ริดสีดวงทวาร

  • ขนาดตัวอักษร  Normal size text | Increase text size by 10% | Increase text size by 20% | Increase text size by 30%

ข้อมูลสื่อ

27-002
นิตยสารหมอชาวบ้าน 27
กรกฎาคม 1981
โรคน่ารู้
รศ.นพ.เกษียร ภังคานนท์

   

เป็นความจริงที่ว่าชั่วชีวิตของคนเรานี่ ไม่ตอนใดก็ตอนหนึ่งต้องมีอาการของริดสีดวงทวาร (หนัก) ที่จริงพอพูดถึงริดสีดวงคนก็รู้กันว่าเป็นอย่างไร โดยหมอไม่ต้องแจกแจงอะไรอีก

แต่จะมีน้อยคนที่รู้จริงๆ ว่าริดสีดวงคืออะไร เป็นอย่างไร และมีวิธีป้องกันและรักษาอย่างไร

 

® ริดสีดวงคืออะไร
ริดสีดวง คือ หลอดเลือดดำที่ทวารหนักโป่งพองออกทำให้มีอาการเจ็บๆ คันๆ ในระยะแรก และเจ็บปวดในระยะหลัง เมื่อพองออกมากขึ้นก็แตกเป็นแผลและมีเลือดออกเวลาถ่ายอุจจาระ ในคนที่เป็นเรื้อรัง ท้องผูกเสมอ หลอดเลือดที่โป่งพองนี้จะมีการอักเสบ และถูกดันโผล่ออกมาภายนอก ทำให้นั่งก็ไม่สะดวก ยืนเดินก็ไม่สบาย ถ้าเกิดการอักเสบเป็นหนองเป็นแผลจะบวมพองเจ็บปวดและมองดูน่ากลัวมาก

เคยมีผู้กล่าวว่า ริดสีดวงเกิดจากผลของการวิวัฒนาการ คือ วิวัฒนาการจากการเป็นสัตว์ที่เดิน 4 เท้ามาเดิน 2 เท้า ทำให้น้ำหนักของเลือดในส่วนบนของร่างกายถ่วงลงด้านล่าง ตรงบริเวณรอบทวารหนักมีหลอดเลือดดำประสานติดต่อกันอยู่สามชั้น หลอดเลือดดำนี้มีผนังบางเหมือนลูกโป่งเมื่อเอาน้ำใส่ก็จะถ่างและพองออก


  

หลอดเลือดดำที่ทวารหนักเหล่านี้จะพองออกได้เฉพาะเวลาถ่ายอุจจาระเท่านั้น เพราะตามธรรมดาจะถูกกล้ามเนื้อของทวารหนักรัดให้ตีบแฟบอยู่เสมอ เมื่อผู้ป่วยถ่ายกล้ามเนื้อคลายตัวหลอดเลือดก็จะโป่งออกได้ โดยทั่วไปเมื่อถ่ายแล้วหลอดเลือดก็จะหดกลับเข้าไปตามเดิม โดยถูกกล้ามเนื้อของทวารหนักรัดเอาไว้

 

®หัวริดสีดวงเกิดได้อย่างไร
ในคนที่ท้องผูกเป็นประจำต้องเข้าส้วมเบ่งอยู่นานๆ ความดันภายในช่องท้องเนื่องจากการเบ่งและการขยายตัวของกล้ามเนื้อทวารหนัก จะทำให้หลอดเลือดโป่งพองออกมากยิ่งขึ้น และถ้าเป็นเช่นนี้อยู่นานๆ เลือดที่โป่งออกมาจะไม่หดเข้าไปได้เหมือนเดิม ดังนั้นในคราวต่อมาแม้คนนั้นจะถ่ายอุจจาระเป็นปกติก็จะมีหลอดเลือดที่โป่งพองเหล่านี้ออกมานอกทวารหนักอยู่เสมอที่เราเรียกกันว่า หัวริดสีดวง ดังนั้น หัวริดสีดวงก็คือผนังทวารหนักที่มีหลอดเลือดดำอยู่ภายในนั่นเอง ถ้าอุจจาระแข็ง และเบ่งมาก อุจจาระจะรีดลงมาบนหัวริดสีดวงทำให้เกิดแผล และเลือดจะออกมา เลือดที่ออกถ้าเป็นน้อยจะปนมากับอุจจาระ ถ้าเป็นมากจะหยดลงบนโถส้วม มองเห็นเป็นสีแดง ถ้าเป็นมากขึ้นไปอีกจะไหลโจ๊กเลยโดยมากจะออกตอนเวลาขมิบก้น โดยทั่วไปเลือดจะออกไม่มากนักหรืออาจจะออกเล็กๆ น้อยๆ ติดต่อกันเป็นเวลานานก็ได้ ทำให้ผู้ป่วยที่เป็นโรคนี้อยู่ในสภาพเลือดจาง
 

