Skip to main content
ข้อมูลสุขภาพ มูลนิธิหมอชาวบ้าน
menu

Login Pop

  • เข้าสู่ระบบ
    • ลืมรหัสผ่าน
search
  • เว็บหลักหมอชาวบ้าน
  • สำนักพิมพ์หมอชาวบ้าน
  • มูลนิธิหมอชาวบ้าน
  • หน้าแรก
  • ดูแลสุขภาพด้วยตัวเอง
  • บทความสุขภาพน่ารู้
  • สื่อสุขภาพ
  • คำถามสุขภาพ
  • ข่าวสาร
  • ติดต่อหมอชาวบ้าน
  • ข้อปฏิเสธความรับผิดชอบ
หน้าแรก » บทความสุขภาพน่ารู้ » คณะกรรมการการแพทย์ฉุกเฉิน (เงา)
  • ขนาดตัวอักษร  Normal size text | Increase text size by 10% | Increase text size by 20% | Increase text size by 30%

คณะกรรมการการแพทย์ฉุกเฉิน (เงา)

โพสโดย Anonymous เมื่อ 1 มีนาคม 2551 00:00

"กฎหมายฉบับนี้จะทำให้ระบบการแพทย์ฉุกเฉินของประเทศไทยมีความชัดเจน โดยกระทรวงสาธารณสุขจะยกระดับศูนย์นเรนทรให้เป็นสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ เพื่อเป็นหน่วยงานในการจัดระบบ วางแผนการจัดระบบการแพทย์ฉุกเฉินทุกระดับครอบคลุมทุกพื้นที่...ผู้ที่มีสิทธิ์ช่วยชีวิตผู้บาดเจ็บ ผู้ป่วยจะต้องเป็นมืออาชีพทั้งอาสาสมัครและผู้ประกอบวิชาชีพที่ผ่านการอบรมด้านนี้เป็นอย่างดี มีการขึ้นทะเบียนการประกอบวิชาชีพ รถพยาบาลฉุกเฉินต้องมีมาตรฐาน มีเครื่องมือแพทย์ตามที่กำหนด และจะไม่มีปัญหาการฮั้วผู้ป่วยหรือการปฏิเสธการรับผู้ป่วยที่มีไม่มีเงิน ซึ่งจะมีการออกข้อกำหนดเรื่องบทลงโทษต่อไป."1

ถ้อยแถลงส่งท้ายปีเก่า (พ.ศ. 2550) ของนายแพทย์มงคล ณ สงขลา อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขข้างต้น ในด้านหนึ่ง คงช่วยให้ผู้ป่วยฉุกเฉินตั้งความหวังว่าพระราชบัญญัติการแพทย์ฉุกเฉิน จะให้หลักประกันบริการการแพทย์ที่มีคุณภาพและทันท่วงที. ในอีกด้านหนึ่ง สถานพยาบาลและบุคลากรทางการแพทย์ ก็อดห่วงไม่ได้ว่าจะแบกรับภาระบริการได้สักเพียงใด จะเสี่ยงต่อบทลงโทษอย่างไร การสนับสนุนจะเพียงพอหรือไม่ ฯลฯ.

คาดประมาณจากสถิติโรงพยาบาลสังกัดกระทรวงสาธารณสุขเมื่อปี พ.ศ. 2547 จำนวนผู้ป่วยวิกฤตและผู้ป่วยฉุกเฉิน รวมกันเท่ากับ 3.72 ล้านราย (ร้อยละ 31 ของจำนวนผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษา ณ ห้องฉุกเฉินทั้งสิ้น 12 ล้านครั้ง)3 ถ้าเชื่อตัวเลขนี้ เมื่อเทียบกับจำนวนครั้งการให้บริการนำส่งโรงพยาบาลปี พ.ศ. 2550 (ตารางที่ 1) ซึ่งครอบคลุมเพียงร้อยละ 12 จะเห็นว่า ภาระที่จะต้องขยายบริการให้ครอบคลุมนับว่าหนักหนามาก. ในทางตรงกันข้าม เอกสารเดียวกันระบุว่า มีผู้เสียชีวิตจากภาวะฉุกเฉินทุกประเภท ปีละ 120,000 คน ซึ่งอนุมานได้ว่าเป็น กลุ่มเป้าหมายของบริการนำส่งโรงพยาบาลระดับ ALS ก็อาจจะตีความได้ว่าปริมาณบริการ ALS ใน ปี พ.ศ. 2550 ทะลุเป้าแล้ว.
                               
