• ขนาดตัวอักษร  Normal size text | Increase text size by 10% | Increase text size by 20% | Increase text size by 30%

แสบตา

แสบตา

ทุกคนเคยมีอาการแสบตามาบ้าง ไม่มากก็น้อย บางคนไม่เคยแสบตา แต่เชื่อแน่ว่าสักวันหนึ่งก็ต้องเป็น แสบตาเป็นอาการอย่างหนึ่งของหลายๆ อาการที่ปรากฏขึ้นที่นัยน์ตา เป็นอาการที่พบได้บ่อยๆ เกือบเป็นธรรมดาสำหรับคนบางคนและโรคตาที่มีอยู่ อาการแสบมักจะมาคู่กับอาการ “เคืองตา” อาการทั้งสองเมื่อแสดงออกทุกคนอธิบายได้ สามารถบอกถึงความแตกต่างระหว่าง “แสบตา” กับ “เคืองตา” ได้

คนปกติที่ไม่มีอาการหรือมีโรคที่ลูกตา จะไม่รู้สึกอะไร เพลิดเพลินกับชีวิตประจำวัน จนลืมไปว่ามีลูกตาอยู่บนใบหน้า มีตาซุกอยู่หลังเปลือกตาอย่างอบอุ่น คราใดที่รู้สึกว่ามีความผิดปกติแม้เพียงเล็กน้อยแค่เศษผงธุลีเข้าไปแอบแฝงอยู่ ท่านจะรู้สึกขึ้นมาทันที เพราะอาการระคายเคือง เจ็บ แสบจนน้ำตาไหล ลืมตาไม่ถนัด และ...ฯลฯ ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนว่าตากำลังถูกคุกคาม

สาเหตุที่ทำให้แสบตามีอยู่หลายประการที่พอลำดับได้ คือ

1. เกิดจากการอักเสบ ซึ่งนับได้ว่าเป็นสาเหตุอันดับหนึ่ง การอักเสบในที่นี้อาจมีต้นตอมาจากเปลือกตา ได้แก่อาการขอบตา (ขอบเปลือกตา) อักเสบ ทำให้กระทบไปสู่เยื่อตาขาว หรือกระจกตาดำ เกิดอาการระคายเคือง และแสบได้ ถ้าไม่ใช่การอักเสบที่ขอบเปลือกตา อาจจะมาจากการอักเสบที่เยื่อตาขาวโดยตรง หรือเยื่อบุเปลือกตาด้านใน ทั้งเปลือกตาล่างและเปลือกตาบน การอักเสบเยื่อตาทำให้เนื้อเยื่อบวม ในระยะเริ่มต้นจะมีความรู้สึกแสบๆ บางครั้งมีเหมือนแสบๆ ร้อนๆ ร้อนออกจากนัยน์ตา
การอักเสบที่เยื่อตาอาจมีสาเหตุจากเชื้อแบคทีเรีย เชื้อไวรัส หรือเชื้อรา

ข้อสังเกตของการแสบที่เกิดจากการอักเสบของเยื่อตาแบบติดเชื้อดังกล่าวมักจะมีน้ำตาร่วมด้วย หรืออาจมีขี้ตาบริเวณข้างตาหรือหางตาเป็นยางๆ เหนียวๆ สังเกตได้ชัดเจนเมื่อตื่นนอนตอนเช้ามีขี้ตากรัง อาการแสบแบบนี้ในระยะเริ่มต้น ผู้ป่วยมักไม่สนใจคิดว่าเป็นเรื่องแสบๆ เคืองๆ ธรรมดา ทิ้งไว้นานหลายวันอาการต่างๆ ที่เป็นต้นเหตุจะปรากฏชัดเจนขึ้น เป็นต้นว่าตาเริ่มแดง น้ำตาไหล อาจมีอาการเคืองตามากขึ้นและตามมาด้วยอาการปวด