  

 

®การใช้ยาถ่ายกับริดสีดวง
การใช้ยาถ่ายเป็นประจำก็เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดริดสีดวงได้ เพราะอุจจาระที่ถูกขับออกมาอย่างแรง อาจทำให้เยื่อบุทวารหนักอักเสบ เป็นผลทำให้หลอดเลือดของทวารหนักถ่างขยายตัวและไม่หดกลับ กลายเป็นริดสีดวงไป

 

 

® การป้องกันหรือรักษาริดสีดวงในระยะเริ่มแรก
การป้องกันหรือรักษาริดสีดวงในระยะเริ่มแรกไม่ใช่ของยาก คนโดยมากก็รู้กันทั้งนั้น แต่ขี้คร้านที่จะปฏิบัติ การสร้างนิสัยการถ่ายให้เป็นเวลา เช่น เวลาเช้าก่อนไปทำงาน หรือหลังอาหารเช้าสุดแต่ความสะดวก เพราะงานของแต่ละคนไม่เหมือนกันถ้าหัดเวลาไหนมักจะถ่ายได้เวลานั้น

การกินอาหารที่มีผัก ผลไม้ หรืออาหารที่มีกาก เช่น ข้าวซ้อมมือ นอกจากจะให้วิตามินและเกลือแร่ต่างๆ สำหรับร่างกายแล้ว ยังช่วยให้ถ่ายง่ายอีกด้วย คนที่อยู่ในวัยหนุ่มสาว ผักสดที่ล้างสะอาดแล้วดีที่สุด คนที่อายุมากเคี้ยวผักสดไม่ไหว ใช้ผักต้มแทนก็ได้ ผลไม้ของบ้านเราหลายอย่างที่น่ากิน แม้คนไม่มีฟันก็กินได้เช่น มะละกอ มะม่วงสุก องุ่น เป็นต้น สับปะรด แตงโม ช่วยให้ถ่ายได้ในบางราย แต่ละคนควรจะลองผลไม้หลายๆ อย่าง อย่างที่ช่วยให้ถ่ายได้สะดวกควรจะกินเสมออย่างไหนกินแล้ว
ท้องผูกควรงด

 

  


ควรรักษาความสะอาดบริเวณทวารหนักหลังถ่ายทุกครั้ง ตามธรรมดาการใช้กระดาษชำระที่มีขายตามท้องตลาดก็พอ แต่ในขณะที่รู้สึกเจ็บหรือคัน หรือมีการอักเสบ การใช้กระดาษแม้จะนุ่ม แต่อาจทำให้ถลอกและเป็นแผล ช่วยให้อักเสบมากขึ้นในขณะที่มีการอักเสบ ควรใช้น้ำล้างอาจแช่ก้นในอ่างน้ำอุ่นสักครึ่งชั่วโมง วันละ 2 ครั้ง เมื่อขึ้นจากน้ำใช้ผ้าสะอาดซับให้แห้ง ในที่มีอาการร้อนหรือชื้น หรือในคนอ้วนควรใช้แป้งเด็กโรย เพราะความชื้นจะทำให้ผิวหนังเปื่อยได้ง่าย


