การฝึกสติแบบธรรมชาติได้ทุกที่ทุกเวลา

  • ขนาดตัวอักษร  Normal size text | Increase text size by 10% | Increase text size by 20% | Increase text size by 30%

ข้อมูลสื่อ

364-002
นิตยสารหมอชาวบ้าน 364
สิงหาคม 2009
รศ.นพ.สุรเกียรติ อาชานานุภาพ


 " ดิฉันเคยไปเข้าค่ายฝึกสมาธิภาวนาที่สถานปฏิบัติธรรม ครั้งละ 5 วัน 7 วันมาหลายรอบแล้ว ตอนอยู่ในค่ายจิตใจก็สงบดี ตอนกลับจากค่ายใหม่ๆ ก็ไม่ค่อยมีอารมณ์ปะทุมากนัก แต่อยู่ไปๆ ก็กลับมีอารมณ์ร้อน หงุดหงิด งุ่นง่าน โมโหผู้คนไปทั่วเหมือนเดิม เมื่อมีความทุกข์ใจมากๆ ก็เข้าไปฝึกในค่ายปฏิบัติธรรมรอบใหม่ วนเวียนเช่นนี้อยู่หลายรอบแล้ว..."

ผู้บอกเล่าเรื่องนี้เป็นพยาบาลหัวหน้างาน ดูแลลูกน้องหลายคน เป็นคนเก่ง ขยันทำงาน แต่ใจร้อน หงุดหงิดง่าย ลูกน้องทำอะไรมักจะไม่ค่อยถูกใจ ถูกเธอดุว่าอยู่เรื่อย

เมื่อมีโอกาสพูดคุยแลกเปลี่ยน ผมแนะนำให้ลองฝึกสติในชีวิตประจำวัน โดยเปรียบเปรยการฝึกสติ (ฝึกจิต/บริหารจิต)     เหมือนกับการฝึกกาย (ออกกำลังกาย/บริหารกาย) ที่ต้องทำอย่างสม่ำเสมอต่อเนื่องทุกวัน การไปฝึกหนักนานๆ ที ก็จะได้ผลเพียงชั่วครั้งชั่วคราว เมื่อเว้นช่วงไป ความฟิต (ไม่ว่าทางกายหรือจิต) ก็จะจางหายไปเป็นธรรมดา


วิธีฝึกสติ แบ่งเป็น 2 แบบใหญ่ๆ
แบบแรกคือฝึกสติตามรูปแบบนิยม เช่น ฝึกสมาธิ เดินจงกรม สวดมนต์ ฝึกโยคะ รำมวยจีน (2 ชนิดหลังนี้ฝึกได้ทั้งกาย และจิตพร้อมกัน) แบบนี้ต้องใช้เวลาต่อเนื่องกันอย่างน้อย 30-60 นาที หรือทั้งวันหรือหลายๆ วัน (เช่น เข้าค่ายปฏิบัติธรรม) คนส่วนใหญ่มักจะอ้างว่าไม่มีเวลาทำเป็นประจำทุกวัน หรือต้องพึ่งครูฝึก จึงนานๆ ทำที ซึ่งไม่อาจทำให้สติแก่กล้า (ฟิต) ได้อย่างต่อเนื่อง

แบบที่สองคือฝึกสติแบบธรรมชาติ (อยู่ในกิจวัตรประจำวัน ตั้งแต่ตื่นเช้าจนเข้านอน) ไม่ว่านั่ง นอน ยืน เดิน อาบน้ำ แปรงฟัน กินข้าว ดื่มน้ำ กวาดบ้าน ล้างจาน ซักผ้า รีดผ้า ขับรถ นั่งรอคน (หมอ) ฉีดยา เป็นต้น

วิธีนี้สามารถทำได้ทุกวันๆ ละหลายๆ ครั้ง สามารถดำรงความแก่กล้า (ฟิต) ของสติได้อย่างต่อเนื่อง จะทำแบบนี้เดี่ยวๆ หรือทำร่วมกับแบบแรกก็ได้
ไม่ว่าจะเลือกทำแบบไหน ข้อสำคัญจะต้องทำอย่างสม่ำเสมอทุกวัน

บังเอิญในวันนั้นได้พูดคุยกันระหว่างกินข้าวก็เลยสอนเธอให้ฝึกเคี้ยวอาหารอย่างมีสติ อาหารแต่ละคำให้เคี้ยวเอื้อง    ช้าๆ และนับดูว่าเคี้ยวกี่ครั้งจึงจะละเอียด พบว่าถ้าเคี้ยวผักมักจะเคี้ยวถึง 40-60 ครั้ง (ปกติเรามักจะเคี้ยวลวกๆ ไม่กี่ครั้งก็กลืนเสีย แล้ว ไม่เคยใจจดจ่ออยู่กับการเคี้ยว เพราะต้องเร่งรีบกินให้หมดไวๆ) นอกจากนี้ก็ยังแนะวิธีอาบน้ำ กวาดบ้าน ล้างจานอย่างมีสติให้เธอลองไปทำดู
เมื่อพบเธออีกครั้งใน 2-3 สัปดาห์ต่อมา เธอบอกว่าได้ลองฝึกดู พบว่ามีสติแก่กล้าขึ้น ใจเย็นลง แม้แต่สามีก็สังเกตเห็นว่าเธอนิ่งและเย็นลงกว่าเดิม

อย่างไรก็ตาม ถึงแม้จะมีสติในกิจวัตร ประจำวัน (เช่น อาบน้ำ) มากขึ้นกว่าเดิม แต่ก็ยังเผลอสติ ปล่อยให้ใจลอยจากปัจจุบันขณะอยู่บ่อยๆ  หากแต่สามารถดึงกลับมาได้เร็วขึ้น

ผมก็ได้แต่ให้กำลังใจเธอให้ยืนหยัดฝึกต่อไปเรื่อยๆ แล้วจะค่อยๆ เก่งขึ้น เช่นเดียวกับการฝึกว่ายน้ำ ขี่จักรยาน ตอนท้ายของข้อเขียนนี้ ขอฝากกาพย์ 12 บทว่าด้วยวิธีเจริญสติในกิจวัตรประจำวันไว้อ่านกันเล่นๆ ดูครับ