2. เกิดจากการแพ้ สาเหตุที่มาจากภูมิแพ้ หรือแพ้แบบเฉียบพลัน ที่ค่อนข้างพบบ่อย อาการแสบจะเกิดขึ้นทันทีที่กระทบสิ่งนั้นๆ หรืออาจค่อยเป็นค่อยไป สิ่งที่เป็นต้นเหตุของการแพ้จนทำให้แสบตาที่พบเสมอๆ คือ การแพ้ฝุ่น แพ้ลม ไอความร้อนจากแสงแดด หรือจากเตาไฟ แพ้ละอองเกสรดอกไม้ (พวกนี้มักมีอาการคันตามาก และเคืองตา) เรื่อยไปจนกระทั่งแพ้ควันบุหรี่ ควันไฟ บางคนโดนควันบุหรี่เพียงเล็กน้อย มีอาการแสบตาทันทีเพราะเยื่อตาไวต่อสิ่งนี้

3. เกิดจากการใช้ตามากเกินไป เป็นต้นว่าการอ่านหนังสือนาน ต้องเพ่งตาตลอดเวลา ยิ่งอ่านหนังสือในที่แสงสว่างไม่พอ หรือแสงสว่างจ้าจนเกินกำหนด ตัวหนังสือเล็กมากต้องเพ่ง หรือการดูตัวเลข เส้นกราฟ สถิติ แผนภูมิต่างๆ นานๆ มีผลทำให้ตาเมื่อยล้า เกิดอาการแสบได้ เพราะเลือดมาเลี้ยงตามากและนานเกินไป พวกนี้ถ้ายิ่งใช้ตานานต่อไปจะมีผลทำให้ปวดลูกตา ปวดกระบอกตา ปวดศีรษะ มึน เมื่อยต้นคอ ตามมาอย่างเห็นได้ชัด หรืออีกกรณี คือ การที่ต้องลืมตาอยู่นานแม้จะเป็นเวลาหลับนอน สมควรนอนแล้ว แต่ยังฝืนตาเพื่อทำงานหรือดูอะไรอยู่ กล่าวง่ายๆ คือ นอนดึก (พวกนกฮูก) แสบตาได้ทันที ถ้าไม่เคย ยกเว้นผู้ที่ดำเนินชีวิตหลับดึกเป็นอาชีพเพราะเคยชิน

4. เกิดจากสายตาผิดปกติ ในกรณีที่สายตาไม่ปกติ แต่พยายามฝืนการใช้ตาทำงาน อ่านหนังสือ ดูตัวเลข ฯลฯ เสมอๆ นานๆ ก็มีอาการแสบตาได้ สาเหตุจากข้อนี้พบได้ค่อนข้างบ่อย และผู้ป่วยมาบ่นให้ฟังเสมอ ทั้งที่ความเป็นจริงแล้วตัวเองมีแว่นสายตาอยู่ แต่ไม่อยากสวมแว่นเพราะกลัวคนจะล้อเลียนว่าแก่เกินวัย หรืออาจรู้สึกเกะกะใบหน้า รำคาญ เมื่อย...ฯลฯ อีกพวกแม้จะสวมแว่นก็ยังแสบตาอยู่ แสดงว่าแว่นตาอาจจะไม่ตรงกับสายตา เมื่อพยายามเพ่งจะให้เห็นชัด พอนานๆ เข้าตาจะเพลีย เมื่อยล้าเกิดอาการแสบ และปวดกระบอกตา

5. เกิดจากไอระเหย สารเคมีบางอย่าง ที่เห็นได้ชัดๆ และทันที คือ พวกฟอร์มาลิน (ซึ่งเป็นน้ำยาดองชิ้นเนื้อ หรือน้ำยาพวกดองศพ) กรด ด่าง แก๊ส และสารเคมีอื่นๆ ที่รู้จักกันดี บางคนเคยโดนคือแก๊สน้ำตา อาการแสบจะเป็นทันที และรุนแรง พืชผักผลไม้บางอย่าง เช่น พริก หัวหอม มะกรูด มะนาว ฯลฯ เมื่อเจอไอระเหยของพืชพวกนี้น้ำตาจะไหลทันที และแสบมาก

