เกิดจากเส้นประสาทสมองเส้นที่ 7 ที่เรียกว่า "เส้นประสาทใบหน้า" (facial nerve) ซึ่งมาเลี้ยงกล้ามเนื้อบริเวณใบหน้าไม่ทำงานชั่วคราว ทำให้กล้ามเนื้อบริเวณใบหน้าครึ่งซีกนั้นเป็นอัมพาต ส่วนสาเหตุของการเกิดโรคนี้ยังไม่ทราบแน่ชัด สันนิษฐานว่าอาจเกิดจากมีการติดเชื้อไวรัส โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือเชื้อเริมชนิดที่ 1 (HSV-1) ของเส้นประสาทดังกล่าว ทำให้เส้นประสาทเกิดการอักเสบและสูญเสียหน้าที่ชั่วคราว
อาการมักเกิดขึ้นฉับพลัน โดยผู้ป่วยอยู่ดีๆ (เช่น นอนตื่นขึ้นมา) ก็สังเกตเห็นปากเบี้ยวข้างหนึ่ง กลืนน้ำหรือบ้วนปากจะมีน้ำไหลออกที่มุมปาก เวลายิงฟันหรือยิ้ม จะเห็นมุมปากข้างนั้นตก ตาข้างเดียวกันนั้นจะปิดไม่มิด คิ้วข้างเดียวกันนั้นยักไม่ได้ ลิ้นซีกเดียวกันจะชาและรับรสไม่ได้ หูข้างเดียวกันอาจมีอาการปวดและอื้อ แต่ผู้ป่วยรู้สึกตัวดี แขนขามีแรงดีและทำงานได้ตามปกติทุกอย่าง และถ้าอยู่เฉยๆ (ไม่พูดไม่ยิ้ม ไม่หลับตาหรือยักคิ้ว) ก็จะดูไม่ออกว่ามีความผิดปกติ
บางรายก่อนมีอาการอัมพาตปากเบี้ยว 2-3 วัน อาจมีอาการปวดบริเวณหน้าหรือหลังใบหูข้างที่เป็นอัมพาต
การดำเนินโรค
โรคนี้ร้อยละ 80-85 จะมีอาการดีขึ้นได้ภายใน 1-3 สัปดาห์ และจะหายได้สนิทภายใน 3-6 เดือน ถึงแม้ไม่ได้ใช้ยารักษา ก็มักจะหายได้เองตามธรรมชาติ (เมื่อการอักเสบของเส้นประสาทใบหน้าจากเชื้อไวรัสทุเลาไปเอง) แต่การใช้ยาลดการอักเสบอาจช่วยให้โรคหายเร็วขึ้น
มีเพียงส่วนน้อยประมาณร้อยละ 15 ที่อาจใช้เวลาในการฟื้นตัว บางรายอาจกินเวลาตั้งแต่ 2 เดือนถึง 2 ปี อายุยิ่งมากยิ่งหายช้า
ส่วนมากจะหายได้สนิท ส่วนน้อยที่อาจมีร่องรอย (ปากเบี้ยว) ให้เห็นอยู่บ้าง ถ้าจำเป็นอาจต้องแก้ไขด้วยการผ่าตัด
บางรายอาจมีอาการกำเริบซ้ำได้อีก
ภาวะแทรกซ้อน
มักจะไม่มีอาการแทรกซ้อนร้ายแรงที่อาจพบได้คือ ตาอักเสบเนื่องจากปิดตาไม่มิด อาจมีฝุ่นหรือแมลงเข้าไประคายเคือง
บางรายอาจมีอาการปากเบี้ยวอย่างถาวร
การแยกโรค
โรคนี้ควรแยกออกจากสาเหตุอื่นๆ เช่น
