Skip to main content
ข้อมูลสุขภาพ มูลนิธิหมอชาวบ้าน
menu

Login Pop

  • เข้าสู่ระบบ
    • ลืมรหัสผ่าน
search
  • เว็บหลักหมอชาวบ้าน
  • สำนักพิมพ์หมอชาวบ้าน
  • มูลนิธิหมอชาวบ้าน
  • หน้าแรก
  • ดูแลสุขภาพด้วยตัวเอง
  • บทความสุขภาพน่ารู้
  • สื่อสุขภาพ
  • คำถามสุขภาพ
  • ข่าวสาร
  • ติดต่อหมอชาวบ้าน
  • ข้อปฏิเสธความรับผิดชอบ
หน้าแรก » ถาม-ตอบปัญหาสุขภาพ » ยาทอนซิลอักเสบกับอาการดื้อยา
  • ขนาดตัวอักษร  Normal size text | Increase text size by 10% | Increase text size by 20% | Increase text size by 30%

ยาทอนซิลอักเสบกับอาการดื้อยา

โพสโดย admin เมื่อ 18 กรกฎาคม 2555 01:08
คำถาม: 
เนื่องจากผมเป็นทอนซิล เป็นเวลาสองสัปดาห์กว่าได้แล้ว ทานยา Amoxi ไปแล้ว 2 โดส ครั้งแรกทาน amoxi 28 เม็ด อาการก็ดีขึ้น แต่ยังปวดไปหาหมอใหม่หมอให้ amoxi กับ AMK 1000 mg (amoxicillin+clavulanic acid) จำนวน อย่างละ 14 เม็ด พอทานหมดยังไม่หาย ไปหาหมอใหม่หมอบอกว่าไม่มีหนองแล้วแต่ยังบวมแดงอยู่ ครั้งนี้หมอให้ Cetirizine 10 mg มาเป็นยาแก้แพ้ เป็นเพราะอะไรอะครับ เมื่อก่อนที่ผ่านมาผมทาน amoxi ประมาณ 1 สัปดาห์ก็จะหายแล้วหรือเป็นเพราะอากาศเย็นหรือเพราะผมดื้อยาตัวนี้ซะแล้ว พอตอนเช้าจะปวดน้อยกว่าตอนกลางคืน พอตอนกลางคืนจะรู้สึกปวดมากๆ กลืนน้ำลายก็ยังเจ็บ คุณหมอพอมีวิธีอะไรดีๆไหมครับให้หายเร็วๆ ตอนนี้ก็ดื่มน้ำมากอยู่ครับ
เพศ: 
ชาย
อายุ: 
21ปี
อาการ: 
-
ประวัติการเจ็บป่วย: 
-
ยาที่ได้รับปัจจุบัน: 
-
ความกังวล: 
-
ตอบ
ผู้ตอบ: 
ภก.ทวนธน บุญลือ
คำตอบ: 
ต่อมทอนซิลอักเสบเป็นการติดเชื้อที่บริเวณ ต่อมทอนซิลที่เรียกว่า Palatine tonsil ซึ่งจะอยู่ในช่องปากข้างคอใกล้กับโคนลิ้นสามารถมองเห็นได้เวลาเราอ้าปาก บางครั้งต่อมทอนซิลอักเสบจะจัดเป็นส่วนหนึ่งของคอหอยอักเสบ(Pharyngitis) ได้ซึ่งอาการทางคลินิกจะแยกจากกันได้ยาก โดยจะพบอาการที่เหมือนกันคือ เจ็บคอ สาเหตุของการเกิดทอนซิลอักเสบที่พบได้บ่อยคือ การติดเชื้อไวรัส โดยเฉพาะ rhinovirus จะพบได้มากที่สุด รองลงมาคือ coronavirus และ adenovirus นอกจากนี้ยังอาจเกิดการติดเชื้อแบคทีเรีย ที่สำคัญคือ สเตรปโตคอคคัส ( Streptococus group A ) ซึ่งเป็นเชื้อที่อาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนต่างๆ ได้ เช่น โรคหัวใจรูมาติค และทำให้เกิดเป็นโรคไตอักเสบได้ นอกจากนี้สามารถมีแบคทีเรียอื่นๆ เช่น ไมโคพลาสมา (Mycoplasma pneumonia) เป็นต้น ได้แต่พบได้ไม่บ่อยนัก อาการของทอนซิลอักเสบนอกจากจะมีอาการเจ็บคอแล้ว ยังสามารถพบไข้สูง หนาวสั่น ครั่นเนื้อครั่นตัว อ่อนเพลีย แพทย์จะให้การวินิจฉัยโดยการซักประวัติและตรวจร่างกาย จะพบต่อมทอนซิลโตขึ้นและมีการอักเสบบวม