้วยความระมัดระวัง ในการฉีดเข้าเส้นเลือดควรทำในโรงพยาบาลที่มีหน่วยฉุกเฉินเท่านั้น ถ้ามีอาการคลื่นไส้อาเจียนมากอาจให้  prochlorperazine ร่วมไปด้วย
  
2. Chronic recurrent vertigo
  
ผู้ป่วยทุกรายจะต้องมีกิจวัตรประจำวันและพยายามที่จะทำงานให้ได้ตามปกติ  จึงควรหลีกเลี่ยงยาที่มีฤทธิ์กล่อมประสาท ดังนั้นยาในกลุ่ม antihistamines, mono-aminergic และ anticholinergic จึงให้ผลในการควบคุมอาการเวียนโดยมีอาการง่วงซึมน้อย
  
การใช้ promethazine เมื่อต้องการฤทธิ์กล่อมประสาทปานกลาง ร่วมกับ ephedrine จะทำให้ฤทธิ์ในการกล่อมประสาทลดลง  และเพิ่มผลในการลดอาการทางระบบประสาทอัตโนมัติด้วย
  
Meclizine, cyclizine, dimenhydrinate และ scopolamine ใช้ได้ดีกับผู้ป่วยที่มีอาการ vertigo ไม่รุนแรงหรือมีอาการไม่บ่อย
  
ส่วน scopoderm TTS เป็นชนิด transdermal ใช้ติดหลังหู 1 แผ่นจะออกฤทธิ์ได้นาน 3 วัน จะให้ผลเท่ากับยารับประทานแต่ผลข้างเคียงน้อยกว่ามาก
  
ยาในกลุ่ม Ca antagonist และ histamine analog ก็ใช้ได้ดีในผู้ป่วยกลุ่มนี้ แม้จะมีผลข้างเคียงบ้าง นอกจากนี้ยังสามารถลดการเกิด episodic vertigo ได้ด้วยเป็นการป้องกันไปในตัว สำหรับโรคบางโรค เช่น  โรค Meniereยาที่มีผลต่อ Vestibular compensation
  
ในสัตว์ทดลองพบว่า มียาหลายชนิดที่มีฤทธิ์ในการเร่งขบวนการปรับสภาวะของ vestibular system การใช้ยาเหล่านี้ภายหลังระยะเฉียบพลันอาจทำให้การปรับสภาวะเกิดเร็วขึ้นได้ ได้แก่ยาที่มีฤทธิ์กระตุ้นระบบประสาทกลาง (CNS stimulant) เช่น amphetamine
  
ในทำนองกลับกันยาที่มีฤทธิ์กดระบบประสาท (CNS suppressant) ก็จะทำให้ขบวนการปรับสภาวะล่าช้าออกไปหรือทำให้เกิดภาวะ decompensation

ข้อควรระวัง       
  
ในการรักษาผู้ป่วยเวียนศีรษะทางยา นอกจากการรักษาสาเหตุและรักษาตามอาการแล้วยังต้องคำนึงถึงการดูแลอื่น ๆ ที่จะขาดไม่ได้และจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของการรักษาอีกด้วย
  
1.การรักษาผู้ป่วยที่เวียนศีรษะและมีอาการอาเจียนอย่างรุนแรง ควรดูแลผู้ป่วยในเรื่องสุขภาพทั่วไปด้วย  เช่น  การสมดุลของสารอาหาร  น้ำ  และเกลือแร่  ควรให้ได้รับอย่างเพียงพอ
  
2.ควรซักถามประวัติการแพ้ยา เนื่องจากยาในกลุ่มต่าง ๆ มีการรายงานว่า แพ้ยาและมีผลข้างเคียงได้ง่าย  เช่น extrapyramidal side effect (EPS)
  
3. ห้ามใช้ยาในขณะขับขี่ยานพาหนะ หรือในการใช้เครื่องไม้เครื่องมือต่าง ๆ ที่อาจเป็นอันตราย หรือทำงานในหน้าที่ที่อาจเป็นอันตรายได้  เช่น  ทำงานบนที่สูง  และไม่ควรรับประทานยาร่วมกับสุรา หรือเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์หรือยาที่มีฤทธิ์กดประสาท
  
4. ควรหลีกเลี่ยงการใช้ยาเหล่านี้ในเด็กเล็กและหญิงมีครรภ์
  
ในผู้ป่วยที่มีความผิดปกติของ peripheral vestibular system เมื่อได้รับการรักษาทางยาแล้วจะยังคงมีอาการเวียนศีรษะอยู่ประมาณ 10%  ซึ่งจะต้องได้รับการบำบัดรักษาด้วยวิธีอื่นต่อไป
  
ข้อมูลจาก รองศาสตราจารย์ นายแพทย์จันทร์ชัย เจรียงประเสริฐ ภาควิชาโสต ศอ นาสิกวิทยา โรงพยาบาลรามาธิบดี.

นายแพทย์สุรพงศ์ อำพันวงศ์

แหล่งที่มา: 
เดลินิวส์-ชีวิตและสุขภาพ 24 กรกฎาคม 2554