• ขนาดตัวอักษร  Normal size text | Increase text size by 10% | Increase text size by 20% | Increase text size by 30%

ต้อลม

ต้อลม

ต้อลม (pinquecula) เป็นโรคที่พบได้บ่อยเกือบจะเรียกได้ว่าเป็นโรคประจำลูกตาของคนค่อนข้างมีอายุ แทบจะไม่พบโรคนี้ในเด็กอายุต่ำกว่า 10 ขวบ บางคนเรียกว่าโรค “ตากร้านลม กร้านแดด” นั่นหมายถึงว่า จะต้องเกิดในคนที่ผ่านโลกมานานพอสมควรทีเดียว มิฉะนั้นคงไม่ “กร้าน” เป็นแน่

เราจะพบว่า ในเด็กแรกเกิดหรือเด็กอนุบาล ดวงตาจะดำและขาวตัดกัน และดูสดใสสะอาด เป็นดวงตา (แววตา) ที่ใสบริสุทธิ์ จึงมองดูเหมือน “ไร้เดียงสา” น่าจ้องมอง หรือกล่าวง่ายๆ ก็ว่า มองดูตาเด็กแล้วสบายตา สบายใจ ผิดกับมองตาคนโตๆ ด้วยกัน หรือในคนมีอายุซึ่งมักจะรู้สึกเหมือนมีอะไรแอบแฝงปะปนออกมากับต้อลมที่มีอยู่ที่ตาของเขานั้นด้วยเสมอ เป็นอย่างนั้นหรือเปล่า ท่านลองสังเกตดูด้วยตัวเองเถิด

ต้อลมเกิดขึ้นมาได้อย่างไร

ต้อลมเกิดขึ้นได้กับคนแทบทุกคนที่มีความไวต่อมลภาวะ สิ่งแวดล้อมที่เราอยู่อาศัย ไม่เกี่ยวข้องกับอาหารการกินเลย มีคนไข้บางคนคิดว่า อาหารที่กินจะเป็นสาเหตุหนึ่งของการเกิดต้อลม และมักมาถามผมเสมอว่า เป็นโรคนี้แล้วต้องงดอาหารอะไรบ้าง ของหมัก ของดอง ปูดอง ของทะเล เนื้อวัว เห็ดโคน ปลาร้า ของพวกนี้กินแล้วจะทำให้ต้อชนิดนี้กำเริบมากขึ้นหรือเปล่า เป็นต้น

สาเหตุที่เชื่อกันว่าเป็นตัวต้นเหตุโรคนี้ได้แก่ มลภาวะที่ตากระทบอยู่เสมอเป็นประจำ มีอยู่ 5 ประการ ดังต่อไปนี้

1. ลม ลมในที่นี้หมายถึงลมที่พัดไปมาในอากาศรอบๆตัวเรานี่แหละ โดยเฉพาะลมที่ค่อนข้างร้อนและแห้งแล้ง ยิ่งแถวๆ ดินแดนที่แห้งกันดาร ที่ราบสูง หรือกล่าวโดยทั่วๆ ไป ก็คือ ลมแถวๆ ประเทศที่อยู่แนวศูนย์สูตรของโลกเรา (tropical zone) ได้แก่ ประเทศไทย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ ศรีลังกา เป็นต้น สำหรับลมที่มาจากพัดลมบนเพดานหรือพัดลมตั้งโต๊ะ หรือลมที่เป่าออกมาจากเครื่องปรับอากาศไม่ค่อยเป็นสาเหตุ

ลักษณะที่คนจะเกิดโรคนี้ด้วยการโดนลมธรรมชาติโกรกก็มีกลไกของมันอยู่ ชนิดที่ยืนอยู่เฉยๆ ลมพัดเข้าตายังไม่เหมือนกับประเภทที่ขี่รถเครื่องมอเตอร์ไซค์เดินทางไปไหนมาไหนบ่อยๆ เป็นประจำด้วยตาเปล่า ไม่มีอะไรเป็นเกราะกำบังลูกตาแม้แต่น้อย ขี่มอเตอร์ไซค์ “ซิ่ง” จนผมลู่ไปด้านหลัง ลืมตาโพลง บิดน้ำมันเกือบสุดเกย์ แบบนี้ต้อลมชอบมาก พอดีพอร้ายแมลงบินเข้าตาผสมเข้าไปอีกแรงยิ่งสนุกกันใหญ่