แดง มีจุดหนอง ถ้ามีความรุนแรงอาจพบฝ้าขาว หรืออาจมีต่อมน้ำเหลืองที่คอโตขึ้นได้ การรักษาทอนซิลอักเสบทำได้โดยการให้ยาและการแนะนำการปฏิบัติตัวที่เหมาะสม ยาที่ใช้ในการรักษาทอนซิลอักเสบ ในกรณีที่เป็นการติดเชื้อไวรัสซึ่งสามารถหายได้เอง อาจไม่จำเป็นต้องได้รับยารักษา สามารถใช้ยาแก้ปวดลดไข้ตามอาการได้ เช่น พาราเซตามอล ยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ หากเป็นการติดเชื้อแบคทีเรียต้องมีการใช้ยาปฏิชีวนะในการรักษาซึ่งจะพิจารณาตามเชื้อสาเหตุ และมีวัตถุประสงค์เพื่อลดระยะเวลาและความรุนแรงของอาการ ป้องกันการติดต่อไปยังผู้อื่น และป้องกันการเกิดภาวะแทรกซ้อนที่อาจจะเกิดขึ้น ยาปฏิชีวนะที่ควรใช้ได้แก่ ยากลุ่มเพนนิซิลิน ( penicillin) เนื่องจากอุบัติการณ์การเกิดการดื้อยาของเชื้อสเตรปโตคอคคัสที่เป็นเชื้อสาเหตุหลักของทอนซิลอักเสบมีน้อย ยาที่สามารถเลือกใช้ได้แก่ ยา penicillin V รับประทานครั้งละ 250 มิลลิกรัมทุก 8-12 ชั่วโมง หรือ amoxicillin ขนาด 250-500 มิลิกรัมทุก 8 ชั่วโมง ในผู้ป่วยที่แพ้ยากลุ่มเพนนิซิลินสามารถให้ยา erythromycin ขนาด 250-500 มิลลิกรัมทุก 6 ชั่วโมงได้ ซึ่งระยะเวลาในการรักษาใช้เวลา 10 วัน ในผู้ป่วยที่ได้รับยากลุ่มเพนนิซิลินในการรักษา มีอัตราการรักษาล้มเหลวประมาณร้อยละ 15-20 ซึ่งสาเหตุหลักของการล้มเหลวต่อการรักษาคือ การที่ผู้ป่วยกินยาไม่ครบ รองลงมาคือผู้ป่วยมี co-pathogen คือเชื้อประจำถิ่นบริเวณคอของผู้ป่วยเช่น Hemophillus influenza หรือ Morraxella catarrhalis สร้างเอนไซม์เพนนิซิลินเนส (penicillinase) ขึ้นมาทำลายยา ดังนั้นในผู้ป่วยที่ไม่ตอบสนองต่อการรักษาจึงควรให้ยาในกลุ่มที่ไม่ใช่เพนนิซิลิน หรือให้ยาที่ทำลายเอนไซม์เพนนิซิลินเนสร่วมด้วย เช่น Amoxicillin-Clavulanic acid โดยให้มีขนาดยาของ amoxicillin 500 มิลลิกรัมวันละ 2 ครั้ง หรือในผู้ป่วยที่แพ้ยากลุ่มเพนนิซิลินสามารถให้ยา clindamycin ขนาด 600 มิลลิกรัมต่อวันแบ่งให้วันละ 2-4 ครั้ง ใช้ระยะเวลาในการรักษา 10 วัน นอกจากนี้ยังมียาอื่นที่สามารถใช้ได้เช่น ยากลุ่ม macrolides ได้แก่ Clarithromycin, azithromycin หรือกลุ่ม cephalosporins ได้แก่ cephalexin, cefuroxime ในกรณีของคุณ หลังจากที่ได้รับประทานยา Amoxicillin-Clavulanic acid แล้ว สามารถประเมินโดยดูจากได้ลักษณะทางคลินิก 4 ข้อ ได้แก่ 1) ไม่มีอาการไอ 2) อุณหภูมิร่างกายสูงกว่า 38o เซลเซียส 3) ต่อมทอนซิลเป็นหนอง 4) ต่อมน้ำเหลืองบริเวณคอด้านหน้าอักเสบ ซึ่งหากไม่มีอาการเหล่านี้อาจจะไม่มีการติดเชื้อแบคทีเรียแล้ว จึงไม่จำเป็นต้องให้ยาปฏิชีวนะต่อ ให้การรักษาตามอาการ เช่นหากมีอาการปวดอยู่ก็สามารถให้ยาแก้ปวด