Skip to main content
ข้อมูลสุขภาพ มูลนิธิหมอชาวบ้าน
menu

Login Pop

  • เข้าสู่ระบบ
    • ลืมรหัสผ่าน
search
  • เว็บหลักหมอชาวบ้าน
  • สำนักพิมพ์หมอชาวบ้าน
  • มูลนิธิหมอชาวบ้าน
  • หน้าแรก
  • ดูแลสุขภาพด้วยตัวเอง
  • บทความสุขภาพน่ารู้
  • สื่อสุขภาพ
  • คำถามสุขภาพ
  • ข่าวสาร
  • ติดต่อหมอชาวบ้าน
  • ข้อปฏิเสธความรับผิดชอบ
หน้าแรก » ดูแลสุขภาพด้วยตนเอง
  • ขนาดตัวอักษร  Normal size text | Increase text size by 10% | Increase text size by 20% | Increase text size by 30%

หลอดเลือดอัณฑะขอด

โพสโดย admin เมื่อ 19 ตุลาคม 2554 15:02
ZUID: 
D015
ZADDITIONAL1: 

หลอดเลือดอัณฑะขอด เป็นผลมาจากลิ้นปิดเปิดในหลอดเลือดดำบกพร่องหรือเสื่อมสมรรถภาพ ทำให้เลือดไหลย้อนกลับ (จากบนลงล่าง แทนจากล่างขึ้นบน) แบบเดียวกับหลอดเลือดขอดที่ขา (varicose vein) และหลอดเลือดขอดที่ทวาร (ริดสีดวงทวาร) ส่วนมากเกิดขึ้นโดยไม่ทราบสาเหตุ

ประมาณร้อยละ 85 ของผู้ป่วยจะเป็นที่ถุงอัณฑะข้างซ้าย เนื่องเพราะลักษณะทางกายวิภาคของระบบหลอดเลือดดำของอัณฑะข้างซ้ายมีลักษณะแตกต่างจากข้างขวา กล่าวคือ หลอดเลือดดำของอัณฑะข้างซ้ายจะไหลเข้าสู่หลอดเลือดดำของไต (renal vein) ในขณะที่หลอดเลือดดำข้างขวาจะไหลเข้าสู่ท่อเลือดดำใหญ่ (inferior vena cava) โดยตรง ดังนั้นจึงเอื้อให้หลอดเลือดดำของอัณฑะข้างซ้ายเกิดการขอดตัวได้มากกว่าข้างขวา

โรคนี้มักพบในผู้ชายอายุ 15-25 ปี ในผู้ชายอายุเกิน 40 ปี พบได้น้อย หากพบในผู้ชายที่อายุเกิน 40 ปี โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นที่ถุงอัณฑะข้างขวาเพียงข้างเดียว อาจเกิดจากมีก้อนเนื้องอกในช่องท้องกดทับหลอดเลือดดำในช่องท้อง ทำให้เกิดแรงดันลงมาที่หลอดเลือดดำของอัณฑะ เป็นเหตุให้เกิดการขอดตัวได้

ZADDITIONAL2: 

ส่วนมากจะไม่มีอาการแสดง อาจตรวจพบขณะไปปรึกษาแพทย์เรื่องมีบุตรยาก

บางรายอาจมีอาการปวดหน่วงๆที่อัณฑะ หลังออกกำลังกายหรือหลังจากทำงานมาตลอดวัน (จึงมักมีอาการในช่วงบ่ายๆ เย็นๆ) และอาการปวดมักทุเลาเมื่อนอนราบ

ในรายที่เป็นมาก อาจสังเกตเห็นถุงอัณฑะโตข้างหนึ่ง คลำดูตรงสายรั้งอัณฑะ (อยู่ด้านหลังของถุงอัณฑะ) จะมีลักษณะเป็นลำ หยุ่นๆ นุ่มๆ

การดำเนินโรค

ส่วนใหญ่ไม่มีอันตรายใดๆ ไปจนตลอดชีวิต (ซึ่งไม่จำเป็นต้องให้การรักษาแต่อย่างใด)