ท้องผูก ทวารหนักอักเสบ และริดสีดวงดูจะเกี่ยวเนื่องกันเป็นวัฏจักร หรือกรรมกงกรรมเกวียน เพราะคนที่ท้องผูก (หรืออุจจาระเหลวอยู่เสมอแบบท้องเสีย) จะทำให้ผิวของทวารหนักอักเสบ อาจมีอาการคัน อาจมีเลือดออก และทำให้เกิดเป็นริดสีดวงง่าย เมื่อคนเรามีอาการอย่างนี้ก็มักจะกลัวส้วม คือไม่ค่อยยอมเข้าส้วม เพราะกลัวถ่ายไม่ออก กลัวเลือดออกทำให้อุจจาระที่ผูกอยู่แล้วค้างอยู่ในลำไส้ใหญ่แห้งแข็งยิ่งขึ้น และถ่ายลำบากขึ้น เมื่ออึดอัดจริงๆ ก็ไปเบ่งออกจนหน้าดำหน้าแดงเลือดก็ถูกรีดลงมาทางทวารหนัก และเกิดหัวริดสีดวงมากขึ้น วนกันไปอย่างนี้ ดังนั้นการกินอาหารที่มีกากพอสมควรจะทำให้ถ่ายได้ปกติ การหัดนิสัยถ่ายอุจจาระเป็นเวลาจึงเป็นการป้องกันริดสีดวงไม่ให้เกิดหรือเกิดแล้วก็ไม่ให้มีอาการรุนแรง


คนที่สงสัยว่าตัวเองเป็นริดสีดวง เพราะมีอาการดังกล่าวมาแล้วนี้ ควรจะได้รับการตรวจจากหมอทุกราย แม้ว่าริดสีดวงจะวินิจฉัยได้ง่าย ไม่ต้องเป็นหมอก็บอกได้ แต่มีความผิดปกติอีกหลายอย่างที่ทำอาการคล้ายริดสีดวง เมื่อรักษาอย่างริดสีดวงก็ไม่หาย หรือทำให้โรคลุกลามไปเกินกว่าจะรักษาให้หายได้ โดยเฉพาะมะเร็งของทวารหนักอาจทำให้อาการได้คล้ายริดสีดวงหรือบางคนเป็นริดสีดวงอยู่ก่อนหลายปี แล้วเกิดมีมะเร็งเข้ามาผสมโรงดังนี้เป็นต้น

 

®การช่วยเหลือตัวเองเบื้องต้นก่อนไปหาหมอ
ริดสีดวงเมื่อเป็นแล้วก็มักจะเกิดอาการไม่สบายต่างๆ มากบ้างน้อยบ้าง ตั้งแต่เจ็บๆ คันๆ ดังกล่าวมาแล้ว จนกระทั่งปวดมาก เดินยืนไม่สะดวกไม่สบายไปเลยก็มี วิธีที่พอประทังให้บรรเทาอาการก่อนไปหาหมอมีดังนี้

1.การนั่งแช่ในน้ำร้อนหรือน้ำเย็น วิธีทำอาจจะหากะละมังพลาสติค หรือกะละมังอลูมิเนียมก็ได้ เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 1 ศอก หรือพอหย่อนก้นเข้านั่งได้สบายๆ เอาน้ำอุ่นขนาดพอจุ่มข้อศอกลงไปแล้วไม่ร้อนนัก ใส่ประมาณค่อนกะละมังเอาด่างทับทิมละลายพอให้เป็นสีบานเย็นแล้วนั่งให้ก้นแช่ลงไปในนั้น สัก 15 นาที หรือครึ่งชั่วโมง ควรทำทั้งก่อนและหลังถ่ายอุจจาระก่อนถ่ายอาจใช้น้ำอุ่น เพื่อให้ถ่ายง่าย หลังถ่ายอาจใช้น้ำเย็น ควรจะเย็นพอสมควร โดยการใส่น้ำแข็งลงไปเล็กน้อยก็ได้ จะทำให้ลดการอักเสบ

