Skip to main content
ข้อมูลสุขภาพ มูลนิธิหมอชาวบ้าน
menu

Login Pop

  • เข้าสู่ระบบ
    • ลืมรหัสผ่าน
search
  • เว็บหลักหมอชาวบ้าน
  • สำนักพิมพ์หมอชาวบ้าน
  • มูลนิธิหมอชาวบ้าน
  • หน้าแรก
  • ดูแลสุขภาพด้วยตัวเอง
  • บทความสุขภาพน่ารู้
  • สื่อสุขภาพ
  • คำถามสุขภาพ
  • ข่าวสาร
  • ติดต่อหมอชาวบ้าน
  • ข้อปฏิเสธความรับผิดชอบ
หน้าแรก » ดูแลสุขภาพด้วยตนเอง
  • ขนาดตัวอักษร  Normal size text | Increase text size by 10% | Increase text size by 20% | Increase text size by 30%

โรคปวดข้อรูมาตอยด์

โพสโดย admin เมื่อ 19 ตุลาคม 2554 15:05
ZUID: 
D094
ZADDITIONAL1: 

โรคนี้พบว่ามีการอักเสบเรื้อรังของเยื้อบุข้อเกือบทุกแห่งทั่วร่างกายพร้อมๆ กันร่วมกับมีการอักเสบของพังผืดหุ้มข้อ เส้นเอ็นและกล้ามเนื้อรอบๆ ข้อ เชื่อว่าเป็นผลมาจากระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายมีการตอบสนองอย่างผิดปกติต่อเชื้อโรค หรือสารเคมีบางอย่าง (ซึ่งในปัจจุบันยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่นอน) ทำให้มีการสร้างภูมิต้านทาน(แอนติบอดี) ที่มีปฏิกิริยาต่อเนื้อเยื้อในบริเวณข้อของตัวเองเรียกว่า ปฏิกิริยาภูมิต้านตนเอง (autoimmune)

ZADDITIONAL2: 

ผู้ป่วยส่วนมากจะมีอาการค่อยเป็นค่อยไป เริ่มด้วยอาการอ่อนเพลีย เบื่ออาหาร ปวดเมื่อยตามกล้ามเนื้อและกระดูกนำมาก่อนนานเป็นสัปดาห์หรือเป็นเดือน แล้วต่อมาจึงมีอาการอักเสบของข้อปรากฏให้เห็น

ส่วนน้อยอาจมีอาการของข้ออักเสบเกิดขึ้นฉับพลันภายหลังได้รับบาดเจ็บ เป็นโรคติดเชื้อ หลังผ่านตัด หลังคลอด หรืออารมณ์เครียด ซึ่งบางรายอาจมีอาการไข้ ต่อมน้ำเหลืองโต ม้ามโตร่วมด้วย

ข้อที่เริ่มมีอาการอักเสบก่อน ได้แก่ ข้อนิ้วมือนิ้วเท้า ข้อมือ ข้อเท้า ข้อเข่า ต่อมาจะเป็นที่ข้อไหล่ ข้อศอก

ผู้ป่วยจะมีลักษณะจำเพาะ คือมีอาการปวดข้อพร้อมกันและคล้ายคลึงกันทั้ง 2 ข้าง และข้อจะบวมแดงร้อน นิ้วมือนิ้วเท้าจะบวมเหมือนรูปกระสวย ต่อมาอาการอักเสบจะลุกลามไปทุกข้อทั่วร่างกาย ตั้งแต่ข้อขากรรไกรลงมาที่ต้นคอ ไหปลาร้า ข้อไหล่ ข้อศอก ข้อมือ ข้อนิ้วมือลงมาจนถึงข้อเท้าและข้อนิ้วเท้า

บางรายอาจมีอาการอักเสบของข้อเพียง 1 ข้อหรือไม่กี่ข้อ และอาจเป็นเพียงข้างใดข้างหนึ่งของร่างกาย(ไม่เกิดพร้อมกันทั้ง 2 ข้างของร่างกาย ก็ได้)

อาการปวดข้อและข้อเเข็ง (ขยับลำบาก) มักจะเป็นมากในช่วงตื่นนอนหรือตอนเช้า ทำให้รู้สึกขี้เกียจหรือไม่อยากตื่นนอน พอสายๆ หรือหลังมีการเคลื่อนไหวของร่างกายจะลุเลา

