• ขนาดตัวอักษร  Normal size text | Increase text size by 10% | Increase text size by 20% | Increase text size by 30%

ลำไส้ใหญ่

ลำไส้ใหญ่



             


ลำไส้ใหญ่ของเราแบ่งออกเป็น 2 ส่วน ส่วนต้นจะมีขาดเล็กกว่าจึงเรียกว่า “ ลำไส้เล็ก “ ( Small intestine)ส่วนปลายมักจะมีกากอาหารอยู่จึงมีขนาดใหญ่กว่า เรียกว่า “ ลำไส้ใหญ่ “( Large intestine)

ฉบับนี้เราจะว่าถึงเรื่องลำไส้ใหญ่
ลำไส้ใหญ่ มีลักษณะเป็นกระพุ้งและเป็นปล้องๆ มีความยาวประมาณ 150 ซม. ลำไส้ใหญ่ตั้งต้นจากลำไส้เล็กส่วนปลายไปจนถึงทวารหนักแบ่งออกเป็น 4 ส่วนใหญ่ๆ
1.ลำไส้ใหญ่ส่วนต้นหรือกระพุ้งลำไส้ใหญ่ ( Cecum )
เป็นกระพุ้งใหญ่และส่วนปลายของกระพุ้งมีไส้เล็กๆปลายตันที่เรียกว่า “ ไส้ติ่งหรือไส้ตัน (appendix ) มีความยาวประมาณ 1 นิ้วครึ่ง ถึง 2 นิ้ว ระหว่างส่วนลำไส้เล็กส่วนปลาย( lleum) กับลำไส้ใหญ่ส่วนต้นนี้จะมีลิ้นป้องกันไม่ให้อาหารย้อนกลับไปยังลำไส้เล็ก

2. ลำไส้ใหญ่ส่วนกลาง
แบ่งออกได้
ก.ลำไส้ใหญ่ส่วนขึ้น ( Ascending colon )
เป็นส่วนต่อจากกระพุ้งลำไส้ใหญ่ ทอดขึ้นทางขวาของช่องท้องไปถึงใต้ตับโค้งไปทางซ้าย

ข.ลำไส้ใหญ่ส่วนขวาง ( Descending colon )
เป็นส่วนที่ต่อจากลำไส้ใหญ่ส่วนขึ้น ทอดขวางไปตามช่องท้องจากทางด้านขวาไปทางด้านซ้าย แล้ววกใต้ม้ามลงข้างล่าง

ค.ลำไส้ใหญ่ส่วนลง ( Descending colon )
เป็นส่วนต่อจากส่วนโค้งของลำไส้ใหญ่ส่วนขวาง ทอดลงมาข้างล่างทางซ้ายของช่องท้อง

ง.ลำไส้ใหญ่ส่วนคด ( Sigmoid colon )
เป็นส่วนที่ต่อจากลำไส้ใหญ่ส่วนลง มีลักษณะคล้ายตัว s

3. ลำลำไส้ใหญ่ส่วนตรงหรือไส้ตรง ( Rectum )
เป็นส่วนที่ต่อจากลำไส้ใหญ่ส่วนคด เป็นลำไส้ที่ตรงลงมา ในผู้ชายอยู่ส่วนหลังกระเพาะปัสสาวะ ส่วนผู้หญิงอยู่หลังมดลูก ส่วนล่างของลำไส้ใหญ่ ส่วนตรงนี้เป็นที่พักของอุจจาระ

4.ลำไส้ใหญ่ส่วนสุดท้ายนี้เรียกว่า “ช่องทวารหนัก “
( Anal canal )
เป็นส่วนสุดท้ายของลำไส้ใหญ่ ส่วนเปิดสู่ภายนอกเรียกว่า “ ทวารหนัก “ ( Anus ) ที่ทวารหนักมีกล้ามเนื้อหูรูดที่เปิดออกเวลาถ่ายอุจจาระ หลังจากกินอาหารแล้ว อาหารจะผ่านไปถึงลำไส้ใหญ่ในเวลาหว่า 8 ชั่วโมงครึ่ง

ลำไส้ใหญ่จะไม่มีการย่อยอาหาร เป็นส่วนที่สะสมกากอาหารและช่วยดูดซึมน้ำจากกากอาหารที่เหลือจากการดูดซึมของลำไส้เล็ก กากอาหารที่ดูดซึมแล้วจึงมีลักษณะค่อนข้างเหนียวข้นและในที่สุดจะแข็งหากไม่อุจจาระหลายๆวัน การที่อุจจาระแข็งจะทำให้ถ่ายลำบากต้องออกแรงเบ่ง ทำให้เป็นริดสีดวงทวารได้ ใครไม่อยากเป็นริดสีดวงทวารจึงควรดื่มน้ำมากๆและถ่ายอุจจาระทุกวันให้เป็นนิสัย อย่าปล่อยให้ท้องผูกบ่อยๆ
นอกจากนั้น ภายในลำไส้ใหญ่จะมีแบคทีเรียอยู่มากมาย แบคทีเรียในลำไส้ใหญ่เหล่านี้โดยปกติจะมีคุณมากกว่าโทษ โดยช่วยทำลายเชื้อโรคที่เป็นอันตราย ช่วยย่อยกากอาหารให้สลายตัวมากขึ้น สารบางอย่างเมื่อสลายตัวจะทำให้เกิดแก๊สขึ้นมาได้ นี่แหละที่ทำให้เกิดอาการที่เรียกว่า“ ผายลม(ตด ) “

อย่างไรก็ตามถ้าหากเรากินอาหารที่ไม่สะอาดมีเชื้อแบคทีเรียที่เป็นภัย เช่น เชื้อบิดที่ไม่มีตัว และเชื้อนี้มีมากเกินจนกระเพาะลำไส้ทำลายไม่หมด จะทำให้ลำไส้ใหญ่อักเสบ ดูดซึมน้ำไม่ได้ ทำให้อุจจาระเหลวเป็นน้ำและเป็นมูกเลือด นอกจากนั้น ลำไส้ใหญ่ที่อักเสบจะบีบตัวมากกว่าปกติทำให้เกิดอาการปวดถ่วงอยากถ่ายอยู่บ่อยๆ.

 

ข้อมูลสื่อ

45-001
นิตยสารหมอชาวบ้าน 45
มกราคม 2526
ดร.นที คัคนานตดิลก

บทความที่เกี่ยวข้อง