ลูกท้องเสีย...ถ่ายมากผิดปกติ

  • ขนาดตัวอักษร  Normal size text | Increase text size by 10% | Increase text size by 20% | Increase text size by 30%

ข้อมูลสื่อ

352-011
นิตยสารหมอชาวบ้าน 352
สิงหาคม 2008
ภก.ดร.วิรัตน์ ทองรอด

คำถาม เมื่อลูกท้องเสีย ควรเลือกใช้ยาอย่างไร?
ท้องเสีย... ถ่ายอุจจาระผิดปกติ

คำว่า "ท้องเสีย" ในภาษาไทยอาจใช้คำว่า "ท้องร่วง" หรือ "ท้องเดิน" ก็มีความหมายเดียวกัน หมายถึง ภาวะที่ร่างกายมีการถ่ายอุจจาระที่ผิดปกติหรือผิดแผก ไปตามเดิมที่เป็นกิจวัตรประจำวัน ซึ่ง "ความปกติของการถ่ายอุจจาระ" ของแต่ละคน ไม่ว่าจะเด็กหรือผู้ใหญ่ จะไม่เหมือนกัน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับลักษณะจำเพาะของแต่ละคน

บางคนอาจจะถ่ายเป็นเวลาเป็นประจำ วันละครั้ง ตอนเช้า แต่ในอีกคนหนึ่งอาจจะถ่าย 2 วันต่อ 1 ครั้งก็เป็นได้ หรือบางคนก็อาจจะถ่ายวันละ 2 ครั้งก็ได้ เพราะเป็นลักษณะเฉพาะของแต่ละบุคคล

การถ่ายอุจจาระของแต่ละคนยังขึ้นอยู่กับอาหารการกินอีกปัจจัยหนึ่ง ซึ่งหมายความว่า ถ้าเรากินอาหาร ที่มีกากอาหารจำนวนมาก เช่น ผัก ผลไม้ ที่มีเส้นใยอาหาร เป็นต้น ก็จะส่งผลเพิ่มจำนวนกากอาหารในลำไส้ใหญ่และที่ทวารหนัก ทำให้ถ่ายอุจจาระบ่อยกว่าปกติ หรือมีเนื้ออุจจาระมากกว่าปกติได้

ขอทำความเข้าใจก่อนว่า การถ่ายอุจจาระปกติ คืออะไร ซึ่งแต่ละคนไม่เหมือนกัน และถ้ามีอาการผิดปกติ คือถ่ายอุจจาระบ่อย หรือเหลวกว่าปกติ จึงถือว่าเกิดอาการ "ท้องเสีย"Ž

ท้องเสีย...เป็นกลไกกำจัดของเสียออกจากร่างกาย
ท้องเสียเป็นกระบวนการทางธรรมชาติของร่างกาย ในการกำจัดของเสียออกจากร่างกาย ซึ่งภาวะปกติถ้าสิ่งที่เรากินเข้าไปไม่มีพิษหรือไม่มีเชื้อโรค ก็จะถูกกำจัดออกอยู่แล้ว เป็นการกำจัดกากอาหารออกจากร่างกายของเรา

มีบางสภาวะ เช่น กินอาหารที่ไม่สะอาด หรือมีการปนเปื้อนของเชื้อโรค ร่างกายก็จะพยายามกำจัดอาหารและเชื้อโรคเหล่านั้นออกจากร่างกายให้เร็วขึ้น เพื่อรักษาสภาวะปกติของร่างกาย ในกรณีนี้จึงเกิดอาการท้องเสีย ถ่ายเหลว ถ่ายบ่อย อาจถ่ายเป็นน้ำหรือมีมูก มีเลือด ปนมาในอุจจาระได้
ดังนั้น ภาวะท้องเสียจึงเป็นกระบวนการกำจัดสิ่งผิดปกติที่อยู่ในทางเดินอาหารออกจากร่างกาย

ถ้าอาการท้องเสียนั้นเกิดขึ้นแล้วส่งผลให้สิ่งแปลกปลอมผิดปกติต่างๆ ออกจากร่างกายหมด และไม่ส่งผลต่อร่างกาย ก็จะถือว่าดีที่สุด (และไม่จำเป็นต้องให้การรักษาใดๆทั้งสิ้น) ซึ่งความเป็นจริงเมื่อเกิดอาการท้องเสียแล้ว มักมีอาการอื่นๆตามมาด้วย เช่น ไข้ ตัวร้อน เพลีย (จากการสูญเสียน้ำและเกลือแร่ เนื่องจากถ่ายเหลว ถ่ายเป็นน้ำ ถ่ายบ่อยๆ) ถ่ายบ่อย ปวดท้อง เป็นต้น

