ขณะรับยาจากเภสัชกร ผู้ป่วยหรือผู้ดูแลผู้ป่วยควรฟังคำแนะนำ
การใช้ยาของเภสัชกรอย่างตั้งใจ และซักถามเมื่อมีข้อสงสัย ข้อมูลที่ควรทราบก่อนใช้ยามีดังต่อไปนี้
- ชื่อยา ทั้งชื่อการค้าและชื่อสามัญทางยา เช่น Tylenol เป็นชื่อการค้า ชื่อสามัญทางยาคือ Paracetamol หรือ Acetaminophen
- ความแรง หมายถึง ปริมาณของตัวยาต่อหนึ่งเม็ด หรือ แคปซูล หมายรวมถึงความเข้มข้นในกรณีของยาน้ำ เช่น Tylenol 500 mg ความแรงของยาก็คือ 500 mg นั่นเอง หากเป็น Tylenol Drops 80 mg/ 0.8 ml ความแรงของยาก็คือ มีตัวยา 80 mg ในปริมาตรยา 0.8 ml หรือ 10 mg/0.1 ml
- ข้อบ่งใช้หรือสรรพคุณของยา ตัวอย่างเช่น Tylenol (Paracetamol) ใช้สำหรับลดไข้ แก้ปวด ยาบางอย่างมีสรรพคุณมากกว่า 1 สรรพคุณขึ้นกับภาวะโรคของผู้ป่วย ในโรคหนึ่งอาจใช้เพื่อรักษาอาการหนึ่ง แต่เมื่อนำยาไปใช้ในผู้ป่วยโรคอื่นอาจจะใช้สำหรับวัตถุประสงค์อื่น ตัวอย่างเช่น ยา Prednisolone เป็นยาในกลุ่ม Steroid สรรพคุณหลักคือแก้แพ้ ลดอาการอักเสบ ในกรณีที่ผู้ป่วยมีอาการอักเสบ ก็จะใช้เพื่อลดการอักเสบ แต่ถ้ายานี้ถูกสั่งใช้ในผู้ป่วยที่เป็น autoimmune disease หรือแพ้ภูมิต้านทานร่างกายของตัวเอง ยานี้ก็จะมีวัตถุประสงค์เพื่อกดภูมิต้านทานที่หลั่งออกมามากเกินไปของผู้ป่วย เป็นต้น
- ขนาดของยาแต่ละมื้อ เช่น รับประทานครั้งละ 1 เม็ด รับประทานครั้งละ ½ ช้อนชา
- วิธีการใช้ยา เช่น ต้องรับประทานหรือใช้วันละกี่ครั้ง ก่อนหรือหลังอาหารนานเท่าใด ยาบางอย่างถูกรบกวนการดูดซึมโดยอาหาร จึงต้องให้รับประทานตอนท้องว่าง ยาบางอย่างระคายเคืองกระเพาะ (หรือภาษาชาวบ้านเรียกว่ากัดกระเพาะ) จึงต้องรีบรับประทานตอนกระเพาะยังมีอาหารอยู่ ก็คือตอนหลังอาหารทันทีนั่นเอง แต่ถ้าอาหารไม่มีผลกับการดูดซึมของยาหรือยาไม่ระคายกระเพาะ ทั่วไปก็จะให้รับประทานตอนไหนก็ได้ ถ้ากลัวจะลืมก็มักจะให้รับประทานหลังอาหารสัก 15-30 นาที
- ข้อควรระวังพิเศษสำหรับยาแต่ละชนิด เช่น ยาบางชนิดห้ามรับประทานพร้อมนม ยาลดกรด หรือธาตุเหล็ก เพราะจะถูกรบกวนการดูดซึมทำให้ปริมาณยาที่เข้าสู่กระแสเลือดลดลงจนไม่ได้ผลในการรักษา ยาบางอย่างมีอาการข้างเคียงทำให้ง่วง ดังนั้นเมื่อรับประทานยาแล้วจึงไม่ควรขับรถ ควบคุมเครื่องจักรต่าง ๆ เป็นต้น
- ข้อมูลการเก็บรักษายา หากยาใดที่ต้องเก็บรักษาในสภาวะพิเศษ เภสัชกรจะแจ้งให้ผู้ป่วยทราบและระบุไว้บนฉลากด้วย เช่น เก็บในตู้เย็น ช่องปกติหรือเก็บในตู้เย็นช่องแช่แข็ง เก็บในที่แสงส่องไม่ถึง รวมทั้งข้อห้ามด้วยเช่นกัน เช่นห้ามเก็บในตู้เย็น เป็นต้น
- อาการข้างเคียง/อาการไม่พึงประสงค์จากยา และวิธีการปฏิบัติตัวเพื่อป้องกันและแก้ไข ยาทุกตัวมีอาการข้างเคียงเพียงแต่จะมากหรือจะน้อยเท่านั้น เภสัชกรจะแจ้งให้ทราบถึงอาการข้างเคียงของยาที่สำคัญและเกิดได้บ่อย เช่น ง่วงนอน ให้หลีกเลี่ยงการขับรถ ระคายเคืองกระเพาะ ต้องรับประทานหลังอาหารทันที ห้ามรับประทานยาตอนท้องว่าง คลื่นไส้อาเจียน แก้ได้โดยการรับประทานยาหลังอาหารทันทีเช่นกัน (เฉพาะยาที่ไม่ถูกรบกวนการดูดซึมโดยอาหารเท่านั้น) ฯลฯ
- เงื่อนไขพิเศษสำหรับยาแต่ละชนิดที่จะทำให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดในการรักษา เภสัชกรจะเน้นย้ำให้ผู้ป่วยทราบว่ายาใดที่ต้องรับประทานจนหมด (เช่นยาปฏิชีวนะ) ยาใดต้องรับประทานอย่างต่อเนื่อง หากลืมรับประทานยาต้องแก้ไข/จัดการอย่างไร (เช่น ยาคุมกำเนิด)
อย่างไรก็ตาม ในขณะที่เภสัชกรแนะนำ/ให้คำอธิบายการใช้ยาแก่ผู้ป่วยหรือญาติที่เคาน์เตอร์จ่ายยานั้น ผู้ป่วยหรือญาติอาจไม่สะดวกที่จะฟังอย่างมีสมาธิและใช้เวลาในการซักถามข้อข้องใจต่าง ๆ ดังนั้น ก่อนจะรับประทานหรือใช้ยาทุกครั้ง ควรทบทวนข้อความบนฉลากให้เข้าใจ
เรียบเรียงโดย ภญ.ณัฎฐดา อารีเปี่ยม ศูนย์ข้อมูลยา (Drug Information Service)
ให้คำปรึกษาการใช้ยา โทร.02-6671480 E-mail: [email protected]
- อ่าน 10,127 ครั้ง
พิมพ์หน้านี้









