โรคผิวหนังจากอาชีพอุตสาหกรรมและสิ่งแวดล้อม

  • ขนาดตัวอักษร  Normal size text | Increase text size by 10% | Increase text size by 20% | Increase text size by 30%

ข้อมูลสื่อ

26-012
นิตยสารหมอชาวบ้าน 26
มิถุนายน 1981
โรคผิวหนัง
นพ.วิชนารถ เพรชบุตร


สิ่งแวดล้อม
สาเหตุอันก่อให้เกิดโรคผิวหนังจากอาชีพ อุตสาหกรรมและสิ่งแวดล้อม เกิดจากสาเหตุ 3 ประการ
1. งานที่ปฏิบัติ
2. สิ่งแวดล้อมของงานและสถานที่ทำงาน
3. คน (ผู้ปฏิบัติงาน)

  


ที่โรงงานทำปลาแห่งหนึ่ง ใช้คนงานหญิงเป็นจำนวนมาก สำหรับคัดเลือกปลาออกเป็นชนิดๆ และจัดลงภาชนะใหม่ปรากฎ ว่า คนงานจากโรงงานนี้มาหาแพทย์เป็นประจำ โรคที่เป็นคือ ถูกเศษไม้ตำ บางคนทิ้งไว้จนเป็นหนอง บางคนเนื้อเยื่อใต้ผิวหนัง เกิดอักเสบ มือเกิดบวมแดง และลุกลามอย่างรวดเร็วไปตามแขน คนไข้มีไข้สูง โรคที่พบเป็นประจำอีกคือ นิ้วเปื่อย มือเปื่อย แห้ง มีลักษณะแดงเหี่ยว บางคนปลายนิ้วมือและฝ่ามือ ฝ่าเท้าแตกเป็นร่อง ถูกนำเข้าเจ็บมาก หลายคนปรากฏว่าเล็บกุด เล็บแตกเป็นร่อง
 

  


ในโรงงานทำทองและโลหะ กรดกัดทองได้ทำให้เกิดการระคายเคืองต่อผิวหนังโดยตรง โดยเฉพาะที่มือไอระเหยของกรดนอกจากจะทำอันตรายต่อผิวหนังยังเป็นอันตรายต่อเยื่อบุผิว เช่น ที่จมูกด้วย


สิ่งแวดล้อมของงานและสถานที่ทำงาน ที่จะทำให้เกิดโรค อาจแบ่งได้เป็น 3 อย่างคือ

1.สิ่งแวดล้อมทางกายภาพ เช่น ความร้อน ความเย็น กัมมันตภาพรังสีและพลังงานที่เกิดจากแม่เหล็กไฟฟ้า ฯลฯ โรคที่เกิดจากความเย็น มักจะพบกับคนงานในอุตสาหกรรมห้องเย็นทำน้ำแข็ง ทำเบียร์ ความเย็นจะทำให้อุณหภูมิของผิวหนังต่ำ และการไหลเวียนของโลหิตมาสู่ส่วนปลายร่างกายน้อยลงเช่น ปลายมือ ปลายเท้า เกิดชา เป็นแผล เท้าเปื่อยได้ โรคผิวหนังที่เกิดจากความร้อนมักจะพบในพวกหลอมโลหะ ทำแก้ว เครื่องปั้นดินเผา พวกนี้ผิวหนังอาจจะแดง ด้าน เหี่ยว และมีอาการผื่นคันง่าย พวกนั่งปิ้งกล้วย ปิ้งข้าวโพด ขนมครก ความร้อนอ่อนๆ ระบายมาถูกหน้าแข้งตลอดเวลา ภายหลังหน้าแข้งจะแดงเป็นผื่นคันทุกครั้งที่ถูกความร้อน มือก็ด้านเพราะถูกความร้อนตลอดเวลา กัมมันตภาพรังสี ทำให้เกิดมะเร็งบนผิวหนังพบมากในคนปฏิบัติงานเกี่ยวกับพลังงาน เช่น พลังงานปรมาณูและเครื่องเอ๊กซเรย์ พลังงานที่เกิดจากไพฟ้า คือ อินฟราเรดอุลตร้าไวโอเลตพวกนี้ทำให้เกิดผิวหนังอักเสบ หนังคล้ำเป็นผื่นแดงไหม้ อาชีพที่เป็นโรคเหล่านี้ได้แก่พวกกลาสีเรือ คนงานสร้างถนน ช่างเชื่อมโลหะ คนงานเป่าแก้ว คนงานหลอมโลหะ เป็นต้น


