• ขนาดตัวอักษร  Normal size text | Increase text size by 10% | Increase text size by 20% | Increase text size by 30%

ในน้ำมีแต่ยา ในนามีสารพิษ

                ....น่านเป็นหนึ่งในจังหวัดภาคเหนือของประเทศที่เงียบสงบ และน่าอยู่สำหรับหลายๆคน  ด้วยความชื่นชมในวัฒนธรรม  ชีวิตความเป็นอยู่ และอัธยาศรัยของผู้คน  จำนวนนักท่องเที่ยวและผู้คนที่หลั่งไหลเข้าไปเยี่ยมสถานที่ต่างๆในจังหวัดน่าน  จึงมากขึ้นและมากขึ้นเรื่อยๆ  โรงแรมใหม่ๆ รีสอร์ทและการลงทุนทางธุรกิจเริ่มเบ่งบานอย่างเห็นได้ชัด  ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา....

          ….กว่า 30 ปีที่ผ่านมา  ปัญหาใหญ่อย่างหนึ่งที่คนเมืองน่านต้องประสบคือ ผืนป่าแปลงใหญ่ใน 15 อำเภอของจังหวัดค่อยๆหดหายไป  เกิดสภาวะภูเขาหัวโล้นซึ่งถูกทดแทนด้วยไร่ข้าวโพดและสวนยางพารา  ซึ่งเป็นสภาวะเช่นเดียวกับอีกหลายจังหวัดในประเทศ  ขณะนี้ประเทศไทยมีป่าไม้เหลือเพียง 20กว่าเปอร์เซ็นต์ของเนื้อที่ประเทศ หรือประมาณ 120 ล้านไร่  และมีอัตราการถูกบุกรุก ทำลาย  ประมาณปีละ 1 ล้านไร่  ซึ่งถ้าอัตราการสูญสียป่าเป็นเช่นนี้  อีกไม่ถึง 100 ปี  เราก็จะไม่มีป่าไม้หลงเหลือเลย  แน่นอนว่าแปลงเกษตรที่เกิดขึ้นจากการบุกรุกป่าเหล่านี้ใช้สารเคมีเป็นจำนวนมาก....

          ในช่วงปี 2557 ที่ผ่านมามีการตรวจวิเคราะห์ตรวจน้ำอุปโภคบริโภคในจังหวัดน่าน  โดยใช้ห้องปฏิบัติการของคณะวิศวกรรมศษสตร์ ม.นเรศวร ร่วมกับสาธารณสุขจังหวัด และภาคี  โดยสุ่มเก็บตัวอย่างตั้งแต่น้ำใต้ดิน  น้ำดิบที่จะนำมาผลิตเป็นน้ำประปา  ไปจนถึงน้ำดื่มบรรจุขวดที่ผลิตโดยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และเอกชนในพื้นที่  โดยตรวจหาการปนเปื้อนของยากำจัดวัชพืช 3 ชนิด (Paraquat, Glyphosate, Atrazine) และยาฆ่าแมลง 1 ชนิด (กลุ่ม Chlorpyrifos) ผลลัพธ์ที่ออกมาค่อนข้างน่าตกใจว่า  น้ำเกือบทุกตัวอย่าง  แม้กระทั่งน้ำดื่มบรรจุขวดพบปริมาณสารพิษเหล่านี้เกินมาตรฐานทั้งสิ้น  บางจุดเกินเป็น 100 เท่าของที่ควรจะเป็น

          ในแต่ละปีประเทศไทยมีการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชกว่า 400 ชนิด  ในจำนวนนี้มีถึงไม่น้อยกว่า 155 ชนิดที่เป็นสารที่มีอันตราร้ายแรง (Highly Hazardous Pesticide, HHPs)  ซึ่งสารที่มีลักษณะเข้าเกณฑ์ดังกล่าว  จะมีคุณลักษณะ คือ

-           มีความเป็นพิษเฉียบพลันสูง

-          มีความเป็นพิษเรื้อรัง เช่น ก่อมะเร็ง  ก่อกลายพันธ์  เป็นพิษต่อระบบสืบพันธ์  รบกวนการทำงานของต่อมไร้ท่อ

-          มีพิษต่อสิ่งแวดล้อม  สะสมอยู่ในสิ่งแวดล้อมได้ยาวนาน

Glyphosate เป็นสารกำจัดวัชพืชที่มีปริมาณการนำเข้าสูงสุด  มีมูลค่าการตลาดสูงถึงเกือบหมื่นล้านบาท  จากปริมาณการนำเข้ากว่า 63 ล้านกิโลกรัมในปี 2557  ในสหรัฐอเมริกาเคยประสบปัญหาการปนเปื้อนในแหล่งน้ำใต้ดิน  น้ำดื่มมาแล้ว  นานาประเทศได้ทยอยประกาศจำกัดการใช้ไปจนถึงการยกเลิกการใช้ไปแล้ว  เพราะพบว่าเหนี่ยวนำให้เซลมะเร็งแพร่กระจายเร็วขึ้น  นอกจากนี้ยังไปจับกับโลหะหนักก่อให้เกิดโรคไตเรื้อรัง  รวมทั้งมีพิษต่อระบบประสาท  นอกจากนี้ยังมีการตกค้างในน้ำนมของแม่ที่ให้นมบุตร  จึงมีหลายประเทศที่เริ่มห้ามใช้และจำหน่าย  ในบางประเทศห้ามใช้ในเขตสวน  บ้านเรือน และพื้นที่สาธารณะ