บางรายอาจมีการปวดข้อตอนกลางคืน จนนอนไม่หลับ

อาการปวดข้อจะเป็นอยู่ทุกวัน และมากขึ้นทุกขณะนานเป็นแรมเดือนแรมปี โดยมีบางระยะอาจทุเลาไปได้เอง แต่จะกลับกำเริบรุนแรงขึ้นอีก โดยเฉพาะอย่างยิ่งขณะมีความเครียดหรือขณะตั้งครรภ์

ถ้าข้ออักเสบเรื้อรังอยู่หลายปี ข้ออาจจะเเข็งแรงและพิการได้

นอกจากนี้ ผู้ป่วยบางรายยังอาจมีอาการอื่นๆ ร่วมด้วย เช่น ภาวะโลหิตจาง ฝ่ามือแดง มีผื่นหรือตุ่มขึ้นตามผิวหนัง อาการปวดชาปลายมือจากภาวะเส้นประสาทมือถูกพังผืดรัดแน่น อาการนิ้วมือนิ้วเท้าซีดขาวและเปลี่ยนเป็นสีเขียวคล้ำเวลาถูกความเย็น (Raynaud' s phenomenon) ต่อมน้ำเหลืองโต ม้ามโต ตาอักเสบ หัวใจอักเสบ หลอดเลือดแดงอักเสบ ปอดอักเสบ ภาวะมีน้ำในโพรงเยื่อหุ้มปอด ไข้ต่ำๆ น้ำหนักลด เป็นต้น

การดำเนินโรค

โรคนี้มักเป็นเรื้อรังตลอดชีวิต ถ้าไม่ได้รับการรักษาอาจทำให้ข้อพิการได้ (ในบ้านเราพบว่าเพียงส่วนน้อยที่อาจมีข้อพิการรุนแรงแทรกซ้อน)

ถ้าได้รับการรักษาอย่างถูกต้อง และปฎิบัติตัวอย่างจริงจัง ส่วนใหญ่อาการจะทุเลาได้ หรืออาจหายขาดได้ มีเพียงร้อยละ 20-30 ที่อาจมีอาการรุนแรงที่ต้องใช้ยานอกเหนือจากยากต้านอักเสบที่ไม่ใช่สตีรอยด์

ภาวะแทรกซ้อน

ถ้าเป็นรุนแรงและเรื้อรังอาจทำให้ข้อพิการผิดรูปผิดร่าง ใช้การไม่ได้ บางรายอาจมีการผุกกร่อนของกระดูก

ในบ้านเราพบว่ามีเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่อาจมีภาวะแทรกซ้อนดังกล่าว

การแยกโรค

ในรายที่มีอาการปวดตามข้อนิ้วมือนิ้วเท้าทุกนิ้วพร้อมกันทั้ง 2 ข้างอาจต้องแยกออกจากโรคเอสแอลอี (SLE) ซึ่งเป็นโรคที่เกิดจากปฎิกิริยาภูมิต้านตนเองชนิดหนึ่งที่มีความร้ายแรง และพบมากในผู้หญิงอายุ 20-50 ปี เช่นเดียวกับโรคปวดข้อรูมาตอยด์ นอกจากอาการปวดข้อแล้วผู้ป่วยยังมีอาการไข้เรื้อรังนานเป็นแรมเดือน ผมร่วง มีฝ้าแดงขึ้นที่โหนกแก้ม 2 ข้างคล้ายรูปปีกผีเสื้อ อาจมีอาการซีด ลมพิษ ผื่นคัน จุดแดง หรือบวมทั้งตัวร่วมด้วย

ในรายที่มีข้ออักเสบ (ปวดบวม แดงร้อน) เพียง 1 ข้อหรือไม่กี่ข้อ ก็อาจเกิดจากสาเหตุอื่น เช่น

  • เกาต์ (gout) ผู้ป่วยมักมีอาการปวดบวม แดงร้อนที่ข้อหัวแม่เท้า หรือข้อเท้า ซึ่งเกิดขึ้นฉับพลันหลังกินเลี้ยง ดื่มเหล้า หรือกินอาหารที่ทำให้ยูริกในเลือดสูง (เช่น เครื่องในสัตว์ ยอดผักหรือพืชหน่ออ่อน หรือเนื้อสัตว์ปริมาณมาก) พบในผู้ชายมากกว่าผู้หญิง
  • ไข้รูมาติก (rheumatic fever) ผู้ป่วยมักมีอาการไข้ร่วมกับอาการปวดบวม แดงร้อนที่ข้อใหญ่ๆ (เช่น ข้อเข่า ข้อเท้า ข้อศอก) เพียง 1 ข้อก่อน แล้วย้ายไปที่ข้ออื่นทีละข้อ มักพบในเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี และอาจมีประวัติเป็นไข้และเจ็บคอ (ทอนซิลอักเสบ) นำมาก่อน 1-4 สัปดาห์
ZADDITIONAL3: 