                        ตารางที่ 1.
จำนวนครั้งการให้บริการนำส่งโรงพยาบาลจำแนกประเภทระหว่าง
                                            ปี พ.ศ. 2546-50.2

หมายเหตุ ตาราง ALS (advanced life support) : BLS (basic life support) : FR (first responders)

ภาพการบรรลุเป้าหมายในลักษณะตรงกันข้ามกันเช่นนี้ ไม่ใช่เรื่องแปลก ถ้าฟังความเห็นจากผู้เชี่ยวชาญการพัฒนาระบบบริการการแพทย์ฉุกเฉินในการประชุมเมื่อ 31 มกราคม ที่ผ่านมา หลายคนเป็นห่วงเรื่องคุณภาพบริการที่เป็นอยู่ และความสอดคล้องระหว่างประเภทบริการที่ส่งออกไปรับผู้ป่วยกับระดับความรุนแรงของภาวะฉุกเฉิน โดยยอมรับว่า ถ้าจะให้บริการนำส่งโรงพยาบาลครอบคลุมผู้ป่วยฉุกเฉินตัวจริงได้มาก ก็ต้องยอมเหวี่ยงแหให้กว้างเข้าไว้ นั่นคือให้มีการนำส่งผู้ป่วยที่ไม่ฉุกเฉินปนเข้ามาด้วย.

เพื่อขยายความ ขอให้ลองพิจารณาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับบริการแต่ละระดับดังนี้ครับ
บริการระดับ FR เป็นบริการโดยพนักงานกู้ชีพที่มีพื้นฐานการศึกษาระดับมัธยม 6 และผ่านการฝึกอบรมเพียง 16 ชั่วโมง โดยที่การฝึกอบรมอาจเป็นเพียงภาคทฤษฎีล้วนๆ บริการที่ให้จึงอาจแตกต่างจากการนำส่งโดยบุคคลทั่วไปน้อยมาก จึงอนุมานต่อไปได้ว่า ผู้ป่วยส่วนใหญ่ที่ถูกนำส่งในระดับนี้ไม่ใช่ผู้ป่วยฉุกเฉิน. ทำนองเดียวกันผู้เชี่ยวชาญบางท่านเห็นว่าลักษณะผู้ป่วยส่วนใหญ่ที่ถูกนำส่งโดยบริการระดับ BLS4 ก็ไม่แตกต่างจากระดับ FR จึงน่าจะยุบรวมบริการสองระดับนี้เข้าด้วยกันโดยยกระดับขีดความสามารถของ FR ให้เป็นระดับ BLS.

เมื่อเป็นเช่นนี้ ระดับบริการที่สอดคล้องกับความจำเป็นฉุกเฉินมากที่สุด (โดยทฤษฎี) จึงเป็นบริการระดับ ALS.

ในความเป็นจริงช่องว่างการสื่อสารระหว่างผู้แจ้งเหตุกับผู้ตัดสินใจส่งหน่วยบริการออกไป (command control center/dispatcher) ทำให้ความสอดคล้องระหว่างระดับบริการกับความจำเป็นต่อบริการไม่สมบูรณ์แบบในสหรัฐอเมริกาหลังจากพัฒนาผ่านไป 15 ปี (ตั้งแต่ พ.ศ. 2513) ร้อยละ 30-50 ของบริการการแพทย์ฉุกเฉินยังเป็นบริการกรณีไม่ฉุกเฉิน.5 แม้แต่ตัวเลขล่าสุดที่นายแพทย์สุรจิต สุนทรธรรม (ผู้เชี่ยวชาญฯ สังกัด สปสช.) พาดพิงถึงในกรณีสหรัฐอเมริกาก็ดีขึ้นเล็กน้อยเป็นร้อยละ 25.

ถ้าใช้กรณีสหรัฐอเมริกาเป็นไม้บรรทัด จะเห็นภาพเปรียบเทียบลางๆว่า หลังจากสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ลงทุน ในบริการนำส่งโรงพยาบาลมา 5 ปี มี 3 จังหวัด (ร้อยละ 4 ของ 75 จังหวัด) ที่ผลงานไต่ระดับไปถึงค่าต่ำสุด (ร้อยละ 50 ในเวลา 15 ปี) ของสหรัฐอเมริกาที่กล่าวถึงข้างต้น (ดูตารางที่ 2 ประกอบ).

                                    
                     ตารางที่ 2. ร้อยละของผู้ป่วยฉุกเฉินที่รับไว้รักษาในโรงพยาบาลและมาด้วยบริการ
                                         นำส่งโรงพยาบาลในปี พ.ศ. 2550.2

นี่คือหลักฐานชี้วัดการพัฒนาด้านคุณภาพบริการนำส่งโรงพยาบาล ซึ่งไม่ว่าเราจะพอใจหรือไม่ก็ตาม. คำถามที่อาจจะน่าสนใจมากกว่า คือ เราจะย่นย่อเวลาการยกระดับคุณภาพได้มากกว่าสหรัฐอเมริกาอย่างไร. ในขณะเดียวกันก็ต้องเร่งขยายบริการให้ครอบคลุมผู้ป่วยฉุกเฉินตัวจริงให้มากยิ่งขึ้น ภายใต้ทรัพยากรที่มีจำกัด.