ในรายที่อัณฑะฝ่อหรือเป็นหมัน หลังผ่าตัดจะช่วยให้มีบุตรได้

ภาวะแทรกซ้อน

ถ้าไม่ได้รับการแก้ไข และปล่อยทิ้งนานๆ อาจทำให้อัณฑะฝ่อ และมีบุตรยาก

การแยกโรค

อาการปวดอัณฑะหรือถุงอัณฑะโตกว่าปกติ อาจเกิดจากสาเหตุอื่นๆ เช่น

  • อัณฑะบิดตัว จะมีอาการปวดอัณฑะอย่างรุนแรงและเกิดขึ้นฉับพลัน อัณฑะบวมและแตะถูกเจ็บ ถือว่าเป็นภาวะร้ายแรงที่ต้องรีบไปพบแพทย์ทันที
  • อัณฑะอักเสบ อัณฑะมีลักษณะปวดบวมแดงร้อน และอาจมีไข้ร่วมด้วย
  • ไส้เลื่อน มักมีอาการมีก้อนบวมที่อัณฑะเวลายืน นั่ง หรือไอ และยุบหายเวลานอนราบ โดยไม่มีอาการเจ็บปวด ก้อนคลำดูมีลักษณะนุ่ม ไม่เจ็บ
  • กล่อนน้ำ (hydrocele) หมายถึงการเกิดเป็นถุงน้ำภายในถุงอัณฑะ มีลักษณะเป็นก้อนนุ่มที่ถุงอัณฑะข้างใดข้างหนึ่ง โดยไม่ยุบหายไม่ว่าจะอยู่ในท่าใด โดยไม่มีอาการเจ็บปวดแต่อย่างใด
  • มะเร็งอัณฑะ มีอาการเป็นก้อนแข็งที่อัณฑะข้างหนึ่ง ไม่เจ็บ แต่โตเร็ว
ZADDITIONAL3: 

แพทย์จะให้การรักษาตามความรุนแรงของโรค

ถ้าไม่มีอาการแสดง ก็ไม่ต้องให้การรักษาแต่อย่างใด บางรายอาจหายได้เองเมื่ออายุมากขึ้น

ถ้ามีอาการปวดหน่วงๆ บ่อยๆ อาจแนะนำให้ผู้ป่วยใส่กางเกงในรัดๆ หรือใช้เครื่องพยุงอัณฑะ (scrotal support)

ในรายที่มีบุตรยาก (เป็นหมัน) หรือตรวจพบว่าอัณฑะฝ่อ แพทย์อาจทำการผ่าตัดแก้ไข หลังผ่าตัด อาจช่วยให้มีบุตรได้

ในรายที่ตรวจพบหลังอายุ 40 ปี หรือเป็นที่อัณฑะข้างขวาข้างเดียว อาจต้องตรวจหาสาเหตุ (เช่น เนื้องอกในช่องท้อง) แล้วให้การแก้ไขตามสาเหตุ

การวินิจฉัย

แพทย์มักจะวินิจฉัยโดยตรวจพบหลอดเลือดดำของอัณฑะพองโต (ขอด) คือ คลำได้ที่บริเวณด้านหลังของถุงอัณฑะ (สายรั้งอัณฑะ) มีลักษณะเป็นลำหยุ่นๆ นุ่มๆ ซึ่งจะพบได้ชัดเจนในท่ายืน หรือขณะที่ให้ผู้ป่วยทำท่าเบ่งแบบถ่ายอุจจาระ

การวินิจฉัยที่แน่ชัด อาจทำโดยการถ่ายภาพถุงอัณฑะด้วยคลื่นเสียงความถี่สูง (อัลตราซาวนด์) ซึ่งจะพบว่าหลอดเลือดดำของอัณฑะมีเส้นผ่าศูนย์กลาง มากกว่า 2 มม.