2. ฝุ่น ฝุ่นละอองที่ปลิวอยู่ในอากาศ ฝุ่นจากพื้นถนน จากพื้นที่แห้งแล้งหรือควันจากท่อไอเสียรถเข้าตาเป็นนิจสิน เป็นสาเหตุให้เกิดโรคนี้ มักจะมากับลมในข้อ 1 ปกติฝุ่นที่ลอยไปมาอยู่ในอากาศจะไม่รุนแรงเท่าฝุ่นที่มีความเร็ว หรือเข้าไปสัมผัสมันด้วยความเร็ว คือ ขี่รถมอเตอร์ไซค์ผ่านบริเวณที่มีฝุ่นมากๆนั่นเอง จะสังเกตได้ว่า ในประเทศที่พัฒนาแล้วจะพบโรคนี้น้อยมาก เป็นเพราะบ้านเมืองเขาไม่ค่อยมีฝุ่นตามท้องถนน ถนนหนทางปูลาดด้วยซีเมนต์หรืออิฐตลอด หาพื้นที่ที่เป็นดิน เป็นฝุ่น อย่างแถวบ้านเราน้อย บ้านเราพอตกขอบถนนก็เป็นพื้นที่ฝุ่นจนกระทั่งถึงขอบตึกแถวรถวิ่งผ่านไปฝุ่นคลุ้งเต็มไปหมด ลักษณะของความไม่เจริญยังปรากฏเด่นอยู่ ยิ่งแถวต่างจังหวัดด้วยแล้วแทบจะถือว่าเป็นเอกลักษณ์ของต่างจังหวัดทุกจังหวัดเลย คือ ฝุ่นจากขอบถนน

3. แสงแดด แสงแดดในที่นี้หมายถึงแสงแดดที่ค่อนข้างรุนแรง ที่มีไอร้อนสูง เพราะแสงที่มีความร้อนระอุสูงจะมีรังสีอัลตราไวโอเลตอยู่ด้วย และชนิดนี้มีผลทำให้ผิวหนังดีๆ เป็นมะเร็งได้ ดังนั้น เยื่อบุตาซึ่งบางมาก ยิ่งง่ายต่อการระคายเคืองจนเกิดต้อลม เวลาที่อันตรายสำหรับการกระทบแสงชนิดนี้เชื่อว่าเป็นช่วงตั้งแต่ 9 โมงเช้าจนถึง 3 โมงเย็น จึงควรพยายามหลีกเลี่ยงที่จะไปลืมตาให้โดนแสงแดดในเวลาดังกล่าว ถ้าเลี่ยงไม่ได้ควรสวมแว่นกันแดด ซึ่งอาจช่วยกันได้บ้างแต่ไม่มากนัก เพราะแสงชนิดนี้แว่นตากั้นไม่ได้ กั้นได้เฉพาะแสงจ้าๆที่มองเห็นเท่านั้น พอให้มืดสบายตา

คนในประเทศทางแถบเขตร้อนจึงเป็นโรคต้อลมกันมาก อีกโรคที่เป็นมากเหมือนกัน คือ “ต้อเนื้อ” ซึ่งมีลักษณะคล้ายกันมาก เพียงแต่ต่างกันที่รูปร่าง คือ ต้อเนื้อจะเป็นรูปสามเหลี่ยมเล็กๆ แหลมๆ ยื่นเข้าไปในตาดำคล้ายลิ้นหมา บางคนจึงเรียกว่า “ต้อลิ้นหมา”

4. ความร้อน ไอความร้อนทั้งหลาย ได้แก่ ความร้อนจากแสงอาทิตย์ ความร้อนจากเตาไฟ ความร้อนจากสิ่งแวดล้อมที่เกิดจากอะไรก็ตาม มีผลทำให้เกิดได้ ที่สำคัญคือความร้อนจากแสงแดด คนที่อยู่กลางแดดนานๆ เป็นวันๆ เช่น ชาวไร่ ชาวนา คนงานก่อสร้าง ไม่ว่าจะสร้างตึก สร้างบ้าน สร้างทาง หรือสร้างสะพาน เยื่อตาจะทนไม่ไหว

5. ไม่ทราบสาเหตุ ไม่เคยสัมผัสกับสาเหตุ 4 อย่างดังกล่าวข้างต้นเลย แต่ก็ยังเป็นได้ กลุ่มนี้อาจมีต้นตอมาจากพันธุกรรมเช่นเดียวกับต้องเนื้อ ไม่เคยทำงานกลางแจ้ง ไม่เคยขี่มอเตอร์ไซค์ ไม่เคยโดนฝุ่น นั่งทำงานในห้องแอร์ตลอดวันยังเป็นต้อเนื้อ อายุก็เพียงยี่สิบกว่าๆ นั่นแสดงว่า ได้รับมรดกมาจากปู่ย่าตาทวดแน่ คือ ถ่ายทอดมาทางกรรมพันธุ์