ลูกน้อย...ท้องเสีย
กรณีที่เป็นลูกน้อยเมื่อมีอาการท้องเสียก็เป็นสิ่งบอกเหตุหนึ่งที่ผู้ปกครองเฝ้าระวังและกังวลใจว่า ลูกน้อยเกิดท้องเสียหรือความผิดปกติในการถ่ายอุจจาระจากสาเหตุใด (ซึ่งกล่าวต่อไป) แต่ขั้นต้นนี้มีหลักการง่ายๆ สำหรับสังเกตระดับความรุนแรงของท้องเสีย คือ "เด็กเล่นซนหรือไม่"Ž

ถ้าเด็กยังเล่นได้ตามปกติ ก็แสดงว่าสุขภาวะของเด็กยังดีอยู่ แต่ถ้าเด็กมีอาการรุนแรง จะสังเกตได้ว่าเด็กมักซึมและไม่เล่นเหมือนปกติ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ผู้ปกครองสามารถสังเกตลูกน้อยได้ง่ายๆ

นอกจากการสังเกตสภาวะของเด็ก ก็อาจจะต้องติดตามอาการไข้ ท้องเสีย และเพลีย หรืออาจมีอาการอาเจียนร่วมด้วยได้ ซึ่งเรื่องท้องเสียของลูกน้อยนี้ควรสังเกตลักษณะของอุจจาระ ทั้งสี กลิ่น เหลว (น้ำ) และความถี่บ่อยของการถ่ายอุจจาระด้วย


สาเหตุท้องเสียในเด็ก
เด็กท้องเสียมีได้หลายสาเหตุจากโรคต่างๆ ดังนี้
1. ท้องเสียเกิดจากอารมณ์
2. ท้องเสียเกิดจากการใช้ยา
3. ท้องเสียเกิดจากการติดเชื้อทางเดินอาหาร
4. ท้องเสียเกิดจากสารพิษของเชื้อแบคทีเรีย
5. ท้องเสียเกิดจากการติดเชื้อไวรัส (viral gasroenteritis หรือ stomach flu)

นอกจากทั้ง 5 สาเหตุแล้ว ยังมีสาเหตุอื่นๆ ที่ทำให้เด็กท้องเสียได้ แต่พบได้ไม่บ่อยนัก และที่พบได้บ่อยและเป็นปัญหาสำหรับเด็กมากคือ ท้องเสียที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัส ซึ่งสำคัญและจะกล่าวส่วนนี้ให้มากกว่าส่วนอื่นๆ ในตอนท้ายของบทความนี้


ท้องเสียที่เกิดจากอารมณ์
ส่วนใหญ่จะพบในวัยรุ่นหรือผู้ใหญ่ มีสาเหตุจากความเครียด ความกังวล ใกล้สอบ หรือตื่นเต้น มักมีอาการปวดท้อง อั้นหรือกลั้นอุจจาระไม่ค่อยได้ มักจะถ่ายเพียงครั้งเดียว และเมื่อถ่ายแล้วจะรู้สึกดี สบาย และหายปวดท้อง กรณีเช่นนี้ไม่ได้มีสาเหตุจากเชื้อชนิดใดๆเลย ไม่มีอาการไข้ ไม่มีอาการเพลีย จึงไม่จำเป็นต้องใช้ยารักษาอาการท้องเสียที่เกิดจากอารมณ์แปรปรวน ยกเว้นกรณีที่เป็นรุนแรงหรือเป็นประจำควรปรึกษาแพทย์

ท้องเสียที่เกิดจากการใช้ยา

พบได้บ้างในเด็ก เกิดจากการใช้ยาปฏิชีวนะบางชนิด โดยเฉพาะยาปฏิชีวนะที่สามารถฆ่าเชื้อได้หลายชนิด เช่น ยาอะมอกซีซิลลิน ผสมกับ clavulanic acid เป็นต้น ซึ่งมักจะเกิดหลังจากที่ได้กินยาเหล่านี้ไปแล้วประมาณ 3-5 วัน ทั้งนี้เพราะยาเหล่านี้มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อได้หลายชนิด จึงออกฤทธิ์ฆ่าเชื้อแบคทีเรียที่เป็นสาเหตุของการติดเชื้อ และยังไปฆ่าแบคทีเรียบางชนิดที่อาศัยและรักษาสมดุลในทางเดินอาหารของเราด้วย