ส่วน Paraquat เป็นสารกำจัดวัชพืชที่มีปริมาณการนำเข้ามากเป็นอันดับสอง คือ 21 ล้านกิโลกรัมในปี 2557 เป็นยาฆ่าหญ้าที่มีพิษสูงและไม่มียาต้านพิษ  เป็นสารที่รบกวนการทำงานของต่อมไร้ท่อ  เนื่องจากเป็นสารเคมีที่ไม่ระเหย  จึงแขวนลอยอยู่ในอากาศเป็นอนุภาคและล่องลอยกระจายไปได้  มีการตกค้างที่ยาวนานในดินได้ถึง 20 ปี  ในประเทศไทยมีรายงานการตกค้างของยาตัวนี้ในแม่น้ำเจ้าพระยา  แม่น้ำปากพนัง  แม่น้ำสงครามและแม่น้ำจันทบุรี เกิดความเป็นพิษต่อสัตว์น้ำ

ขณะนี้มีประเทศที่ห้ามใช้และห้ามจำหน่ายโดยเด็ดขาดแล้วกว่า 30 ประเทศ รวมทั้งประเทศลาว และกัมพูชา แต่ยังมีขายกันทั่วไปในประเทศไทย

ส่วนคลอร์ไฟร์ฟอสนั้นเป็นสารกำจัดแมลงที่ถูกนำเข้าสูงสุดเป็นอันดับ 1 คือ 2 ล้าน 3 แสนกิโลกรัมในปี 2557 และเป็นยาที่มักพบตกค้างอยู่ในผักต่างๆที่ขายอยู่เป็นประจำ โดยเฉพาะถั่วฝักยาว  กะหล่ำปลี  พริกชนิดต่างๆ รวมทั้งผลไม้หลายชนิด  พิษของยาตัวนี้เกิดขึ้นที่ระบบประสาทโดยตรง  ส่งผลต่อความผิดปกติทางอารมณ์  ภาวะซึมเศร้า  โดยไปทำลายสารสื่อประสาท  ทำให้ส่งผลต่อพัฒนาการทางระบบประสาทของทารก  ซึ่งอาจมีผลไปตลอดชีวิต

ในยุโรปมีการห้ามใช้ยาตัวนี้มาหลายปีแล้ว  ในสหรัฐอเมริกาก็มีการจำกัดการใช้มากขึ้น  ประเทศเพื่อนบ้านเราอย่างสิงคโปร์และอินโดนีเซียก็เช่นเดียวกัน  แต่ในประเทศไทยยังขายกันอยู่ทั่วไปโดยเสรี

สำหรับ Atvazine  เป็นยาฆ่าวัชพืชที่ใช้กันมากว่า 50 ปี มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์พบว่ายาตัวนี้ทำให้ Hormone ไม่สมดุลย์ในสัตว์ทำให้กบตัวผู้แปลงเพศ  ล่าสุดพบว่าอาจมีผลต่อการทำงานของต่อมน้ำนมในคน  ทำให้สหภาพยุโรป (อียู) สั่งห้ามใช้มาตั้งแต่ปี 2547  , อาทราซีน เป็นสิ่งที่ต้องสงสัยอันดับต้นๆว่าเป็นต้นเหตุทำให้สัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำทั่วโลกมีจำนวนลดลง

          ปัญหาสารเคมีปนเปื้อนในน้ำและดิน เป็นปัญหาใหญ่ , เรื้อรัง และยาวนานมากสำหรับประเทศไทย ไม่ได้เกิดขึ้นและเป็นปัญหาเฉพาะในพื้นที่จังหวัดน่าน แต่เป็นปัญหาที่เกิดขึ้น “ทุกย่อมหญ้า” ของประเทศ  จน ศจ.นพ.ประเวศ  วะสี เคยกล่าวไว้ว่าขณะนี้คนไทยอาศัยอยู่บนแผ่นดิน “อาบยาพิษ” หลังจากรายการพลิกปมข่าว ไทยพีบีเอส นำเสนอข่าวเรื่องสารเคมีตกค้างในแหล่งน้ำจังหวัดน่าน เมื่อต้นเดือนกรกฏาคมที่ผ่านมา ก็เกิดความตื่นตัวในระดับจังหวัด โดยผู้ว่าราชการจังหวัดน่านได้จัดการประชุมหารือแนวทางแก้ไขปัญหาดังกล่าว ซึ่งมีคำถามตามมามากมายว่า คณะทำงานระดับจังหวัดจะจัดการกับปัญหาดังกล่าวอย่างไร

          หน่วยงานส่วนกลางที่เกี่ยวข้องทั้งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ,กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ,กระทรวงสาธารณสุข ,นักการเมืองบางคนที่อยู่เบื้องหลังธุรกิจค้ายาฆ่าวัชพืช , ยาฆ่าแมลงในประเทศไทย , ผู้ประกอบการแปลงสวนผักและผลไม้ ,ไร่ข้าวโพดคงต้องเป็นจำเลยอันดับต้นสำหรับปัญหาดังกล่าวนี้

          ส่วนเราท่านทั้งหลายที่เป็นผู้บริโภค ก็คงต้องช่วยกันระแวดระวัง, มีจิตสำนึกด้านวิถีออแกนิค ,การปลูกผักกินเอง , การกินผักและผลไม้อย่างมีสติ ,ไปจนถึงการสร้างความรู้ ความตระหนักและความเข้าใขกับประชาชน ในการขับเคลื่อน การลดใช้สารเคมีเพื่อช่วยลดปัญหา ที่ทุกวันนี้ แผ่นดินไทยตกอยู่ในสภาพ “ในน้ำมีแต่ยา ในนามีแต่สารพิษ” เต็มไปหมด.............

ข้อมูลสื่อ

449-01
นิตยสารหมอชาวบ้าน 449
กันยายน 2559
นพ.วีระวัฒน์ พันธ์ครุฑ