6. เกิดจากยาทาแก้โรคผิวหนังบางชนิด ยาแก้โรคผิวหนังบางชนิดที่มีส่วนผสมความเป็นกรดด่างแตกต่างจากน้ำตามาก เมื่อกระเซ็นเข้าไปในตาทำให้แสบได้ทันที บางรายแสบมาก ตาแดง น้ำตาไหล และเกิดอาการเยื่อตาขาวบวม มีผู้ป่วยหลายรายที่ใช้ยา ครีมแก้ปวด ครีมแก้ภาวะบอบช้ำตามเนื้อเยื่อเมื่อถูกแรงกระแทกบริเวณใบหน้า ขอบตา เมื่อส่วนของครีมเข้าตาผู้ป่วยจะรู้สึกแสบมาก อาจบวมแดง ลืมตาไม่ขึ้น น้ำตาไหลพราก น้ำยาสระผมก็มีส่วน

7. เกิดจากยาหยอดตาบางชนิด แม้กระทั่งยาหยอดตาที่ใช้รักษาเยื่อตาอักเสบ หรือโรคตาชนิดต่างๆ บางอย่างค่อนข้างแสบ หรือมิฉะนั้นก็มีการนำเอายาที่เสื่อมสภาพ หมดอายุ เก็บทิ้งไว้นานเกินไปมาหยอดตาอีก คิดว่ายังมีฤทธิ์ต่อการรักษาโรคตาอยู่ ทำให้แสบตาได้ แพ้ยา บวม แดง เคือง

8. เกิดจากโดนแสงจัดจ้า แสงสว่างที่สว่างมากเกินไป หรือกลางแสงแดดจัดๆ บางรายแสบตาเพราะมีอาการแพ้แสงแดด แพ้แสงไฟสว่างๆ เช่น ไฟแฟลชที่ถ่ายรูป เห็นแสงจ้าทีไรแสบตาทุกครั้ง จึงต้องสวมแว่นดำเสมอ ท่านผู้อ่านอาจเห็นบางคนสวมแว่นดำเกือบตลอดเวลา (ยกเว้นพวกขายล็อตเตอรี่ เพราะเขาตาบอด) ได้แก่ พวกนักร้องบางราย ดาราภาพยนตร์ เพราะพวกนี้อาชีพต้องโดนแสงสว่างๆ เข้าตาอยู่เสมอ การสวมแว่นดำอาจช่วยลดความสว่างจากแสงที่กระทบเข้าตาได้

9. เป็นโรคเยื่อตาบางอย่าง เป็นต้นว่าโรคตาแห้ง น้ำตาน้อยกว่า ปกติทำให้รู้สึกแสบตาเสมอ น้ำหล่อเลี้ยงหรือเคลือบเยื่อตา กระจกตาน้อย ฝุ่นเข้าง่าย แสบ เคืองเสมอ หรือโรคทางระบบอื่นของร่างกาย เป็นต้นว่า ต่อมธัยรอยด์ผิดปกติ โรคเกี่ยวกับข้อต่อ เป็นต้น บางครั้งแทบหาสาเหตุไม่ได้ แสบตาอย่างเดียว มาพบแพทย์ทีไรก็บ่นอยู่คำเดียวว่าแสบตายังไม่หาย แต่หมอหาสาเหตุอย่างไรก็ไม่พบ

ทั้งหมดที่กล่าวมาเป็นตัวอย่างที่พบเสมอๆ ต้นเหตุของการแสบตา การปฏิบัติรักษาจะง่ายขึ้น ถ้าทราบที่มาของการทำให้แสบตา ป้องกันและรักษาไปตามอาการ

ท่านผู้อ่าน อ่านบทความจบแล้ว แสบตาหรือยัง?

ข้อมูลสื่อ

125-009
นิตยสารหมอชาวบ้าน 125
กันยายน 2532
นพ.สุรพงษ์ ดวงรัตน์

บทความที่เกี่ยวข้อง