เมื่อแบคทีเรียที่รักษาสมดุลถูกกำจัดออกไป ก็เกิดการเสียสมดุล เชื้อชนิดอื่นก็เกิดการขยายเผ่าพันธุ์ ขยายตัว เพิ่มจำนวน ลุกลาม และทำให้เกิดการติดเชื้อทางเดินอาหาร และท้องเสียได้ ซึ่งส่วนใหญ่เมื่อหยุดยาเหล่านี้ อาการท้องเสียก็จะหายได้เอง

ท้องเสียที่เกิดการติดเชื้อทางเดินอาหาร
มีเชื้อหลายชนิดที่เป็นสาเหตุให้ท้องเสียในเด็กได้ เช่น บิดมีตัว บิดไม่มีตัว อหิวาต์ เป็นต้น ท้องเสียชนิดนี้อาจมีไข้ ถ่ายเหลว เพลีย ถ่ายเป็นมูก หรือเป็นมูกเลือดได้

ท้องเสียที่เกิดจากสารพิษของเชื้อแบคทีเรีย
เกิดจากสารพิษของเชื้อแบคทีเรียซึ่งมักปนไปกับอาหารที่ไม่สะอาด มักมีอาการท้องเสีย ท้องร่วง ร่วมกับอาเจียนด้วย และมักเป็นครั้งละหลายคนในกลุ่มที่กินอาหารชนิดเดียวกัน

ถ้าท้องเสียทั้งที่เกิดจากการติดเชื้อทางเดินอาหาร และจากสารพิษของเชื้อแบคทีเรีย อาการไม่รุนแรง ไม่ถ่ายบ่อยนัก ไม่เพลีย ไม่มีไข้สูง และหยุดถ่ายแล้วร่วมกับเด็กยังรู้สึกตัวดี เล่นได้ตามปกติ ก็แนะนำให้รักษาตามอาการเท่านั้นคือ ถ้ามีไข้และ/หรือตัวร้อน ก็ควรเช็ดตัวร่วมกับการให้ยาลดไข้ ถ้าเพลีย หิวน้ำ ก็ควรให้สารละลายเกลือแร่ เพื่อชดเชยน้ำและเกลือแร่ ที่สูญเสียออกไปจากร่างกายจากการถ่ายเหลว เป็นต้น

แต่ถ้าเด็กไม่เล่น แต่ซึม และ/หรือมีไข้สูง ถ่ายเหลว เป็นน้ำ ถ่ายบ่อยๆ อาเจียนมาก ก็ควรไปพบแพทย์ทันที เพื่อให้ได้รับการักษาที่เหมาะสม

ท้องเสียที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัส
โรคท้องเสียที่พบได้บ่อยในเด็กคือ ท้องเสียที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัส ซึ่งศัพท์ภาษาอังกฤษว่า viral gasroenteritis หรือ stomach flu ซึ่งคำว่า " viral gasroenteritis" แปลเป็นภาษาไทยว่า "ทางเดินอาหารอักเสบจากเชื้อไวรัส" หรือ "ลำไส้อักเสบจากเชื้อไวรัส" และคำว่า "stomach flu" แปลเป็นภาษาไทยว่า "หวัดลงกระเพาะอาหาร" ซึ่งคำเหล่านี้บางคำทำให้ผู้ปกครองรู้สึกกังวลใจหรือเข้าใจผิดคิดว่ามีความผิดปกติ ที่รุนแรงทางเดินอาหารของลูกน้อย ซึ่งถ้ามีคำอธิบายเพิ่มเติมว่า "ท้องเสียเกิดจากการติดเชื้อเชื้อไวรัส" ก็อาจจะประจักษ์ช่วยให้ชัดเจนยิ่งขึ้น

"ทางเดินอาหารอักเสบจากเชื้อไวรัส" หรือ "ลำไส้อักเสบจากเชื้อไวรัส" หรือ "หวัดลงกระเพาะอาหาร" คือ "เด็กยืดตัว"Ž

ไม่ว่าคำนี้ในโลกตะวันตกจะเรียกว่าอย่างไร คนไทยเรารู้จักโรคนี้มานานแล้วและเรียกภาวะท้องเสียที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัสนี้ว่า "เด็กยืดตัว"Ž

"เด็กยืดตัว" เป็นคำบัญญัติตามภูมิปัญญาพื้นบ้านของไทยแท้ ที่สรรค์สร้างมองในด้านบวก (positive thinking) ซึ่งสื่อว่าเป็นภาวะปกติที่เกิดขึ้นได้กับเด็กที่จะเริ่มยืนหรือเดิน ซึ่งกำลังจะยืดตัว แสดงถึงการเจริญเติบโต และมีการถ่ายเหลวบ้าง และหลังจากนั้นอีกประมาณ 5-7 วันก็จะหายได้เอง