ยาที่ผสมกับน้ำที่แช่อาจใช้เกร็ดไอโอดีนก็ได้ เกร็ดด่างทับทิมก็ได้ หรือผงกรดบอริคก็ได้ โดยใช้น้ำค่อนอ่าง กรดบอริคสักสามช้อนโต๊ะ ถ้าไม่มีกรดบอริคใช้ผงบอแรกซ์ (Borax) ก็ได้ อาจใช้น้ำยาเบอร์โรว์ (Burrow’s solution) 1 แก้ว น้ำ 1 แก้วก็ได้น้ำยาเบอร์โรว์มีขายตามร้านขายยาและโรงพยาบาลทั่วไป

2.การใช้ยาเหน็บ ยาเหน็บมีขายหลายชนิด หลายยี่ห้อ โดยมากจะมีตัวยาคล้ายคลึงกันคือมีน้ำมันสำหรับหล่อลื่น มียาชาเฉพาะที่สำหรับระงับอาการเจ็บปวด และบางชนิดผสมสเตียรอยด์เพื่อลดอาการอักเสบด้วย ซึ่งก็ไม่มีความจำเป็นอะไร ถ้าจะใช้ควรเลือกอย่างมีราคาพอสมควรเพราะตัวยาที่ใช้ไม่มีราคาแพงหนักแต่ค่าโฆษณามันแพง

ตำรับยาที่มีขายตามท้องตลาด มักจะมีส่วนผสมที่สำคัญดังนี้
เบนโซเคน (Benzocaine) 1 กรัม ครีมลาโนลิน (Lanolin Ointment base) 15 กรัม

ตำหรับของโรงพยาบาลศิริราช ซึ่งใช้ได้ดีมาก แต่ปัจจุบันห้องยาไม่ได้ทำออกแล้ว
ยาชื่อ Unguentum Haemorrhoidalis

Haemorrhoidal Ointment: ขี้ผึ้ง ใช้ห้ามเลือด

Menthol 10 กรัม

Benzocaine 40 กรัม

Zinc Oxide 100 กรัม

Bism. Subgallate 100 กรัม

Balsam of Peru 40 กรัม

Ext. Hamamelidis 60 ซี.ซี.

Adep. Lanae 500 กรัม

White Soft Paraffin 90 กรัม
ละลาย Menthol ใน Ext. Homamelidis บด Benzocaine, Zinc Oxide, Bism. Subgallate กับน้ำมันขนแกะ และwhite Soft Paraffin ชนิดขาว แล้วเอาไปผสมกัน เติม Balsam of Paru บดให้เข้ากันอีกที

สรรพคุณ ใช้ทาทวารหนักที่เป็นริดสีดวง
ยาชื่อ Unguentum Haemorrhoidaliscum Ephedrinae

Haemorrhoidal Ointment with Ephedrine : ขี้ผึ้งใช้ห้ามเลือดกับอีเฟรดรีน

Ephedrine Hydrochioride 10 กรัม

Haemorrhoidal Ointment 990 กรัม ผสมกัน

สรรพคุณ ใช้ทาทวารหนักที่เป็นริดสีดวงทวาร
(ยานี้ไม่ได้ทำเป็นแท่ง จึงสอดใส่เข้าในรูทวารลำบาก ตอนใช้จึงควรแช่น้ำแข็งแล้วตัดเป็นท่อนขนาดปลายตะเกียบ เหน็บเข้าทางทวารหนัก)

โดยมาก ถ้าเริ่มเป็น การรักษาเพียงเท่านี้ก็จะทำให้หายจากอาการ และถ้าไม่มีความวิตกกังวล กินอาหารให้สมดุลย์ ไม่ให้ท้องผูกหรือท้องเดินบ่อยๆ ริดสีดวงจะไม่กลับมาเป็นอีก แม้เป็นอีกก็ปฏิบัติดังกล่าวอีกอาการก็มักจะหายไป

 

