Skip to main content
ข้อมูลสุขภาพ มูลนิธิหมอชาวบ้าน
menu

Login Pop

  • เข้าสู่ระบบ
    • ลืมรหัสผ่าน
search
  • เว็บหลักหมอชาวบ้าน
  • สำนักพิมพ์หมอชาวบ้าน
  • มูลนิธิหมอชาวบ้าน
  • หน้าแรก
  • ดูแลสุขภาพด้วยตัวเอง
  • บทความสุขภาพน่ารู้
  • สื่อสุขภาพ
  • คำถามสุขภาพ
  • ข่าวสาร
  • ติดต่อหมอชาวบ้าน
  • ข้อปฏิเสธความรับผิดชอบ
หน้าแรก » บทความสุขภาพน่ารู้ » บทเริ่มต้น : ระบาดวิทยา
  • ขนาดตัวอักษร  Normal size text | Increase text size by 10% | Increase text size by 20% | Increase text size by 30%

บทเริ่มต้น : ระบาดวิทยา

โพสโดย somsak เมื่อ 1 มกราคม 2549 00:00

"วิชาระบาดวิทยาเป็นเครื่องมือสำคัญที่มีการนำไปในการแก้ปัญหาทางสาธารณสุขอย่างแพร่หลาย ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจน เมื่อ 2 ปีก่อน คือ การควบคุมโรค ทางเดินหายใจเฉียบพลันรุนแรง (หรือโรคซาร์ส)


เมื่อหลายปีก่อน ผมได้มีโอกาสไปร่วมพบปะสังสรรค์กับเพื่อนร่วมโครงการที่ภัตตาคารใหญ่โต ชื่อ ตำหนักไท ซึ่งเคยได้ชื่อว่า เป็นร้านอาหารที่ใหญ่ที่สุดในย่านรัชดาภิเษก ถึงขนาดมีการลงบันทึกไว้ในหนังสือกินเนสบุ๊ค พอไปถึงร้าน ก็ถามหาโต๊ะที่คุณหมอสมศักดิ์ วัฒนศรี ซึ่งเป็นพี่งานได้จองไว้ล่วง หน้าแล้ว ปรากฏว่าเจ้าหน้าที่ของทางร้านไม่สามารถระบุได้ว่า ใครเป็นคนจองเอาไว้ ไม่ว่าจะถามชื่อ "กองระบาดวิทยา, "กระทรวงสาธารณสุข" หรือ " โครงการฝึกอบรมระบาดวิทยา" ทางพนักงานของร้านก็ส่ายหน้า จึงขอดูสมุดรายชื่อลูกค้าที่จองเอาไว้ ซึ่งก็พบและชี้ให้ดู พนักงานต้อนรับร้อง" อ๋อ " แล้วก็นำตรงไปยังโต๊ะที่จองไว้ ซึ่งมีป้ายตัวโตๆ ตรงบริเวณก่อนถึงโต๊ะ เขียนว่า "ยินดีต้อนรับ พนักงานบริษัท FETP จำกัด "


คำว่า เอฟอีทีพี ใช้กันในกลุ่มนักระบาดวิทยา หมายถึงโครงการฝึกอบรมด้านระบาดวิทยา หรือ " Field Epidemiology Training Program " ซึ่งประเทศไทยเป็นประเทศแรกในภูมิภาคนี้ที่ได้ดำเนินการมา 25 ปีแล้ว เป็นหลักสูตรการอบรมระยะ 2 ปีช่วงแรกๆ ได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากองค์การอนามัยโลก และวิทยาจารย์จากศูนย์ควบคุมโรคของสหรัฐอเมริกา. ปัจจุบันมีการอบรมแบบเดียวกันนี้ในอีกหลายประเทศ และต่างก็ใช้ชื่อย่อว่า เอฟอีทีพี. แม่แรงใหญ่ที่ให้การสนับสนุนก็คือ องค์การอนามัยโลกนั่นเอง.