2.สิ่งแวดล้อมทางเคมี
สารเคมีที่ทำให้เกิดเป็นพิษแก่ร่างกายและผิวหนัง มีอยู่หลายแบบและหลายชนิด เช่น โลหะ แก๊สหรือของเหลว เช่นน้ำมันก็ได้ สารหนู ซึ่งพบในอุตสาหกรรมทำยาฆ่าแมลง ยาฆ่าวัชพืช อุตสาหกรรมทำแก้ว และโรงงานทำสี ผิวหนังที่สัมผัสสารหนู ทำให้เกิดการแพ้ เป็นผื่นแดง และพุพอง เม็ดน้ำใส นานๆ ไปอาจเกิดเป็นมะเร็งของผิวหนัง ในโรงงานทำงานทำสีต่างๆ ในโรงงานเครื่องปั้นดินเผา และโรงงานเครื่องเคลือบ เครื่องชุบต่างๆ จะใช้โครเมี่ยมเป็นส่วนประกอบ จะทำให้เกิดผิวหนังอักเสบบริเวณที่สัมผัสกับโครเมี่ยม ฝุ่นไอและกรดของโครเมี่ยมจะทำให้เกิดการระคายเคืองของเยื่อบุช่องจมูกจนถึงหลอดลมและปอด เกิดการทำลายเนื้อเยื่อ เกิดเป็นโรคปอดได้


3.สิ่งแวดล้อมทางชีวะ ได้แก่เชื้อโรค พวกไวรัส แบคทีเรีย ริคเคทเชีย และพยาธิ ตัวอย่างเช่น คนงานในโรงงานฟอกหนังโรงงานเคี่ยวกาว โรงงานป่นกระดูก มีโอกาสติดโรคแอนแทร็กซ์ (Anfrax) ได้ง่ายกว่าคนธรรมดา คนงานที่ทำงานในที่อับชื้นหรือต้องใส่รองเท้าอับตลอดเวลา มีโอกาสเป็นเชื้อราได้ง่าย

   

คนผู้ปฏิบัติงานอาจจะเป็นผู้ก่อให้เกิดปัญหา เป็นโรคอันเกี่ยวเนื่องกับอาชัพและการทำงานได้ แต่เป็นไปโดยอ้อม ไม่ใช่โดยตรง เช่น คนที่จัดอยู่ในกลุ่มที่เป็นโรคแพ้ได้ง่าย พวกนี้หากไปประกอบอาชีพที่มีสิ่งแวดล้อมที่ก่อให้เกิดอาการแพ้ก็จะเกิดอาการแพ้ได้ง่ายเร็วกว่าคนอื่น มีคนไข้ 2 คน ซึ่งเป็นโรคแพ้ได้ง่าย คนหนึ่งไปทำงานในโรงงานทำพลาสติค อีกคนหนึ่งไปทำงานทำความสะอาดกระสอบที่ใช้บรรจุเคมีภัณฑ์ ทั้งสองคนมาปรึกษาแพทย์พร้อมกัน เพราะแพ้สารเคมีที่เป็นส่วนประกอบในการทำพลาสติค และฝุ่นสารเคมีที่ติดอยู่กับกระสอบเกิดอาการผื่นคันตามตัว แขน ขา กรณีนี้ไม่ถือเป็นความบกพร่องของฝ่ายโรงงานเพราะคนป่วยมีภาวะยอมรับสภาพการแพ้ หรือเป็นโรคแพ้ได้ง่ายมาก่อน