หรือหากมีน้ำมูกไหลลงคอ ก็ให้ยาแก้แพ้ได้ นอกจากนี้การพิจารณาว่ามีการดื้อยาเกิดขึ้นหรือไม่ต้องดูปัจจัยเสี่ยงต่อการดื้อยา เช่น อายุน้อยกว่า 2 ปีหรือมากกว่า 65 ปี มีประวัติเคยได้รับยาปฏิชีวนะภายใน 1 เดือนที่ผ่านมา มีประวัติการนอนโรงพยาบาลภายใน 5 วันที่ผ่านมา มีโรคร่วม หรือมีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่องหรือได้รับยากดภูมิคุ้มกัน นอกจากนี้ยังต้องพิจารณาถึงความร่วมมือของการรับประทานยาด้วยทุกครั้ง และการตรวจหาเชื้อดื้อยาแพทย์จะส่งตรวจเมื่อมีข้อบ่งชี้ในการตรวจเท่านั้น การปฏิบัติตัวของผู้ป่วยทอนซิลอักเสบ ควรมีการพักผ่อนให้เพียงพอ รับประทานอาหารที่สุก สะอาด หลีกเลี่ยงอาหารที่มีรสเผ็ดหรือรสจัด หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่ หลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์ พยายามทำความสะอาดภายในช่องปากบ่อยๆ โดยเฉพาะหลังรับประทานอาหารควรแปรงฟันหรือกลั้วคอด้วยน้ำยาบ้วนปาก น้ำเกลือ หรือน้ำเปล่าหลังอาหารทุกมื้อ เนื่องจากอาจมีเศษอาหารตกค้างในช่องปากและลำคอ ทำให้ทอนซิลอักเสบมากขึ้นได้ หากเป็นต่อมทอนซิลอักเสบเฉียบพลันบ่อย ๆ ต่อมทอนซิลจะโตขึ้น แล้วเปลี่ยนสภาพเป็นแบบเรื้อรัง และอาจมีการอักเสบอย่างเฉียบพลันเป็น ๆ หาย ๆ ได้ การที่ต่อมทอนซิลโตจะทำให้เกิดร่องหรือซอก ซึ่งเศษอาหารอาจเข้าไปตกค้างอยู่ได้ ทำให้เกิดการอักเสบยืดเยื้อออกไป อาจจะต้องมีการรักษาโดยการตัดต่อมทอนซิลผู้ป่วยควรได้รับการตัดต่อมทอนซิลออก ได้แก่ มีต่อทอนซิลที่มีขนาดใหญ่ ทำให้เกิดทางเดินหายใจอุดตัน เคยมีภาวะหนองที่ข้างทอนซิล ที่ไม่ตอบสนองต่อการรักษา หรือสงสัยว่าอาจเป็นมะเร็ง นอกจากนี้ในบางภาวะที่ไม่รุนแรงมาก แพทย์อาจแนะนำให้ตัดทอนซิลทิ้ง เช่น มีอาการอักเสบบ่อยมากกว่า 6-7 ครั้งใน 1 ปี, มีกลิ่นปากจากทอนซิลอักเสบเรื้อรัง, ทอนซิลอักเสบชนิดสเตรปโตคอคคัส และทอนซิลที่โตข้างเดียวที่อาจเป็นมะเร็งได้ เอกสารอ้างอิง 1. Bisno AL, Gerber MA, Gwaltney JM Jr, et al. Practice guidelines for the diagnosis and management of group A streptococcal pharyngitis. Infectious Diseases Society of America. Clin Infect Dis 2002;35(2):113-25 2. Best practice : Tonsillitis . Available from : http://bestpractice.bmj.com/best-practice/monograph/598/highlights/summary.html Access on July 17,2012 3. สุทธิพร ภัทรชยากุล, ปวีณา สนธิสมบัติ, จันทิมา ชูรัศมี และคณะ. โรคติดเชื้อของระบบทางเดินหายใจส่วนบน. Available from :http://qpharmnetwork.com/share/file/upperrespiratorgtractinfection.doc Access on July 17,2012
  • อ่าน 31,934 ครั้ง
  • พิมพ์หน้านี้พิมพ์หน้านี้
Skip to Top