ลักษณะโรคนี้เป็นอย่างไร

ต้อลมจะมีลักษณะเป็นก้อนนูนสีเหลือง ขนาดหัวไม้ขีดไฟ พบอยู่บนเยื่อตาขาวใกล้ๆ กับขอบตาด บริเวณทางด้านหัวตาหรือด้านหางตา กล่าวง่ายๆ ก็หมายถึง แนวที่เปลือกตาเปิดให้เยื่อตาขาวกระทบสิ่งต่างๆ 4 อย่างที่กล่าวมาทั้งหมดนั่นเอง แนวปิดเปิดเปลือกตา (palpebral fissure) จะไม่พบก้อนนูนสีเหลืองของโรคนี้บริเวณด้านบน หรือด้านล่างของขอบตาดำเป็นอันขาด

ก้อนเหลืองที่ว่านี้ ถ้าตัดออกไปส่องกล้องจุลทรรศน์ดูจะเป็นชิ้นเนื้อเยื่อพังผืดยืดหยุ่น (hyaline and elastic tissue) เท่านั้น จึงสามารถขยายขนาดได้ถ้าถูกกระตุ้นบ่อยๆ จาก 4 สาเหตุที่กล่าวมาแล้ว
อาจเป็นเพียงตาเดียว และด้านเดียว คือ ด้านหัวตาหรือหางตา บางคนเป็นสองตาทั้งหัวตาและหางตา จะสังเกตได้ง่ายมากในตาคนที่อายุตั้งแต่ 40 ปีขึ้นไป เห็นเป็นก้อนนูนเหลืองที่ขอบตาดำ เล็ก ใหญ่ มากน้อยแล้วแต่คน

อาการ

ต้อลมจะไม่มีอาการผิดปกติเช่นเดียวกับต้อเนื้อ เป็นเพียงก้อนเหลืองสงบนิ่งที่ขอบตาดำเท่านั้น บางคนอาจมีเส้นเลือดทอดมาหล่อเลี้ยงมากผิดปกติ เห็นเป็นปื้นเนื้อเยื่อชัดเจน แต่ถ้าโดนลม โดนฝุ่นมากๆ และรุนแรง บวกกับร่างกายอ่อนเพลีย ความต้านทานลดต่ำ ก็อาจเกิดอาการอักเสบที่ต้อลมนี้ได้ จะเห็นเป็นก้อนเหลืองนูนสูงขึ้นมาชัดเจน รอบๆ จะมีสีแดงของเส้นเลือดฝอยมาเลี้ยงมากมาย มีอาการระคายเคือง น้ำตาไหล เจ็บเล็กน้อย อาจมีขี้ตาออกมาบ้างเมื่อตื่นนอนตอนเช้าๆ โรคนี้ไม่หายขาด เป็นแล้วเป็นอีก ตราบใดที่ยังวนเวียนกระทบอยู่กับสิ่งแวดล้อมทั้งสี่

การรักษา

1. ถ้าไม่อักเสบ ไม่ต้องรักษา แต่ถ้าก้อนโตมาก อาจให้ยาหยอดตาชนิดแก้แพ้ เพื่อให้ยุบการพองตัวลงได้บ้างแต่ไม่สนิทมิดหมด

2. ถ้าอักเสบ (pingueculitis) ต้องรักษาด้วยการให้ยาหยอดตาแก้อักเสบ ยาลดบวม ยาแก้แพ้ ไม่ควรออกกลางแจ้งบ่อย หาแว่นกันแดดสวมใส่กันลมและฝุ่นกระทบ

3. ถ้าก้อนโตมาก จนเกิดความรำคาญ อาจผ่าตัดออกด้วยการให้ยาชาเฉพาะที่ (ใช้เวลาไม่เกิน 15 นาที)

จึงพอสรุปได้ว่า ต้อลมเป็นโรคที่เกิดมาจากการโดนลมเป็นส่วนใหญ่ ลมนี้จะหอบเอาฝุ่นและไอความร้อนและรังสีอัลตราไวโอเลตติดมากระทบตาด้วย เมื่อเกิดเป็นเวลาติดต่อกันนานๆ จนเป็นผลให้เนื้อเยื่อที่กระทบเป็นก้อนนูนขึ้นมา วันดีคืนดีก็เกิดอักเสบได้ โรคนี้ไม่หายขาด แต่ไม่มีอันตรายร้ายแรงอะไรจึงเบาใจได้

ข้อมูลสื่อ

122-012
นิตยสารหมอชาวบ้าน 122
มิถุนายน 2532
นพ.สุรพงษ์ ดวงรัตน์

บทความที่เกี่ยวข้อง