®หมอมีวิธีการรักษาอย่างไร
ในคนที่เป็นมานาน หรือปฏิบัติตัวตามที่กล่าวมาแล้วยังไม่หายไป หรือเมื่อไปหาหมอหมอแนะนำให้รักษาโดยการผ่าตัดก็อาจปฏิบัติตามคำแนะนำของหมอได้ โดยไม่ต้องตื่นตระหนกหรือตกใจอะไรมากนัก ที่จริงการที่จะรู้ว่าทำไมถึงต้องทำผ่าตัด และมีวิธีรักษาอย่างอื่นอีกหรือไม่นอกจากการผ่าตัด หมอทำอะไรบ้างกับตัวเรา ในขณะผ่าตัด ตลอดจนความทุกข์ทรมานที่ได้รับในขณะผ่าตัดและหลังผ่าตัด ผลที่คาดว่าจะได้รับจากการผ่าตัด ฯลฯ ล้วนเป็นประโยชน์ในการตัดสินใจเพื่อรับการรักษาอย่างนี้ทั้งสิ้น
จะขอกล่าวให้ฟังพอเป็นสังเขป ดังนี้

การรักษาโดยการฉีดยา
โดยมากยาที่ใช้เป็นยาที่ทำให้เกิดการระคาย ให้ฉีดเข้าไปที่หัวริดสีดวงเลย เพื่อจะให้เกิดการอักเสบ เลือดจะจับลิ่มในหัวริดสีดวง ต่อมาจะเกิดเนื้อพังผืดมาแทนที่หัวริดสีดวง เนื้อพังผืดนี้ต่อมาจะหดตัวตามธรรมชาติของมัน แล้วหัวริดสีดวงก็ฝ่อไป ยาที่นิยมใช้กัน ได้แก่ ธรอมโบวาร์ (Thrombovar) แต่ขณะนี้ไม่มีจำหน่ายในประเทศไทย จึงมีผู้ผสมน้ำมันพืชด้วยกรดคาร์บอลิค 3% ก็สามารถใช้แทนกันได้อย่างดี และมีราคาถูกมาก

 

   

ก่อนจะฉีดหมอจะตรวจดูเสียก่อนว่า ไม่มีการอักเสบที่รุนแรงนักและไม่เป็นโรคอื่นนอกจากริดสีดวง ถ้ามีการอักเสบรุนแรงหมอจะรักษาให้หายอักเสบเสียก่อน แล้วจึงจะฉีด หมอจะนัดมาฉีดประมาณสัปดาห์ละครั้ง โดยทั่วๆ ไปจะฉีดประมาณ 3 ถึง 5 ครั้งก็เสร็จ หลังจากนั้นหมอจะนัดมาดูเพื่อติดตามผลประมาณเดือนหรือสองเดือนครั้ง ตามความสะดวกของผู้ป่วย การฉีดจะไม่มีการเจ็บปวดมากนัก โดยมากจะบอกว่าปวดถ่วงๆ คล้ายอยากถ่ายอุจจาระ และเป็นอยู่สัก 5-10 นาที ก็จะหายไปหมด

การรักษาแบบนี้ดี ที่มีความเจ็บปวดทรมานน้อย เสียเงินน้อยและไม่ต้องพักรักษาตัวที่โรงพยาบาล เมื่อฉีดยาแล้วอาจพักสัก 1-2 ชั่วโมง ก็ทำงานได้ตามปกติ ถ่ายอุจจาระได้ตามปกติไม่ต้องมีการจำกัดในการปฏิบัติตัวให้ผิดไปจากการทำงานประจำวัน ผลที่ได้ค่อนข้างดี คือ หายขาดประมาณร้อยละ 60 อาจเกิดเป็นใหม่ได้ร้อยละ 40 และสามารถฉีดซ้ำได้อีกหลายครั้งพวกที่รักษาโดยการฉีดแล้วเมื่อจำเป็นต้องรักษาโดยการผ่าตัดก็สามารถทำได้ โดยไม่เป็นอุปสรรคอะไรในการผ่าตัด

 