คำถามสุขภาพ

  • ทั้งหมด
  • การแพทย์ทางเลือก
    • แพทย์แผนไทย
      • กดจุด
      • นวดไทย
    • แพทย์แผนจีน
  • ดูแลสุขภาพ
    • การดูแลผู้สูงอายุ
    • การปฐมพยาบาล
    • การรักษาเบื้องต้น
    • การใช้ยาสมุนไพร
    • คู่มือดูแลสุขภาพ
    • ยาและวิธีใช้
    • ตรวจสุขภาพด้วยตัวเอง
      • คำนวณค่า BMI
      • วินิจฉัยโรคเบื้องต้น
      • แนะนำการตรวจสุขภาพประจำปี
    • คุยสุขภาพ
      • กรณีศึกษา
      • ถามตอบปัญหาสุขภาพ
  • สุขภาพทางเพศและครอบครัว
    • การดูแลบุตร
    • แม่และเด็ก
    • การตั้งครรภ์
    • เรียนรู้เรื่องเพศและการวางแผนครอบครัว
  • สร้างเสริมสุขภาพ 3 อ. และป้องกันโรค
    • อาหาร
      • อาหาร 5 หมู่
      • อาหารของผู้่ป่วยโรคเรื้อรัง
        • ความดันสูง
        • หัวใจ
        • เกาต์
        • เบาหวาน
      • อาหารที่ควรหลีกเลี่ยง
      • อาหารป้องกันมะเร็ง
      • อาหารสมุนไพร
    • ออกกำลังกาย
      • วิ่ง เดิน ปั่นจักรยาน ว่ายน้ำ แอร์โรบิค แอร์โรบอคซิ่ง รำกระบอง ไทเก็ก ชี่กง โยคะ
    • อารมณ์
      • การทำสมาธิ
      • การพักผ่อน
      • การพัฒนา EQ
      • จิตอาสา/ ฉือจี้
  • พฤติกรรมอันตราย
    • พฤติกรรมเสี่ยงต่อสุขภาพ
    • อนามัยสิ่งแวดล้อม
    • อิริยาบถ
  • โรคและอาการ
    • โรคเรื้อรัง
      • กลุ่มอาการเมตาโบลิค
      • ความดันโลหิตสูง
      • ถุงลมปอดโป่งพอง
      • มะเร็ง
      • อัมพฤกษ์ อัมพาต
      • เบาหวาน
      • โรคข้อ/เกาต์
      • โรคทางจิตเวช เครียด หวาดระแวง
      • โรคหวัด ภูมิแพ้
      • โรคหัวใจ
      • โรคหืด
      • ไขมันในเลือดสูง/ผิดปกติ
      • ไตวาย
    • โรคตามระบบ
      • ระบบทางเดินอาหาร
      • โรคจากอุบัติเหตุ สารพิษ และสัตว์พิษ
      • โรคช่องปากและฟัน
      • โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์
      • โรคติดเชื้อ
      • โรคผิวหนัง
      • โรคพยาธิ
      • โรคระบบกระดูกและกล้ามเนื้อ
      • โรคระบบต่อมไร้ท่อ
      • โรคระบบทางอวัยวะเพศชาย
      • โรคระบบทางอวัยวะเพศหญิง
      • โรคระบบทางเดินปัสสาวะ
      • โรคระบบทางเดินหายใจ
      • โรคระบบประสาทและสมอง
      • โรคระบบไหลเวียนโลหิต
      • โรคหู ตา คอ จมูก
    • โรคจากการทำงาน
      • พิษภัยจากสารเคมี (ยาฆ่าเมลง/ สารตะกั่ว)
      • โรคจากฝุ่นและสารเคมีในโรงงาน
      • โรคจากสัตว์ เช่น ฉี่หนู
      • โรคจากอริยาบทที่ผิดสุขลักษณะ
      • โรคเส้นเอ็นอักเสบ/ นิ้วล็อค
  • อื่น ๆ

  • สำนักพิมพ์หมอชาวบ้าน
  • สนับสนุนสื่อสุขภาพออนไลน์หมอชาวบ้าน
  • สำนักพิมพ์หมอชาวบ้าน
  • คำแนะนำสำหรับประชาชน เรื่อง โรคจากเชื้อแบคทีเรีย อีโคไลชนิดรุนแรง
  • ผ่าตัดฟรีสำหรับเด็ก ที่เป็นโรคหัวใจ
  • สมาคมคนพิการแห่งประเทศไทย (สพท.)

แผนผังเว็บไซต์

  • หน้าแรก
  • ดูแลสุขภาพด้วยตัวเอง
  • บทความสุขภาพน่ารู้
  • สื่อสุขภาพ
  • คำถามสุขภาพ
  • ข่าวสาร
  • ติดต่อหมอชาวบ้าน
  • ข้อปฏิเสธความรับผิดชอบ

รวมลิงค์เครือข่าย

  • มูลนิธิหมอชาวบ้าน
  • สำนักพิมพ์หมอชาวบ้าน
  • สถาบันโยคะวิชาการ

สื่อสุขภาพ

  • คลิปสุขภาพ
  • หมอชาวบ้านรายเดือน
  • คลินิกรายเดือน
  • จดหมายข่าวย้อนหลัง
  • feed หมอชาวบ้าน
  • facebook หมอชาวบ้าน
  • youtube หมอชาวบ้าน
  • feed หมอชาวบ้าน
  • facebook หมอชาวบ้าน
  • twitter หมอชาวบ้าน
  • youtube หมอชาวบ้าน
สนับสนุนโดย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)< และสถาบัน ChangeFusion< พัฒนาระบบโดย Opendream< สัญญาอนุญาต cc by-nc-sa <