- อัมพาตใบหน้าครึ่งซีก (facial palsy) ที่เกิดจากการได้รับบาดเจ็บหรือการผ่าตัดถูกเส้นประสาทใบหน้า หรือเกิดจากมีการอักเสบของบริเวณหูแล้วลุกลามถูกเส้นประสาทดังกล่าว หรือเกิดจากโรคงูสวัดหรือโรคเรื้อนที่ขึ้นบริเวณใบหน้าแล้วทำให้เส้นประสาท ใบหน้าเกิดการอักเสบ หรือเกิดจากเป็นเนื้องอกในบริเวณหูหรือใบหน้าซึ่งกระทบกระเทือนถูกเส้นประสาทดังกล่าว สาเหตุเหล่านี้ ทำให้เกิดอาการอัมพาตของใบหน้าครึ่งซีกแบบเดียวกับโรคอัมพาตเบลล์ ต่างกันเพียงแต่อัมพาตเบลล์จะเกิดขึ้นฉับพลันโดยไม่พบสาเหตุที่ชัดเจน ส่วนวิธีการรักษาก็แตกต่างกันไป ตามแต่สาเหตุที่พบ
- โรคอัมพาตครึ่งซีก (hemi-plegia) หรือโรคอัมพฤกษ์ อัมพาต ผู้ป่วย จะมีอาการแขนขาซีกใดซีกหนึ่งอ่อนแรง และบางรายอาจพบว่ามีอาการปากเบี้ยวร่วมด้วย แต่ต่างจากอัมพาตเบลล์ ที่ยังหลับตาและยักคิ้วได้ ส่วนอัมพาตเบลล์จะมีแขนขา 2 ข้าง แข็งแรงเป็นปกติดี
แพทย์จะให้การรักษาดังนี้
- ให้กินยาลดการอักเสบ ได้แก่ เพร็ดนิโซโลน นานประมาณ 10 วัน ยานี้ถ้าให้ตั้งแต่ภายใน 4 วันแรก จะช่วยลดการอักเสบของเส้นประสาทใบหน้า ทำให้อาการกล้ามเนื้อที่เป็นอัมพาตฟื้นตัวได้เร็ว ถ้าให้ช้ากว่านั้น อาจได้ผลไม่แน่นอน เนื่องจากยานี้มีข้อควรระวังในการใช้ และอาจมีผลข้างเคียงร้ายแรงหากใช้ไม่ถูกต้อง จึงควรให้แพทย์เป็นผู้พิจารณาสั่งใช้ตามความเหมาะสม ไม่ควรซื้อใช้เอง
- ใช้ยาป้ายตาที่เข้ายาปฏิชีวนะ ใส่ตาข้างที่ปิดไม่มิด วันละ 2-3 ครั้ง เพื่อป้องกันไม่ให้ตา ได้รับการระคายเคืองจนเกิดการอักเสบ หรือจะใส่แว่นกันแดด หรือใช้ผ้าสะอาดปิดตาข้างนั้นไว้ ก็ได้
- ในรายที่เป็นมาก อาจต้องให้การรักษาทางกายภาพบำบัด เช่น ใช้ไฟฟ้ากระตุ้นกล้ามเนื้อ ที่เป็นอัมพาต
- แพทย์จะนัดผู้ป่วยมาติดตามการรักษาเป็นระยะๆ จนกว่าจะแน่ใจว่าหายดี โดยทั่วไปมักจะใช้เวลา 1-3 สัปดาห์
การวินิจฉัย
แพทย์มักจะวินิจฉัยจากลักษณะอาการอ่อนแรงของกล้ามเนื้อใบหน้าเพียงซีกใดซีกหนึ่ง และแขนขา 2 ข้างแข็งแรงดี โดยตรวจไม่พบสาเหตุที่ชัดเจน เช่น ไม่มีประวัติการบาดเจ็บ การผ่าตัด ไม่เป็นงูสวัด หรือโรคเรื้อน หรือเนื้องอกที่บริเวณใบหน้าเป็นต้น
ในรายที่แยกแยะสาเหตุไม่ได้แน่ชัด อาจทำการตรวจพิเศษเพิ่มเติม เช่น ตรวจเลือด เอกซเรย์ ถ่ายภาพด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI) ตรวจคลื่นไฟฟ้ากล้ามเนื้อ (EMG) เป็นต้น