สำหรับในประเทศไทย มีผู้สำเร็จการอบรมจากโครงการนี้กว่าร้อยชีวิต กระจัดกระจาย ระเหเร่ร่อน อยู่ตามหน่วยงานต่างๆ ในแทบทุกภูมิภาคของประเทศ และบางรายก็ระเห็ดไปทำงานในต่างประเทศ. เท่าที่ผ่านมาผู้สำเร็จการอบรมซึ่งเรียกได้ว่าเป็นนักระบาดวิทยาได้มีส่วนสร้างผลงานในการควบคุมและป้องกันโรคภัยที่สำคัญๆ อย่างมากมาย อาทิเช่น การริเริ่มและเสริมสร้างความแข็งแกร่งของระบบเฝ้าระวังโรคเอดส์การควบคุมการระบาดของโรคต่างๆ หลายต่อหลายครั้ง ทั้งโรคติดต่อและโรคไม่ติดต่อ ก่อให้เกิดประโยชน์ ต่อประเทศชาติอย่างมากมายจนเหลือที่จะวัดได้.


เมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2547 ท่านนายกรัฐมนตรี พันตำรวจโท ดร. ทักษิณ ชินวัตร ได้กล่าวสุนทรพจน์เปิดงานการประชุมนานาชาติเรื่องโรคเอดส์ ที่เมืองทองธานี ความตอนหนึ่งระบุว่า"โครงการถุงยางอนามัยร้อยเปอร์เซ็นต์ที่ประเทศไทยดำเนินการอยู่นั้นได้ช่วยป้องกันการแพร่ระบาดของโรคเอดส์ได้ กว่า 5 ล้านราย " ทั้งท่านนายกฯ และคนส่วนใหญ่ทั่วโลกต่างเข้าใจว่าเป็นผลงานของวุฒิสมาชิกท่านหนึ่ง โดยหารู้ไม่ว่า โครงการนี้เกิดขึ้นจากมันสมองและแรงกายล้วนๆ ของศิษย์คนหนึ่งในโครงการเอฟอีทีพีนี้เอง.


ทำไมวิชาระบาดวิทยาถึงได้มีคุณประโยชน์มากมาย คำตอบอยู่ที่ขอบข่ายเนื้อหาของวิชานี้ ซึ่งพอจะสรุปได้ว่า " วิชาระบาดวิทยาเป็นการศึกษาถึงการกระจายและปัจจัยที่ก่อให้เกิดภาวะหรือเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพของประชาชนกลุ่มต่างๆ รวมถึงการประยุกต์ใช้ผลการศึกษาเพื่อการควบคุมและป้องกันปัญหาสุขภาพ" หรืออธิบายง่ายๆ ก็คือ ศึกษาว่า โรคภัยต่างๆ เกิดขึ้นได้อย่างไรโดยมองไปถึงภาวะความไม่สมดุลระหว่างร่างกายของมนุษย์กับสิ่งที่ก่อให้เกิดโรค (เช่น เชื้อโรคต่างๆ) ภายใต้ภาวะแวดล้อมหนึ่งๆนอกจากนี้ ยังศึกษาว่าโรคที่เกิดขึ้นมีการกระจายตัวอย่างไร โดยมองละเอียดไปถึงเวลา สถานที่ และบุคคลที่เจ็บป่วย เมื่อได้ความรู้ทั้งด้านปัจจัยและการกระจายของโรคแล้ว ก็นำไปประยุกต์ใช้ในการควบคุมโรคที่มีอยู่และป้องกันไม่ให้มีการเจ็บป่วยเพิ่มขึ้น.


โปรดสังเกตว่า คำว่า" ระบาดวิทยา "ชี้นำว่าเป็นการศึกษาโรคที่มีการระบาด หรือโรคติดต่อ แท้จริงแล้ววิชานี้ไม่ได้ครอบคลุมเฉพาะโรคติดต่อเท่านั้น ยังคลุมไปถึงสภาพปัญหาทางสาธารณสุขแทบทุกด้าน ทั้งโรคติดต่อและโรคไม่ติดต่อ จึงมีคำว่า" ระบาดวิทยาทางคลินิก" "ระบาดวิทยาของโรคเบาหวาน" "ระบาดวิทยาของการเสพสารเสพติด"  หรือ "ระบาดวิทยาทางพันธุกรรม" เป็นต้น.