การรักษาโดยการใช้ยางรัด
การรักษาโดยการใช้ยางรัดหรือที่เรียกตามประสาชาวบ้านว่า ใช้ยางยิงหัวริดสีดวง แท้ที่จริงก็คือการเอายาง (เหมือนยางรัดของ แต่วงเล็กกว่ามาก) ไปรัดหัวริดสีดวง เพื่อให้มันขาดเลือด และหลุดออกมาเอง เป็นการกระทำที่ง่าย ให้ผลดีพอสมควร ผู้เขียนเคยโดนมาแล้วปวดอย่าบอกใครเชียว 4-5 วันกว่าจะหลุดไป แต่เมื่อหลุดไปแล้วอาการต่างๆ ก็หายไป
 

 


การรักษาโดยการผ่าตัด
มีหลายวิธีแต่หลักในการผ่าตัดที่สำคัญก็คือ เราะเอาหลอดเลือดที่ขยายตัวเป็นตะปุ่มกลุ่มก้อนใต้เยื่อเมือกของทวารหนักออกให้หมด หรือให้มากที่สุด ผูกหลอดเลือดที่นำเลือดมาเลี้ยงหัวริดสีดวงเหล่านี้ให้หมด และพยายามถนอมเยื่อบุทวารหนักไว้ให้มากที่สุด

พูดง่ายแต่ทำให้ได้อย่างที่กล่าวไว้ข้างต้นนี้ไม่ง่าย ดังนั้น เมื่อตัดออกไปแล้ว ก็อาจเกิดเป็นใหม่ขึ้นมาอีกได้ การผ่าตัดบริเวณนี้บางครั้งเลือดจะออกมาทำให้ยากต่อการที่จะเราะหลอดเลือดออกให้เรียบร้อย บางรายตัดมากเกินไป ทำให้กล้ามเนื้อหูรูดขาดหายไปบางส่วน บางคนอาจมีการกลั้นอุจจาระไม่อยู่ภายหลังการตัดเอาเยื่อบุทวารหนักออกมากเกินไป อาจทำให้มีแผลเป็นและรัดตัวตีบเกิดโรคแทรกถ่ายลำบาก

แม้หลังผ่าตัดเมื่อฟื้นสลบหรือหมดฤทธิ์ยาชาแล้วจะมีการเจ็บปวดได้ บางครั้งการเจ็บปวดบริเวณนี้มีมากจนกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่

พูดเช่นนี้คนคงขยาดการผ่าตัด แต่ถ้ามีความจำเป็นก็ควรรับการผ่าตัด หมอจะพยายามระมัดระวัง และทำอย่างดีที่สุด การเจ็บปวดก็สามารถบำบัดได้โดยใช้ยาระงับปวดตามสมควรแก่กรณี

 

การผ่าตัดก็ไม่ได้รับการประกันว่าหายทุกราย ผู้เขียนเคยเห็นศัลยแพทย์ระดับปรมาจารย์ผู้หนึ่งผ่าตัดริดสีดวงทวารให้กับผู้ป่วยคนหนึ่งท่านทำได้ดีและสวยงามมาก แม้ต้องทำถึง 3 ครั้ง ในระยะห่างกันไม่ถึง 6 เดือน ผู้ป่วยคนนั้นก็ยังเป็นริดสีดวงอยู่กระทั่งทุกวันนี้
การดูแลหลังผ่าตัด โดยมากไม่มีปัญหาอะไร ผู้ป่วยควรนั่งแช่ก้นในน้ำยาเบอร์โรว์ หรือด่างทับทิมก็ได้ วันละ 2-3 ครั้ง ครั้งละ 15 นาที สัก 2-3 วัน แผลจะหายได้ดี และมักจะถ่ายอุจจาระได้เลยหลังผ่าตัด


ไม่ว่าจะรักษาแบบใด การดูแลหลังผ่าตัดและการดูแลตนเองดังได้กล่าวไว้ข้างต้นจะเร่งให้หายได้เร็วและไม่กลับมาเป็นอีก