• ขนาดตัวอักษร  Normal size text | Increase text size by 10% | Increase text size by 20% | Increase text size by 30%

แนวทาง “การรักษา” มะเร็ง

แนวทาง “การรักษา” มะเร็ง
ใครก็ตามที่ได้รับการวินิจฉัยจากแพทย์ว่า “ป่วยเป็นโรคมะเร็ง” กลัวกันทั้งนั้น แม้แต่บุคลากรทางการแพทย์ก็อย่านึกว่าจะไม่กลัวมะเร็ง... แต่เป็นมะเร็งแล้วก็ไม่ใช่ทุกคนจะต้องเสียชีวิต เพราะมีทั้งคนที่ “รอด” และ “ร่วง” จากมะเร็งแต่ละปีจำนวนหลักหมื่นทีเดียว
“ปัจจุบันแนวทางการรักษาแบ่งเป็น 2 กลุ่ม
1. กลุ่มที่ 1 ผู้ป่วยเป็นโรคมะเร็ง และรักษาได้ ส่วนนี้จะทำการรักษาเต็มที่ ตามข้อบ่งชี้ของการรักษา โดยมีการดูแลอย่างดีที่สุด และให้การรักษาโดยฉายรังสีหรือเคมีบำบัด ด้วยวิธีมาตรฐานและถูกต้อง ปริมาณยาที่สูงเท่าที่ผู้ป่วยจะรับได้ ผู้ป่วยกลุ่มนี้ ถ้าผู้ป่วยที่เป็นไม่มากนัก ส่วนใหญ่จะหายขาด แต่บางรายอาจจะไม่หายจะไปอยู่ในกลุ่มที่ 2

2. กลุ่มที่ 2 ผู้ป่วยมารับการรักษาด้วยระยะที่เป็นมากแล้ว เช่น มีก้อนที่เต้านมขนาดใหญ่มาก ได้รับการรักษาแล้วแต่การตอบสนองไม่ดี หรือบางครั้งมาด้วยมะเร็งปอด อาจจะมีการกระจายตัวแล้ว บางครั้งมาด้วยมะเร็งบริเวณที่ยากต่อการรักษา เช่น ตับอ่อน และเป็นมากแล้ว ผู้ป่วยกลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่ทางโรงพยาบาลจัดว่ารักษาไม่หาย และมีช่วงชีวิตที่จำกัด เพราะฉะนั้นผู้ป่วยกลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่มีการดูแลอีกแบบหนึ่ง แทนที่จะดูแลด้วยการให้เคมีบำบัดและฉายรังสีเต็มที่ (ทั้งๆ ที่รู้ว่าไม่หาย) ก็จะยิ่งเป็นการทำให้ผู้ป่วยทุกข์ทรมานมากยิ่งขึ้น

ผู้ป่วยกลุ่มนี้ ถือว่า “การรักษาแบบประคับประคอง” เป็นสิ่งสำคัญ โดยตามความเห็นและประสบการณ์ของแพทย์ ถ้าคิดว่าโรครักษาไม่หายแล้ว เราจะดูแลแบบประคับประคองอย่างดีที่สุดเท่าที่จะดีได้

วิธีการดูแลผู้ป่วยกลุ่มนี้คือ ไม่มีความทนทุกข์ทรมานทางด้านร่างกาย ไม่หอบเหนื่อย ไม่เจ็บ ไม่ป่วย ได้รับการดูแลด้านจิตใจ ไม่มีอาการเศร้าซึม ไม่มีปัญหาเรื่องนอนไม่หลับ คิดมากอะไรทำนองนี้ ได้รับการดูแลด้านจิตวิญญาณ ความเชื่อทางศาสนา (โดยได้รับการสนับสนุนดูแลเป็นอย่างดี)

นอกจากนี้ ทางโรงพยาบาลตระหนักว่าผู้ป่วยกลุ่มนี้ บางครั้งเป็นเสาหลักของครอบครัว อาจจะมีปัญหาทางเศรษฐฐานะของครอบครัวได้ เพราะฉะนั้นเราก็จะดูแลทางด้านนี้ด้วย กรณีที่ไม่มากนักและทางโรงพยาบาลช่วยดูแลได้ (ทางด้านสังคมสงเคราะห์)

อย่างไรก็ตาม การดูแลทางด้านร่างกาย ทำให้ผู้ป่วยไม่เจ็บปวดทรมาน และไม่มีอาการปวด ก็จะมีการใช้ยาของทางตะวันตก เช่น มีการใช้ยาทำให้ไม่ปวด มีการใช้ยาทำให้กินอาหารได้ มีการใช้ยาทำให้ไม่ท้องผูก ซึ่งเป็นผลแทรกซ้อนจากยาแก้ปวด อะไรทำนองนี้ อาจจะทำให้ผู้ป่วยนอนหลับได้ ทั้งหมดเป็นการใช้ยาของทางตะวันตกทั้งสิ้น

นอกจากนี้ มีการพยายามศึกษาใช้ยาทางตะวันออกบ้าง ซึ่งมีหลายสูตรที่อยู่ในความสนใจและนำมาศึกษา ทางโรงพยาบาล “ไม่ถือว่าเป็นยารักษามะเร็ง” แต่ถือว่าเป็นยาที่ช่วยดูแลผู้ป่วยตามอาการ ถ้ายาสูตรของไทยจะสามารถช่วยได้ทางด้านที่ทำให้ผู้ป่วยกินอาหารได้มากขึ้น... ซึ่งมีแน่นอน ทำให้ผู้ป่วยนอนหลับได้... ทำให้ผู้ป่วยไม่มีอาการท้องผูก... ถ้าเราศึกษาเปรียบเทียบแล้วพบว่า “ดีพอกัน” เราก็อาจจะนำมาใช้กรณีที่ผู้ป่วยไม่ได้รังเกียจที่จะใช้ยาของแผนตะวันออก เป็นการใช้ศาสตร์ทางตะวันออกมาเพิ่มเพื่อความสุขของผู้ป่วย”

นอกจากนี้ มะเร็ง มีทั้งที่ “รักษาหาย” และ “รักษาไม่หาย” ดังนี้
1. ระยะ อะไรเป็นตัวบ่งชี้ ถ้าจะพูดอย่างง่ายสุดที่คนทั่วไปเข้าใจคือ “เป็นน้อย เพิ่งเริ่มเป็น หรือมีขนาดเล็ก หรือไม่มีการกระจาย” ถ้าเป็นอย่างนั้นโอกาสหายขาดสูง แต่ไม่ได้ขึ้นกับระยะอย่างเดียว มะเร็งบางชนิดถึงแม้ว่า “ก้อนเล็ก” แต่ก็คุมลำบาก เช่น มะเร็งตับอ่อน มะเร็งชนิดร้ายในสมอง มะเร็งของเซลล์สีที่ผิวหนัง
2. ตัวโรค บางโรคค่อนข้างร้าย ระยะก็ไม่ใช่เรื่องสำคัญ บางโรคผลการรักษาดีมาก เพราะถึงจะกระจายแล้วก็รักษาหายง่าย เช่น มะเร็งของต่อมไทรอยด์ บางครั้งมีการกระจายไปปอด ก็ยังรักษาได้หายขาด

สิ่งสำคัญ ต้องพูดคุยกับแพทย์เป็นรายๆ ไป