แพทย์จะให้ยาต้านอักเสบที่ไม่ใช่สตีรอยด์ เช่น แอสไพริน (ขนาดสูง วันละ 3-4 ครั้ง ครั้งละ 3-4 เม็ด) หรือไอบูโพรเฟน (ibuprofen) เพื่อลดการอักเสบของข้อและบรรเทาปวด อาจต้องกินติดต่อกันนานเป็นแรมเดือนหรือแรมปี ยานี้อาจทำให้เกิดโรคแผลในกระเพาะลำไส้ แพทย์อาจให้กินยารักษากระเพาะ เช่น โอมีพราโซล (omeprazole) ควบคู่ด้วยเพื่อป้องกันการเกิดแผลในกระเพาะลำไส้

นอกจากนี้ แพทย์อาจให้การรักษาทางกายภาพบำบัด เช่นการประคบด้วยน้ำอุ่นจัดๆ การฝึกายบริหารเป็นต้น

ในรายที่กินยาชนิดดังกล่าวเพียงอย่างเดียวไม่ได้ผลแพทย์ก็อาจใช้ยาลดการอักเสบชนิดอื่นๆ เช่น ไฮดรอกซีคลอโรควีน (hydroxychloroquine) สารเกลือของทอง (gold salt) ยาสตีรอยด์เมโทเทรกเซต (methiotrexate) ยากดภูมิคุ้มกัน (เช่น ไซโคลสปอริน) เป็นต้น

ในรายที่เป็นรุนแรง แพทย์อาจรับตัวผู้ป่วยไว้นอนพักรักษาในโรงพยาบาลนานเป็นสัปดาห์หรือเป็นเดือนและอาจต้องเข้าเฝือกเพื่อให้ข้อที่ปวดได้พักผ่อนอย่างเต็มที่

ในรายที่มีข้อพิการรุนแรง อาจต้องแก้ไขด้วยการผ่าตัด

การวินิจฉัย

แพทย์จะวินิจฉัยเบื้องต้นจากอาการปวดข้อนิ้วมือนิ้วเท้าทุกข้อพร้อมกันทั้ง 2 ข้างหรืออาการปวดข้อเรื้อรังที่ชวนให้สงสัยเป็นโรคนี้

  • ตรวจเลือด พบค่าอีเอสอาร์ (ESR หมายถึง อัตราการตกตะกอนของเม็ดเลือดแดง) สูงกว่าปกติ อาจตรวจพบรูมาตอยด์แฟกเตอร์ (rheumatoid factor) สารภูมิต้านทานที่มีชื่อว่า anti-cyclic citrullirated peptide (anti-CCP)
  • เอกซเรย์ พบความผิดปกติของข้อและภาวะกระดูกพรุน (asteoporosis)
ZADDITIONAL4: 

เมื่อมีอาการปวดข้อนานเกิน 2 สัปดาห์ หรือมีอาการปวดบวม แดงร้อน ที่ข้อ (ไม่ว่าข้อใด หรือจำนวนกี่ข้อก็ตาม) ก็ควรไปปรึกษาแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุให้แน่ชัด

เมื่อแพทย์ตรวจพบว่าเป็นโรคปวดข้อรูมาตอยด์ผู้ป่วยควรปฏิบัติตัวดังนี้

  • กินยา รักษาทางกายภาพบำบัดตามคำแนะนำของแพทย์ และติดตามการรักษากับแพทย์ประจำตามนัดอย่างต่อเนื่อง
  • อย่าซื้อยาชุด ยาลูกกลอนกินเอง เพราะอาจมีส่วนผสมของสารสตีรอยด์ ซึ่งอาจทำให้เกิดผลข้างเคียงร้ายแรงได้(แม้ว่าจะช่วยให้อาการทุเลาหรือหายดีก็ตาม)
  • นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ
  • ออกกำลังกายที่ไม่หนักเกินไป เช่น เดินเร็ว ว่ายน้ำ รำมวยจีน ฝึกชี่กง ฝึกกายบริหาร เป็นต้น แต่ว่าถ้าออกกำลังการแล้ว กลับมีอาการปวดข้อมากขึ้น ก็ควรงดและปรึกษาแพทย์ว่าควรออกกำลังการแบบไหนดี
  • ประคบข้อที่ปวดด้วยน้ำอุ่นจัดๆ อาบหรือเเช่ในน้ำอุ่นนานครั้งละ 15 นาที
  • ถ้ามีความเครียด ให้พักผ่อนโดยหายใจเข้าออกลึกๆ (นาทีละไม่เกิน 10 ครั้ง) นาน 1-2 นาที ทำบ่อยๆ ทุกวัน (อาจทุก 2-5 ชั่วโมง) หรือทำสมาธิ หรือ ฝึกเจริญสติ (จิตใจจดจ่อกับการเคลื่อนไหวหรือสมาธิในชีวิตประจำวัน)