ปีล่าสุด (พ.ศ. 2551) สปสช.จัดสรรงบประมาณเพิ่มขึ้นอีก เป็น 558 ล้านบาท (12 บาทต่อหัวสำหรับประชากรเป้าหมาย 44.7 ล้านคน) เพื่อรองรับบริการนำส่งโรงพยาบาลและการพัฒนาระบบสนับสนุนควบคู่กันไป. ด้านหนึ่งฝ่ายผู้รับบริการและผู้ให้บริการอาจรู้สึกยินดี และหวังที่จะให้เพิ่มได้อีกตามความต้องการพัฒนาและขยายบริการทั้งคุณภาพและปริมาณ. ในอีกด้านหนึ่ง ฝ่ายหาเงินและจัดสรรเงินของรัฐบาลอาจรู้สึกกังวลเกรงว่าจะแบกรับไม่ไหว โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพิจารณาภาระทางการเงินที่นายแพทย์ธนงสรร เทียนถาวร และคุณศุภลักษณ์ ชลีพัฒน์ คาดการณ์ว่า ถ้าปริมาณบริการนำส่งโรงพยาบาลขยายตัวปีละร้อยละ 30 สำหรับคนไทย 65 ล้านคน โดยที่อัตราส่วนของ ALS : FR เท่ากับ 1 : 4 จะต้องใช้เงินเฉพาะค่าชดเชยบริการใน ปี พ.ศ. 2555 ทั้งสิ้น 1,014 ล้านบาท หรือหัวละ 15 บาท.6

ประเด็นสุดท้าย ม.29 ของพ.ร.บ.ฯ กำหนดให้คณะกรรมการการแพทย์ฉุกเฉิน (กพฉ.) สามารถลงโทษสถานพยาบาลที่ละเมิดหลักเกณฑ์ เงื่อนไขและมาตรฐานตามที่กพฉ.วางไว้ โดยอาจจำกัดขอบเขตความรับผิดชอบ ไม่รับรองมาตรฐาน ไม่ให้เงินทำงาน และยังปรับทางปกครองไม่เกิน 1 แสนบาท (ม.37). สิ่งนี้ย่อมสร้างความวิตกกังวลแก่สถานพยาบาลและบุคลากรเป็นธรรมดา. แต่ในอีกด้านหนึ่งก็เป็นการสร้างหลักประกันว่าประชาชนโดยเฉพาะคนจนจะไม่ถูกทอดทิ้งและได้บริการที่มีคุณภาพ การมีส่วนร่วมบนฐานวิชาการอย่างเท่าเทียมของฝ่ายต่างๆคือกลไกสำคัญ โดยที่กฎหมายนี้ได้วางไว้ในรูปของ กพฉ. ที่มีองค์ประกอบจากหลายภาคี เพื่อให้พัฒนาการการแพทย์ฉุกเฉินเป็นไปอย่างเหมาะสม นอกจากกลไกนี้การมีส่วนร่วมในรูปแบบอื่นๆ ก็เป็นเรื่องน่าคิดน่าลอง การประชุมเชิงปฏิบัติการเมื่อวันที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2551 ได้จุดประกายแนวคิดเกี่ยวกับการจัดตั้ง กพฉ.เงา ให้ทำงานคู่ขนานไปกับกพฉ.ตามกฎหมาย นี่คือตัวอย่างรูปธรรมที่น่าลองและอาจเชื่อมโยงกับรัฐบาลเงาของฝ่ายค้านด้วยก็ได้.

 

ป้ายคำ:
  • คุยสุขภาพ
  • ปัจฉิมพากย์
  • อ่าน 2,613 ครั้ง
  • พิมพ์หน้านี้พิมพ์หน้านี้