ZADDITIONAL4: 

ถ้าพบว่ามีอาการปวดอัณฑะหรือถุงอัณฑะโตกว่าปกติ หรือมีบุตรยาก ก็ควรปรึกษาแพทย์หรือตรวจหาสาเหตุให้แน่ชัด

ในกรณีที่มีอาการปวดที่อัณฑะรุงแรงฉับพลัน ควรรีบไปพบแพทย์ทันที

หลอดเลือดอัณฑะขอด หมายถึง กลุ่มหลอดเลือดดำของอัณฑะ (ไหลจากอัณฑะไปตามสายรั้งอัณฑะเข้าสู่ช่องท้อง) เกิดการพองตัวหรือขอด ทำให้สังเกตเห็นว่าถุงอัณฑะข้างหนึ่งโต หรือมีอาการปวดหน่วงๆ ที่อัณฑะข้างหนึ่งเป็นครั้งคราว เป็นภาวะที่ไม่มีอันตรายร้ายแรง แต่อาจทำให้มีบุตรยากได้

หลอดเลือดอัณฑะขอด

ชื่อภาษาไทย
หลอดเลือดอัณฑะขอด

ชื่อภาษาอังกฤษ
Varicocele

ความชุก

พบได้ประมาณร้อยละ 15-20 ของผู้ชายทุกอายุ พบบ่อยในช่วงอายุ 15-25 ปี พบน้อยในช่วงอายุมากกว่า 40 ปี

ส่วนผู้ชายที่มีบุตรยาก พบโรคนี้ได้กว่าร้อยละ 40

ป้ายคำ:
  • โรค
  • อ่าน 12,235 ครั้ง
  • พิมพ์หน้านี้พิมพ์หน้านี้
Skip to Top

คุณไม่สบายตรงไหน

  • ศีรษะหู ตา คอ จมูก ปาก
  • ลำตัวท้อง แขน มือ อวัยวะภายใน
  • ลำตัวส่วนล่างอวัยวะเพศ ขา เท้า
  • อาการทั่วไป ไข้หวัด ผิวหนัง ฯลฯ

ข้อมูลสุขภาพ

  • โรค
  • ยา
  • สมุนไพร
  • ปฐมพยาบาล
Doctor Me

  • สำนักพิมพ์หมอชาวบ้าน
  • สนับสนุนสื่อสุขภาพออนไลน์หมอชาวบ้าน
  • สำนักพิมพ์หมอชาวบ้าน
  • คำแนะนำสำหรับประชาชน เรื่อง โรคจากเชื้อแบคทีเรีย อีโคไลชนิดรุนแรง
  • ผ่าตัดฟรีสำหรับเด็ก ที่เป็นโรคหัวใจ
  • สมาคมคนพิการแห่งประเทศไทย (สพท.)
Appstore
GooglePlay

แผนผังเว็บไซต์

  • หน้าแรก
  • ดูแลสุขภาพด้วยตัวเอง
  • บทความสุขภาพน่ารู้
  • สื่อสุขภาพ
  • คำถามสุขภาพ
  • ข่าวสาร
  • ติดต่อหมอชาวบ้าน
  • ข้อปฏิเสธความรับผิดชอบ

รวมลิงค์เครือข่าย

  • มูลนิธิหมอชาวบ้าน
  • สำนักพิมพ์หมอชาวบ้าน
  • สถาบันโยคะวิชาการ

สื่อสุขภาพ

  • คลิปสุขภาพ
  • หมอชาวบ้านรายเดือน
  • คลินิกรายเดือน
  • จดหมายข่าวย้อนหลัง
  • feed หมอชาวบ้าน
  • facebook หมอชาวบ้าน
  • youtube หมอชาวบ้าน
  • feed หมอชาวบ้าน
  • facebook หมอชาวบ้าน
  • twitter หมอชาวบ้าน
  • youtube หมอชาวบ้าน
สนับสนุนโดย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)< และสถาบัน ChangeFusion< พัฒนาระบบโดย Opendream< สัญญาอนุญาต cc by-nc-sa <