อาการท้องเสียชนิด "เด็กยืดตัว"
โรคท้องเสียชนิดนี้มักเป็นมากในช่วงปลายฤดูฝนต่อกับฤดูหนาว เริ่มต้นเด็กจะมีอาการถ่ายเหลว บางคนอาจเป็นน้ำ และอาจมีไข้หรืออาเจียนร่วมด้วย และเมื่อเป็นแล้วอาการท้องเสียจะไม่หายทันที ถึงแม้จะไปพบแพทย์ได้รับการรักษาหรือได้กินยาตามสั่งแล้วก็ตาม

ส่วนใหญ่ของ "เด็กยืดตัว" เด็กยังคงรู้สึกตัวดี ยังคงเล่นซนเหมือนเดิม


โรคนี้เกิดจากเชื้อไวรัส ซึ่งปัจจุบันไม่มียาที่มีผลยับยั้งการเพิ่มจำนวนของไวรัสได้ แต่ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายจะมีส่วนสำคัญในการกำจัดเชื้อไวรัสเหล่านี้ ให้หมดไปจากร่างกายของเรา และระบบภูมิคุ้มกันจะกำจัดเชื้อไวรัสนี้ได้ต้องใช้เวลาประมาณ 3-7 วัน

พบว่าเด็กที่ท้องเสียจากไวรัสยังคงมีอาการถ่ายเหลวอยู่อีก 3-5 วัน หลังจากวันแรก แต่ที่สำคัญจะต้องสังเกตว่า
1. เด็กยังคงรู้สึกตัว เล่นได้ปกติ และไม่ซึม
2. อาการถ่ายเหลวจะค่อยๆ ดีขึ้น ทีละน้อยๆ แต่จะไม่หายเป็นปกติทันที

ประเด็นข้อ 2 นี้ ถ้าผู้ปกครองไม่ทราบหรือไม่เข้าใจว่า ระบบภูมิคุ้มกันกำลังจัดการกับเชื้อไวรัสที่เป็นสาเหตุให้เด็กท้องเสีย ผู้ปกครองจะกังวลใจว่า ทำไมท้องเสียของลูกน้อยจึงไม่หายเสียที?

ถ้าผู้ปกครองรับรู้และเข้าใจประเด็นนี้ จะช่วยให้การดูแลรักษาท้องเสียในเด็กเล็กที่เกิดจากเชื้อไวรัสเป็นไปได้โดยง่าย เพราะอาการต่างๆจะค่อยๆดีขึ้น ทีละเล็กทีละน้อย เมื่อเวลาผ่านไป และจะหายได้เองภายใน 5-7 วัน ระหว่างนี้ควรให้การดูแลรักษาตามอาการ เช่น 
- เด็กเล็กที่ยังดื่มนม อาจงดหรือลดจำนวนนมประมาณ 1-2 วัน และกลับมาให้ได้เมื่ออาการ เด็กดีขึ้น 
- ควรให้สารน้ำเกลือแร่ เพื่อชดเชยการสูญเสียน้ำและเกลือแร่ของร่างกายจากท้องเสีย 
- ควรให้ยาลดไข้ ถ้ามีอาการเป็นไข้ตัวร้อน

นอกจากนี้ยังมียาอยู่กลุ่มหนึ่งซึ่งประกอบด้วยเชื้อแบคทีเรียชนิดดี ชนิดเดียวกับที่พบในโยเกิร์ต ซึ่งมีรายงานว่าสามารถลดอาการท้องเสียของเด็กที่เกิดจากเชื้อไวรัสได้อีกด้วย โดยจะช่วยให้อาการถ่ายเหลวหายเร็วขึ้นเล็กน้อย ซึ่งเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่สามารถเลือกใช้ได้

ถึงตอนนี้ก็คงพอสังเกตอาการท้องเสียของลูกน้อยได้แล้ว ว่าเกิดจากสาเหตุใด และควรจะดูแลรักษาขั้นต้นด้วยตนเองอย่างไร

สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ ให้สังเกต "การเล่นหรือความรู้สึกตัวของเด็ก" เพราะถ้าเด็กไม่ป่วย จะเล่นซนตามวัย แต่ถ้าเด็กไม่เล่นซน แต่ซึม หรือร่วมกับมีไข้สูง ถ่ายเหลวเป็นน้ำ ถ่ายบ่อยหรือถี่มากขึ้น เด็กเพลียมาก ก็ควรรีบพาไปปรึกษาแพทย์ทันที เพื่อให้การรักษาที่เหมาะสม