ข้อสำคัญของโรคอันเนื่องด้วยอาชีพ โรงงานและสิ่งแวดล้อม อีกประการหนึ่งคือ เศรษฐกิจและสังคม เนื่องจากความเจริญทางวัตถุมากกว่าเกษตรกรรม ลูกจ้างทางอุตสาหกรรม มีโอกาสได้ค่าแรงมากกว่า แน่นอนกว่าและเนิ่นนานกว่าลูกจ้างจากการไถนา ปลูกข้าว หรือทำไร่ ทำให้เกิดการหลั่งไหลเข้าสู่แถบอุตสาหกรรมความเป็นอยู่แออัด ทำให้เกิดโรคต่างๆ ได้ง่ายทางผิวหนังก็เช่น หิด กลาก เกลื้อน บางครั้งมีการนำเด็กมาทำงานเพื่อให้รายได้มากขึ้นโดยไม่รู้ว่าเด็กมีโอกาสแพ้พิษสารต่างๆได้ง่ายกว่าผู้ใหญ่มาก เช่น ลูกชายคนงานในโรงงานหลอมตะกั่ว เกิดอาการแพ้พิษตะกั่ว มือแดง เท้าแดง คลื่นไส้ อาเจียน ทีหลังเป็นอัมพาตไป เพราะติดตามไปช่วยพ่อทำงานในโรงงาน ลูกชายเจ้าของร้านซ่อมแบตเตอรี่ อายุ 5-6 ขวบ ก็เกิดอาการแพ้พิษตะกั่ว จากการคลุกคลีอยู่ใกล้ชิดกับที่ซ่อมแบตเตอรี่เช่นเดียวกัน


เมื่อ 2-3 อาทิตย์ที่ผ่านมานี้ มีเด็กผอมแกร่ง ตัวดำ ท่าทางแข็งแรง ฉลาดและซนคนหนึ่งอายุประมาณ 12-13 ขวบ ถูกส่งมาโรงพยาบาลโดยกะทันหัน เนื่องจากถูกไฟลวกทั้งแขนและขา ขณะทำแผลปฐมพยาบาลให้ ก็นึกดุไปด้วยว่า “เอ็งช่างซนจริง” แต่พอถามไปจึงรู้ว่าเด็กถูกเช่าซื้อมาจากพ่อแม่ที่สุรินทร์ โดยนายหน้าให้เงินกับผู้ปกครองจำนวนหนึ่ง แล้วเอาเด็กส่งให้ทำงานในโรงงานอุตสาหกรรมขนาดเล็ก จนกว่าจะชดใช้ค่าแรงที่พ่อแม่ได้รับไว้หมด

ผมถามว่า “แล้วใครออกค่ายาให้นี่”

เด็กตอบว่า “ลูกเถ้าแก่พามาเอาเงินมาด้วย”

ผมก็บอกว่า “ก็ดีนี่เถ้าแก่เขาก็ใจดี ดูแลให้”

เด็กตอบว่า “ไม่ใช่หรอกครับ ผมหายแล้วผมก็ต้องกลับไปทำงานให้เขาเพิ่มค่ายานี่เข้าไปด้วย”

เด็กพูดหน้าซื่อๆ ไม่รู้ว่าตัวเองกำลังตกเป็นทาส ทั้งๆ ที่พระพุทธเจ้าหลวงก็สั่งเลิกไปนานแล้วเนื่องจากอาการเด็กเป็นมาก ต้องรักษาต่อในโรงพยาบาล จึงได้ติดต่อฝากฝังต่อไปยังแผนกศัลยกรรมโรงพยาบาลศิริราชซึ่งก็ได้รับความร่วมมือด้วยดี นั่นคือสิ่งที่หมอและพยาบาลช่วยได้ แต่ปัญหาสังคม กฎหมายแรงงาน การป้องกันและแก้ไข คงจะต้องได้รับความร่วมมือจากทุกๆ ฝ่าย


(อ่านต่อฉบับหน้า)