วิชาระบาดวิทยาเป็นเครื่องมือสำคัญที่มีการนำไปในการแก้ปัญหาทางสาธารณสุขอย่างแพร่หลาย ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนเมื่อ 2 ปีก่อน คือ การควบคุมโรคทางเดินหายใจเฉียบพลันรุนแรง (หรือโรคซาร์ส).


การระบาดของโรคซาร์สเมื่อช่วงเดือนมีนาคม ถึงกรกฎาคม พ.ศ. 2546 เป็นปรากฏการณ์ทางสาธารณสุขที่สร้างความแตกตื่นโกลาหลไปทั่วทั้งโลก ต้นตอของโรคมาจากประเทศจีนและกระจายไปทั่วทุกทวีป โดยมีรายงานใน 29 ประเทศ ผู้ป่วยรวม ทั้งสิ้น 8,098 ราย และเสียชีวิต 774 ราย โดยส่วนหนึ่งเป็นบุคลากรทางการแพทย์ที่ให้การดูและรักษาผู้ป่วยโรคนี้ แล้วรับเชื้อจนเกิดการเจ็บป่วยล้มตายไป. การระบาดของโรคซาร์สทำให้การคมนาคมทางอากาศหยุดชะงักเมื่อพบมีการแพร่ติดต่อในเครื่องบิน สนามบินที่ปักกิ่งกลายเป็นอาคารร้าง ว่ากันว่าความเสียหายที่เกิดขึ้น คำนวณออกมาเป็นตัวเลขมูลค่ามหาศาล.


สูตรลับของความสำเร็จในการควบคุมโรคซาร์ส คือ วิชาระบาดวิทยา ทั้งนี้จากลักษณะการป่วย และสภาพการแพร่กระจายของโรคทำให้นักวิชาการรู้ ได้ว่า น่าจะเป็นโรคติดเชื้อจากไวรัส และจากนั้นก็มี  การค้นพบไวรัสนิรนามตัวนี้ ซึ่งต่อมาเรียกว่า เป็นไวรัสซาร์ส อยู่ในกลุ่มของไวรัสโคโรนา.


การควบคุมโรคที่มีการแพร่กระจายโดยทางเดินหายใจอย่างโรคซาร์ส ต้องอาศัยมาตรการแยกผู้ป่วยและกักกันผู้สัมผัส จึงมีการเร่งรัดค้นหาผู้ต้องสงสัยว่าติดเชื้อ โดยดูจากประวัติการเดินทางไปยังแหล่งที่มีการระบาด และอาการไข้และไอ. จากนั้นก็แยกผู้ป่วยกักกันผู้สงสัยว่าสัมผัสโรค และระมัดระวังการแพร่เชื้อในโรงพยาบาล รวมทั้งการให้ความรู้แก่ประชาชนให้งดเว้นการไปในที่ชุมนุมชนและถ้าจำเป็นก็ต้องสวมที่ครอบจมูกและปาก ซึ่งก็ได้ผล โรคหยุดการระบาด ลงไป.


ช่วงที่มีการระบาด ผมอยู่ในประเทศมองโกเลีย พอพบผู้ป่วยรายแรก รัฐบาลต้องประกาศมาตรการฉุกเฉิน ปิดตลาดนัดทุกแห่งในเมืองหลวง ปิดบาร์และไนต์คลับทุกแห่ง ควบคุมไม่ให้คนเดินทางเข้าสนามบินและสถานีรถไฟ (ยกเว้นผู้โดยสาร) ร้านซุปเปอร์มาร์เก็ตหลายแห่งห้ามลูกค้าเข้าร้านหากไม่สวมหน้ากากปิดปากและจมูก โกลาหลไปทั้งเมือง แต่ก็สามารถควบคุมโรคอย่างได้ผล.