เมื่อสงสัยมีอาการอัมพาตของใบหน้า ควรรีบไปพบแพทย์ เพื่อการตรวจวินิจฉัย ที่แน่ชัด
ถ้าพบว่าเป็นอัมพาตเบลล์ ผู้ป่วยไม่จำเป็นต้อง เข้าพักรักษาตัวที่โรงพยาบาล และควรปฏิบัติตัวดังนี้
- ใช้ยารักษาตามคำแนะนำของแพทย์
- ติดตามการรักษากับแพทย์ตามนัดอย่าได้ขาด
- ทำการบริหารกล้ามเนื้อใบหน้า ด้วยการทำท่าแยกเขี้ยวยิงฟัน และใช้มือยกมุมปากข้างที่เป็น อัมพาตขึ้นตามไปด้วย ทำวันละ 2-3 ครั้ง ครั้งละ 5-10 นาที
- สามารถดำเนินกิจวัตรประจำวันได้เป็นปกติ และไม่ต้องกังวลว่าจะแพร่โรคในคนข้างเคียง เพราะไม่ใช่โรคติดต่อ
- ส่องกระจกดูอาการเปลี่ยนแปลงทุกวัน มักจะพบว่ากล้ามเนื้อใบหน้าตอนบนจะเริ่มฟื้นตัวได้ก่อน โดยจะสังเกตว่า สามารถยักคิ้ว และปิดตาได้ก่อนที่จะหายปากเบี้ยว ดังนั้นลองยักคิ้วและหลับตาดูทุกวัน ถ้าพบว่าเริ่มทำได้ ก็แสดงว่ามีโอกาสหายได้ในเร็ววัน
การป้องกัน
ในปัจจุบันยังไม่มีวิธีป้องกันที่ได้ผล แต่เมื่อมีอาการเกิดขึ้นควรรีบไปให้แพทย์ทำการรักษาเพื่อช่วยให้ฟื้นตัวเร็ว และลดภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้น
บางคนอยู่ๆ นอนตื่นขึ้นมา อาจสังเกตว่ามีอาการ ปากเบี้ยว ปิดตาและยักคิ้วข้างหนึ่งไม่ได้ อาการเหล่านี้มักมีสาเหตุจากโรคอัมพาต เบลล์ อาการที่เกิดขึ้นถึงแม้จะดูน่าตกใจกลัว แต่จริงๆ แล้วเป็นโรคที่ไม่มีอันตรายร้ายแรง และหายได้สนิทเป็นส่วนใหญ่
ชื่อภาษาไทย
อัมพาตเบลล์, เบลล์พัลซี, อัมพาตใบหน้าครึ่งซีก, โรคปากเบี้ยว
ชื่อภาษาอังกฤษ
Bell's palsy, Idiopathic facial palsy
ความชุก
โรคนี้พบได้พอประมาณในคนทั่วไป (ในสหรัฐอเมริการพบประมาณปีละ 40,000 ราย) พบมากในคนอายุ 20-50 ปี ชายกับหญิงมีโอกาสเป็นพอๆ กัน
ผู้ที่เป็นเบาหวานมีโอกาสเป็นโรคนี้มากกว่าคนทั่วไปประมาณ 4 เท่า หญิงตั้งครรภ์ในระยะไตรมาสท้าย (อายุครรภ์ 7-9 เดือน) มีโอกาสเสี่ยงต่อการเป็นโรคนี้มากขึ้น ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง (เช่น ผู้ป่วยเอดส์) ก็เสี่ยงต่อการเป็นโรคนี้ และการกำเริบของโรคซ้ำ
โรคนี้อาจพบร่วมกับโรคอื่นๆ เช่น ไข้หวัด ไข้หวัดใหญ่ ความดันเลือดสูง หูชั้นกลางอักเสบเรื้อรัง เป็นต้น
- อ่าน 10,457 ครั้ง
พิมพ์หน้านี้









