• ขนาดตัวอักษร  Normal size text | Increase text size by 10% | Increase text size by 20% | Increase text size by 30%

มหัศจรรย์แห่งการเดิน

มหัศจรรย์แห่งการเดิน
“การเดิน” นับเป็นการออกกำลังกายแบบหนึ่ง ที่ทุกคนทำได้อย่างสะดวก เพราะในชีวิตประจำวัน เราทุกคนต้องขยับด้วยการเดินอยู่แล้ว (ยกเว้นผู้พิการขา ที่ต้องใช้วีลแชร์ช่วยในการเคลื่อนตัว) แต่รู้หรือไม่ว่า การเดิน เป็นยาวิเศษที่ช่วยให้สุขภาพกายแข็งแรง ป้องกันโรคภัยไข้เจ็บ และยังส่งผลต่อสุขภาพจิตที่ดีอีกด้วย เราสามารถประยุกต์การเดินเข้ากับกิจกรรมต่างๆ ในชีวิตประจำวันได้
เดินอย่างไร ให้ถูกต้องและเหมาะสม

ท่าทางการเดินที่เหมาะสมคือ ศีรษะและลำตัวตัวตรง คางอยู่ในแนวขนานกับพื้น สายตามองไปข้างหน้าประมาณ 10 – 15 ฟุต เพื่อหลีกเลี่ยงการเดินชนผู้คนและสิ่งของ ควรหลีกเลี่ยงการเดินก้มหน้า หรือเอียงตัวไปข้างหน้ามากกว่า 5 องศา เพื่อป้องกันอาการปวดคอและหลัง จากการบาดเจ็บของกล้ามเนื้อ

ขณะเดินไม่ควรเกร็งไหล่ ข้อศอกงอประมาณ 90 องศา กำมือหลวมๆ เพื่อลดการปวดเกร็งที่กล้ามเนื้อ ควรเดินแกว่งแขน แต่ไม่ควรแกว่งแรงไป และไม่ควรแกว่งแขนข้ามแนวกลางลำตัว เพราะจะทำให้แขนบริเวณหลังและไหล่เกิดการบาดเจ็บ แต่ถ้าเราไม่แกว่งแขนเลย การเดินก็จะไม่เกิดผลดีเท่าที่ควร
เดินได้ เดินดี เดินให้ถูกวิธี

เทคนิคสำคัญของการเดิน คือ ควรใช้แรงเหวี่ยงจากสะโพก ก้าวเท้าไปข้างหน้า ให้ลงน้ำหนักที่ส้นเท้าก่อน แล้วถ่ายน้ำหนักลงเต็มฝ่าเท้า ยกส้นเท้าขึ้น และถ่ายน้ำหนักสู่ปลายเท้าก่อนยกเท้าก้าวต่อไป
รองเท้าที่ดี ต้องน้ำหนักเบา

รองเท้าสำหรับการเดินก็มีส่วนสำคัญ ควรเลือกรองเท้าที่ให้ความรู้สึกกระชับเท้า น้ำหนักเบา มีความยืดหยุ่น เพื่อป้องกันการบาดเจ็บ หากต้องการเดินเร็วขึ้น ก็ไม่ควรสาวเท้ายาวกว่าก้าวปกติ ให้ใช้วิธีเพิ่มความถี่ในการก้าวแทน เพราะการเดินก้าวเท้ายาวอาจทำให้เกิดการบาดเจ็บบริเวณสะโพกได้

เดินตอนเช้า VS ตอนเย็น
การเดินสามารถทำได้ทั้งช่วงเวลาเช้าและเย็น แต่ถ้าต้องการออกกำลังกายเพื่อลดน้ำหนัก อาจทำในช่วงเย็น เพราะจะเผาผลาญพลังงานได้มากกว่า ข้อควรระวัง หากเป็นช่วงพลบค่ำหรือเวลาโพล้เพล้ อาจเกิดอุบัติเหตุจากการสะดุดสิ่งกีดขวาง เดินตกหลุม หรืออันตรายจากแมลงที่บินเข้าตาได้

ประโยชน์ของการเดินยังมีอีกมากมายนับไม่ถ้วน ถึงเวลาที่เราทุกคนต้องหันมาใส่ใจกับการเดินที่ถูกวิธีและถูกต้อง เพื่อที่จะได้ค้นพบว่า…มหัศจรรย์การเดินนั้นเป็นอย่างไร

(เครดิตข้อมูล : กรมอนามัย)