การระบาดของโรคซาร์ส เป็นบทเรียนที่บ่งบอกว่า ปัญหาโรคระบาดยังคงอยู่คู่มนุษยชาติมาตลอดแม้ว่าโลกจะพัฒนาขึ้นมาก จนไม่เอื้อต่อการแพร่ระบาดของโรคติดต่อ และเป็นผลให้โรคไม่ติดต่อต่างๆ แซงนำหน้า เช่น โรคหัวใจ และโรคมะเร็ง แต่โรคติดต่อก็ยังไม่เคยหมดไป. การพบโรคเอดส์เมื่อปี พ.ศ. 2524 ซึ่งยังคงแพร่กระจายอยู่ทั่วโลกในขณะนี้ การกลับมาของกาฬโรคในอินเดียเมื่อปี พ.ศ. 2537 การระบาดของโรคไข้เลือดออกอีโบล่า ตลอดจนโรคซาร์ส และไข้หวัดนก ทำให้มองเห็นความจำเป็นในการเตรียมพร้อมรับมือกับโรคใหม่ๆ ที่จะเกิดขึ้นมา.


นอกจากนี้ การระบาดของโรคซาร์สได้ให้บทเรียนอื่นๆ อีกมากมาย อย่างเช่น การค้นหาผู้ป่วยและดำเนินมาตรการควบคุมโดยเร็วจะสามารถป้องกันไม่ให้โรคลุกลามจนคุมไม่อยู่ และความล่าช้าในการควบคุมโรคซาร์สได้ก่อให้เกิดผลกระทบทางสังคมและความหายนะทางเศรษฐกิจอย่างมหาศาลเกินคาดคิด.


อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จในการศึกษาทางระบาดวิทยาของโรคใดโรคหนึ่งมิใช่หมายความว่าจะสามารถควบคุมโรคนั้นๆ ได้เสมอไป.


มีผู้เล่าว่า ในการประชุมเฉพาะกิจครั้งหนึ่ง นานมาแล้ว มีการนำเสนอรายงานการศึกษาถึงการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรของประชากรซึ่งดูเหมือนว่าเป็นกระบวนการล้างเผ่าพันธุ์. การศึกษาทางระบาดวิทยาพบว่า ประชากรไม่มีศักยภาพในการป้องกันศัตรู เมื่อเกิดการเผชิญหน้ากับศัตรูร้าย โอกาสรอดชีวิตมีน้อยมาก หนทางที่จะรอดชีวิตได้ก็คือ การมีระบบเตือนภัยล่วงหน้าให้รู้ว่า ศัตรูกำลังใกล้เข้ามา จะได้หลบหนีทัน. ผู้รายงานได้สรุปความเห็นว่า จะต้องดำเนินมาตรการที่มีประสิทธิผลสูง คือการเอาลูกกระพรวนไปผูกคอศัตรู(ซึ่งก็คือ แมว) เพื่อประชากรหนูจะได้รู้ว่าแมวกำลังมา ก็จะได้หลบหนีได้ทันท่วงที ก่อนปิดการบรรยาย หนูตัวหนึ่งก็ยกขาหน้าขึ้นถามว่า แล้วใครจะรับหน้าที่เอาลูกกระพรวนไปผูกคอแมวเล่า ก็ปรากฏว่าหาคำตอบไม่ได้. ดังนั้น สงครามล้างเผ่าพันธุ์ระหว่างหนู ( ผู้ถูกทำลายล้าง และเสียชีวิตไปเรื่อยๆ) กับ แมว (ผู้ก่อสงคราม) จึงยังคงดำเนินต่อเนื่องมาจนปัจจุบัน.


เรื่องที่เล่าของนายอีสปนี้ แสดงให้เห็นว่า การรู้สาเหตุและปัจจัยที่ก่อให้เกิดภยันตรายยังไม่เพียงพอจะต้องมีการดำเนินมาตรการที่เหมาะสมเพื่อควบคุมและป้องกันไม่ให้เกิดขึ้น. ตัวอย่างทำนองนี้ไม่ใช่มีแต่ในนิทานอีสปสมัยโบราณเท่านั้น ยังพบได้มากมายในภาวะปัจจุบัน ยกตัวอย่างเรื่องของโรคเอดส์ คนเกือบทั้งโลกรู้ว่า โรคเอดส์เกิดจากอะไร ใครบ้างที่เสี่ยงต่อโรคนี้ และหนทางป้องกันมีอะไรบ้าง ในเมื่อเราต่างก็รู้ว่าโรคเอดส์แพร่โดยทางเพศสัมพันธ์และสารฉีดยาเสพติด แค่งดเว้นเพศสัมพันธ์ตลอดชีพกับละเว้นยาเสพติด เชื้อเอดส์ก็หมดหนทางหากินอีกต่อไป. แต่ในความเป็นจริง มีเพียงไม่กี่ประเทศทั่วโลกที่ประสบความสำเร็จในการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคนี้.