ข้อมูลสื่อ

279-023
วารสารคลินิก 279
มีนาคม 2551
ปัจฉิมพากย์
Skip to Top

บทความสุขภาพน่ารู้

  • ทั้งหมด
  • การแพทย์ทางเลือก
    • แพทย์แผนไทย
      • กดจุด
      • นวดไทย
    • แพทย์แผนจีน
  • ดูแลสุขภาพ
    • การดูแลผู้สูงอายุ
    • การปฐมพยาบาล
    • การรักษาเบื้องต้น
    • การใช้ยาสมุนไพร
    • คู่มือดูแลสุขภาพ
    • ยาและวิธีใช้
    • ตรวจสุขภาพด้วยตัวเอง
      • คำนวณค่า BMI
      • วินิจฉัยโรคเบื้องต้น
      • แนะนำการตรวจสุขภาพประจำปี
    • คุยสุขภาพ
      • กรณีศึกษา
      • ถามตอบปัญหาสุขภาพ
  • สุขภาพทางเพศและครอบครัว
    • การดูแลบุตร
    • แม่และเด็ก
    • การตั้งครรภ์
    • เรียนรู้เรื่องเพศและการวางแผนครอบครัว
  • สร้างเสริมสุขภาพ 3 อ. ​และป้องกันโรค
    • อาหาร
      • อาหาร 5 หมู่
      • อาหารของผู้่ป่วยโรคเรื้อรัง
        • ความดันสูง
        • หัวใจ
        • เกาต์
        • เบาหวาน
      • อาหารที่ควรหลีกเลี่ยง
      • อาหารป้องกันมะเร็ง
      • อาหารสมุนไพร
    • ออกกำลังกาย
      • วิ่ง เดิน ปั่นจักรยาน ว่ายน้ำ แอร์โรบิค แอร์โรบอคซิ่ง รำกระบอง ไทเก็ก ชี่กง โยคะ
    • อารมณ์
      • การทำสมาธิ
      • การพักผ่อน
      • การพัฒนา EQ
      • จิตอาสา/ ฉือจี้
  • พฤติกรรมอันตราย
    • พฤติกรรมเสี่ยงต่อสุขภาพ
    • อนามัยสิ่งแวดล้อม
    • อิริยาบถ
  • โรคและอาการ
    • โรคเรื้อรัง
      • กลุ่มอาการเมตาโบลิค
      • ความดันโลหิตสูง
      • ถุงลมปอดโป่งพอง
      • มะเร็ง
      • อัมพฤกษ์ อัมพาต
      • เบาหวาน
      • โรคข้อ/เกาต์
      • โรคทางจิตเวช เครียด หวาดระแวง
      • โรคหวัด ภูมิแพ้
      • โรคหัวใจ
      • โรคหืด
      • ไขมันในเลือดสูง/ผิดปกติ
      • ไตวาย
    • โรคตามระบบ
      • ระบบทางเดินอาหาร
      • โรคจากอุบัติเหตุ สารพิษ และสัตว์พิษ
      • โรคช่องปากและฟัน
      • โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์
      • โรคติดเชื้อ
      • โรคผิวหนัง
      • โรคพยาธิ
      • โรคระบบกระดูกและกล้ามเนื้อ
      • โรคระบบต่อมไร้ท่อ
      • โรคระบบทางอวัยวะเพศชาย
      • โรคระบบทางอวัยวะเพศหญิง
      • โรคระบบทางเดินปัสสาวะ
      • โรคระบบทางเดินหายใจ
      • โรคระบบประสาทและสมอง
      • โรคระบบไหลเวียนโลหิต
      • โรคหู ตา คอ จมูก
    • โรคจากการทำงาน
      • พิษภัยจากสารเคมี (ยาฆ่าเมลง/ สารตะกั่ว)
      • โรคจากฝุ่นและสารเคมีในโรงงาน
      • โรคจากสัตว์ เช่น ฉี่หนู
      • โรคจากอริยาบทที่ผิดสุขลักษณะ
      • โรคเส้นเอ็นอักเสบ/ นิ้วล็อค
  • ทันกระแสสุขภาพ
  • คลังความรู้สื่อสังคมออนไลน์
  • อื่น ๆ

ได้รับความนิยม

  • นม
  • ถั่วพู
  • คนท้อง
  • ธาลัสซีเมีย
  • ผู้สูงอายุ
  • ผักพื้นบ้าน
  • สมุนไพร

แผนผังเว็บไซต์

  • หน้าแรก
  • ดูแลสุขภาพด้วยตัวเอง
  • บทความสุขภาพน่ารู้
  • สื่อสุขภาพ
  • คำถามสุขภาพ
  • ข่าวสาร
  • ติดต่อหมอชาวบ้าน
  • ข้อปฏิเสธความรับผิดชอบ

รวมลิงค์เครือข่าย

  • มูลนิธิหมอชาวบ้าน
  • สำนักพิมพ์หมอชาวบ้าน
  • สถาบันโยคะวิชาการ

สื่อสุขภาพ

  • คลิปสุขภาพ
  • หมอชาวบ้านรายเดือน
  • คลินิกรายเดือน
  • จดหมายข่าวย้อนหลัง
  • feed หมอชาวบ้าน
  • facebook หมอชาวบ้าน
  • youtube หมอชาวบ้าน
  • feed หมอชาวบ้าน
  • facebook หมอชาวบ้าน
  • twitter หมอชาวบ้าน
  • youtube หมอชาวบ้าน
สนับสนุนโดย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)< และสถาบัน ChangeFusion< พัฒนาระบบโดย Opendream< สัญญาอนุญาต cc by-nc-sa <