การป้องกัน

โรคนี้เกิดจากปฎิกิริยาภูมิต้านตนเอง ซึ่งเกิดขึ้นโดยไม่ทราบสาเหตุชัดเจน จึงไม่อาจหาวิธีป้องกันไม่ให้เป็น

แต่เมื่อเป็นโรคนี้แล้ว ควรรับการรักษาและปฏิบัติตัวอย่างจริงจัง เพื่อป้องกันไม่ให้อาการกำเริบหนัก และเกิดภาวะข้อพิการรุนแรง

โรคปวดข้อรูมาตอยด์เป็นโรคข้ออักเสบเรื้อรังชนิดหนึ่ง ที่มักเกิดกับข้อนิ้วมือนิ้วเท้าทุกข้อ 2 ข้างพร้อมกันทำให้ปวดข้อ ข้อแข็ง กำลำบาก เป็นโรคที่เกี่ยวข้องกับปฏิกิริยาภูมิต้านตนเอง  ซึ่งเกิดขึ้นโดยไม่ทราบสาเหตุที่แท้จริง พบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย

ผู้ที่เป็นโรคนี้ ควรติดตามรักษากับแพทย์อย่างต่อเนื่อง หากปล่อยปละละเลยอาจทำให้ข้อพิการรุนแรงได้

ชื่อภาษาไทย
โรคปวดข้อรูมาตอยด์ โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์

ชื่อภาษาอังกฤษ
Rheumatoid arthritis

ความชุก

พบได้ประมาณร้อยละ 1-3 ของคนทั่วไป พบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย ประมาณ 4-5 เท่าและพบมากในช่วงอายุ 20-50 ปี แต่ก็พบได้ในคนทุกเพศทุกวัย

ป้ายคำ:
  • โรค
  • อ่าน 23,422 ครั้ง
  • พิมพ์หน้านี้พิมพ์หน้านี้
Skip to Top

คุณไม่สบายตรงไหน

  • ศีรษะหู ตา คอ จมูก ปาก
  • ลำตัวท้อง แขน มือ อวัยวะภายใน
  • ลำตัวส่วนล่างอวัยวะเพศ ขา เท้า
  • อาการทั่วไป ไข้หวัด ผิวหนัง ฯลฯ

ข้อมูลสุขภาพ

  • โรค
  • ยา
  • สมุนไพร
  • ปฐมพยาบาล
Doctor Me

  • สนับสนุนสื่อสุขภาพออนไลน์หมอชาวบ้าน
  • สำนักพิมพ์หมอชาวบ้าน
  • คำแนะนำสำหรับประชาชน เรื่อง โรคจากเชื้อแบคทีเรีย อีโคไลชนิดรุนแรง
  • ผ่าตัดฟรีสำหรับเด็ก ที่เป็นโรคหัวใจ
  • สมาคมคนพิการแห่งประเทศไทย (สพท.)
Appstore
GooglePlay

แผนผังเว็บไซต์

  • หน้าแรก
  • ดูแลสุขภาพด้วยตัวเอง
  • บทความสุขภาพน่ารู้
  • สื่อสุขภาพ
  • คำถามสุขภาพ
  • ข่าวสาร
  • ติดต่อหมอชาวบ้าน
  • ข้อปฏิเสธความรับผิดชอบ

รวมลิงค์เครือข่าย

  • มูลนิธิหมอชาวบ้าน
  • สำนักพิมพ์หมอชาวบ้าน
  • สถาบันโยคะวิชาการ

สื่อสุขภาพ

  • คลิปสุขภาพ
  • หมอชาวบ้านรายเดือน
  • คลินิกรายเดือน
  • จดหมายข่าวย้อนหลัง
  • feed หมอชาวบ้าน
  • facebook หมอชาวบ้าน
  • youtube หมอชาวบ้าน
  • feed หมอชาวบ้าน
  • facebook หมอชาวบ้าน
  • twitter หมอชาวบ้าน
  • youtube หมอชาวบ้าน
สนับสนุนโดย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)< และสถาบัน ChangeFusion< พัฒนาระบบโดย Opendream< สัญญาอนุญาต cc by-nc-sa <