หลายประเทศพยายามหามาตรการต่างๆ มา ต่อต้านการระบาดของโรคเอดส์ มีการระดมทุนช่วยเหลือให้ประเทศที่กำลังพัฒนามีงบประมาณในการควบคุมโรค แต่ก็ยังไม่มีแนวโน้มว่าจะสามารถหยุดยั้งการระบาดของโรคเอดส์ได้.


มีประเทศหนึ่ง ได้รับบทเรียนจากโรคซาร์ส เลยพยายามนำเอาบทเรียนที่ได้มาควบคุมโรคเอดส์โดยใช้แนวคิดว่าจะต้องค้นหาให้ได้ว่าใครบ้างที่ติดเชื้อแล้วนำมาแยกผู้ติดเชื้อไว้ และรีบให้การรักษา ซึ่งจะเห็นได้ว่าเป็นการเอาบทเรียนที่ผิดๆ มาเพราะการควบคุมเฉพาะผู้ที่ติดเชื้อแล้วซึ่งยังมีอยู่เป็นจำนวนน้อย โดยไม่เน้นการเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้ที่ยังไม่ติดเชื้อ ย่อมไม่มีทางหยุดการระบาดของโรคได้เพราะอย่างไรเสีย ไม่มีทางที่หน่วยงานของรัฐจะค้นหาผู้ ติดเชื้อได้หมดทุกคน และงบประมาณที่มีก็จะหมดไปกับการตรวจเลือดหาการติดเชื้อ แทนที่จะมาใช้ในการดำเนินมาตรการป้องกันโรคที่ได้ผลดีกว่า เช่น การส่งเสริมการใช้ถุงยางอนามัยในประชาชนทั่วไป.


การที่ผมแนะนำให้ป้องกันเอดส์โดยงดร่วมเพศตลอดชีพนั้น เป็นเพียงการกล่าวเล่นๆ เพราะคิดว่า อย่างไรคนเราก็คงงดร่วมเพศไม่ได้(โดยมองจากตัวเองเป็นบรรทัดฐาน). แต่รัฐบาลของประเทศอภิมหาอำนาจประเทศหนึ่งในทวีปอเมริกา (ไม่ต้องบอกก็ คงรู้ว่าเป็นประเทศอะไร) กลับเอาจริงเอาจังในการชูมาตรการงดการร่วมเพศ โดยตั้งข้อกำหนดเฉพาะในการสนับสนุนองค์การต่างๆ ที่ทำงานอยู่ในประเทศที่กำลังพัฒนาในแอฟริกา กล่าวคือ ในระหว่างมาตรการ A (Absinence หรืองดร่วมเพศ) มาตรการ B  (Befaitihful หรือรักเดียวใจเดียว) กับ C (Comdom หรือการใช้ถุงยางอนามัย) นั้น โครงการที่ส่งเสริมมาตรการ A จะได้รับงบประมาณสนับสนุน ส่วนโครงการที่ส่งเสริม C จะไม่ได้รับงบประมาณ ผลก็คือ เกิดถุงยางอนามัยขาดแคลนในหลายๆ ประเทศของแอฟริกาอยู่ในขณะนี้ และโรคเอดส์ก็ยังคงแพร่อยู่ต่อไป.


กิจกรรมทางระบาดวิทยาที่ทำกันอย่างแพร่ หลายในงานโรคเอดส์ของทุกประเทศคือการเฝ้าระวังโรค ซึ่งทำให้รู้ถึงอัตราการติดเชื้อเอดส์ในประชากร  กลุ่มต่างๆ แต่ก็ยังไม่สามารถป้องกันการระบาดได้ ก็คงต้องรอดูหายนะกันต่อๆ ไป หากคนในชาติไร้ความสามารถหามาตรการที่เหมาะสมมาใช้ ความรู้ทางระบาดวิทยาก็คงช่วยไม่ได้มากนัก.


นอกจากเรื่องการแพร่ระบาดของโรคเอดส์แล้ว ตอนนี้ทั่วโลกกำลังตื่นตัวอย่างมากกับข่าวคราวของโรคไข้หวัดใหญ่ สัญญาณบางอย่างส่อเค้าว่า อันตรายกำลังจะมาเยือน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการระบาดของ  โรคไข้หวัดนกที่มีรายงานอยู่ในหลายประเทศในขณะนี้ว่ากันว่าการระบาดใหญ่กำลังใกล้เข้ามา. นักวิชาการบางคนกล่าวว่า หากเกิดการระบาดกระจายไปทั่วโลกเมื่อใด ก็อาจมีผู้เสียชีวิตถึง 150 ล้านคน มีการ  นำไปเปรียบเทียบกับหวัดสเปนซึ่งระบาดไปทั่วโลกเมื่อปี พ.ศ. 2461-2462 ซึ่งคร่าชีวิตมนุษย์ไปกว่า 40 ล้านคน.

 

ขณะนี้ องค์การอนามัยโลกและองค์กรอื่นๆ อาทิ ศูนย์ควบคุมโรคของสหรัฐอเมริกา กำลังเตรียมการรับมือกับโรคหายนะที่กำลังจะมาเยือน. รัฐบาลหลายประเทศกำลังระดมงบประมาณและเร่งรัดการเตรียมพร้อมเพื่อ รับมือกับโรคนี้ การตื่นตัวที่เกิดขึ้นพร้อมๆกันทั่วโลกนี้ เกิดจากความเข้าใจในระบาดวิทยาของโรค แต่ทั้งนี้ไม่มีนักวิชาการรายใดที่ให้ความมั่นใจได้ว่า  หากเกิดการระบาดขึ้นเมื่อใด มนุษย์เราจะสามารถรับมือกับโรคนี้ได้ จึงเหมือนเป็นการบอกย้ำว่า สำหรับโรคบางชนิด ความรู้ทางระบาดวิทยาอย่างเดียวอาจจะไม่พอ ส่วนจะเป็นจริงแค่ไหนนั้น ขอให้รอดูกันต่อไป.
 

 

วิวัฒน์  โรจนพิทยากร พ.บ., ส.ม. สำนักงานองค์การอนามัยโลก ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน

 

ป้ายคำ:
  • อื่น ๆ
  • ระบาดวิทยา...อาวุธทางปัญญาเพื่อสุขภาพไทย
  • วิวั
  • นพ.วิวัฒน์ โรจนพิทยากร
  • อ่าน 5,976 ครั้ง
  • พิมพ์หน้านี้พิมพ์หน้านี้

ข้อมูลสื่อ

253-004
วารสารคลินิก 253
มกราคม 2549
ระบาดวิทยา...อาวุธทางปัญญาเพื่อสุขภาพไทย
นพ.วิวัฒน์ โรจนพิทยากร
วิวั
Skip to Top

บทความสุขภาพน่ารู้

  • ทั้งหมด
  • การแพทย์ทางเลือก
    • แพทย์แผนไทย
      • กดจุด
      • นวดไทย
    • แพทย์แผนจีน
  • ดูแลสุขภาพ
    • การดูแลผู้สูงอายุ
    • การปฐมพยาบาล
    • การรักษาเบื้องต้น
    • การใช้ยาสมุนไพร
    • คู่มือดูแลสุขภาพ
    • ยาและวิธีใช้
    • ตรวจสุขภาพด้วยตัวเอง
      • คำนวณค่า BMI
      • วินิจฉัยโรคเบื้องต้น
      • แนะนำการตรวจสุขภาพประจำปี
    • คุยสุขภาพ
      • กรณีศึกษา
      • ถามตอบปัญหาสุขภาพ
  • สุขภาพทางเพศและครอบครัว
    • การดูแลบุตร
    • แม่และเด็ก
    • การตั้งครรภ์
    • เรียนรู้เรื่องเพศและการวางแผนครอบครัว
  • สร้างเสริมสุขภาพ 3 อ. ​และป้องกันโรค
    • อาหาร
      • อาหาร 5 หมู่
      • อาหารของผู้่ป่วยโรคเรื้อรัง
        • ความดันสูง
        • หัวใจ
        • เกาต์
        • เบาหวาน
      • อาหารที่ควรหลีกเลี่ยง
      • อาหารป้องกันมะเร็ง
      • อาหารสมุนไพร
    • ออกกำลังกาย
      • วิ่ง เดิน ปั่นจักรยาน ว่ายน้ำ แอร์โรบิค แอร์โรบอคซิ่ง รำกระบอง ไทเก็ก ชี่กง โยคะ
    • อารมณ์
      • การทำสมาธิ
      • การพักผ่อน
      • การพัฒนา EQ
      • จิตอาสา/ ฉือจี้
  • พฤติกรรมอันตราย
    • พฤติกรรมเสี่ยงต่อสุขภาพ
    • อนามัยสิ่งแวดล้อม
    • อิริยาบถ
  • โรคและอาการ
    • โรคเรื้อรัง
      • กลุ่มอาการเมตาโบลิค
      • ความดันโลหิตสูง
      • ถุงลมปอดโป่งพอง
      • มะเร็ง
      • อัมพฤกษ์ อัมพาต
      • เบาหวาน
      • โรคข้อ/เกาต์
      • โรคทางจิตเวช เครียด หวาดระแวง
      • โรคหวัด ภูมิแพ้
      • โรคหัวใจ
      • โรคหืด
      • ไขมันในเลือดสูง/ผิดปกติ
      • ไตวาย
    • โรคตามระบบ
      • ระบบทางเดินอาหาร
      • โรคจากอุบัติเหตุ สารพิษ และสัตว์พิษ
      • โรคช่องปากและฟัน
      • โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์
      • โรคติดเชื้อ
      • โรคผิวหนัง
      • โรคพยาธิ
      • โรคระบบกระดูกและกล้ามเนื้อ
      • โรคระบบต่อมไร้ท่อ
      • โรคระบบทางอวัยวะเพศชาย
      • โรคระบบทางอวัยวะเพศหญิง
      • โรคระบบทางเดินปัสสาวะ
      • โรคระบบทางเดินหายใจ
      • โรคระบบประสาทและสมอง
      • โรคระบบไหลเวียนโลหิต
      • โรคหู ตา คอ จมูก
    • โรคจากการทำงาน
      • พิษภัยจากสารเคมี (ยาฆ่าเมลง/ สารตะกั่ว)
      • โรคจากฝุ่นและสารเคมีในโรงงาน
      • โรคจากสัตว์ เช่น ฉี่หนู
      • โรคจากอริยาบทที่ผิดสุขลักษณะ
      • โรคเส้นเอ็นอักเสบ/ นิ้วล็อค
  • ทันกระแสสุขภาพ
  • คลังความรู้สื่อสังคมออนไลน์
  • อื่น ๆ

ได้รับความนิยม

  • นม
  • ถั่วพู
  • คนท้อง
  • ธาลัสซีเมีย
  • ผู้สูงอายุ
  • ผักพื้นบ้าน
  • สมุนไพร

แผนผังเว็บไซต์

  • หน้าแรก
  • ดูแลสุขภาพด้วยตัวเอง
  • บทความสุขภาพน่ารู้
  • สื่อสุขภาพ
  • คำถามสุขภาพ
  • ข่าวสาร
  • ติดต่อหมอชาวบ้าน
  • ข้อปฏิเสธความรับผิดชอบ

รวมลิงค์เครือข่าย

  • มูลนิธิหมอชาวบ้าน
  • สำนักพิมพ์หมอชาวบ้าน
  • สถาบันโยคะวิชาการ

สื่อสุขภาพ

  • คลิปสุขภาพ
  • หมอชาวบ้านรายเดือน
  • คลินิกรายเดือน
  • จดหมายข่าวย้อนหลัง
  • feed หมอชาวบ้าน
  • facebook หมอชาวบ้าน
  • youtube หมอชาวบ้าน
  • feed หมอชาวบ้าน
  • facebook หมอชาวบ้าน
  • twitter หมอชาวบ้าน
  • youtube หมอชาวบ้าน
สนับสนุนโดย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)< และสถาบัน ChangeFusion< พัฒนาระบบโดย Opendream< สัญญาอนุญาต cc by-nc-sa <