อาหาร สำหรับคนท้อง

  • ขนาดตัวอักษร  Normal size text | Increase text size by 10% | Increase text size by 20% | Increase text size by 30%

ข้อมูลสื่อ

16-009
นิตยสารหมอชาวบ้าน 16
สิงหาคม 1980
กินถูก...ถูก
ศ.นพ.ไกรสิทธิ์ ตันติศิรินทร์

อาหาร สำหรับคนท้อง

ผู้หญิงเรา เมื่อแต่งงานแล้วก็คงจะมีโอกาสท้อง ถ้ายิ่งเป็นท้องแรก ก็คงจะมีความตื่นเต้นกันยกใหญ่ ทั้งฝ่ายที่จะเป็นพ่อและแม่ในอนาคต และคงจะเริ่มมีความหวังที่จะได้ลูกมาเพื่อชื่นชมในเร็ววัน พ่อแม่บางคนก็มีความหวังที่จะได้ลูกชาย บางคนก็อยากได้ลูกสาว แต่ในที่สุดก็คงคิดว่าเพศไหนก็ได้ ขอให้แข็งแรงและสมบูรณ์ก็แล้วกัน

ปัญหาจึงมีอยู่ว่าทำอย่างไรจึงจะให้ลูกที่เกิดมาสมบูรณ์ตามที่หวังไว้ ความจริงเรื่องนี้เป็นสิ่งที่ไม่น่า จะเป็นปัญหา เพราะคุณผู้หญิงที่ท้องคงจะทราบดีว่า เนื้อทุกส่วนของลูกในท้องนั้นเติบโตขึ้นมาได้ก็เพราะอาหารที่แม่กินเข้าไป ถ้าแม่กินดีพอเพียงกับที่ร่างกายต้องการ ลูกจะแข็งแรงสมบูรณ์ มีน้ำหนักได้มาตรฐาน แต่ถ้าแม่กินอาหารไม่พอและไม่ถูกต้อง จะเป็นเพราะเหตุใดก็แล้วแต่ ลูกที่เกิดมาจะตัวเล็กกว่าปกติ และอาจจะมีปัญหาการขาดอาหาร ตั้งแต่อยู่ในท้องแม่ทีเดียว

โดยปกติถ้าคุณแม่ที่มีสุขภาพดี และได้อาหารเพียงพอกับที่ร่างกายต้องการในระยะตั้งท้องแล้ว คุณแม่จะมีน้ำหนักเพิ่มขึ้นประมาณ 10-12 กิโลกรัม ซึ่งน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นนั้นส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นในระยะครึ่งหลังของการตั้งท้อง โดยเฉพาะ 3-4 เดือนก่อนจะคลอด
น้ำหนักที่เพิ่มในระยะตั้งท้องนั้น ประมาณ 3 กิโลกรัมจะเป็นน้ำหนักของลูก ประมาณ 2-4 กิโลกรัมจะเป็นไขมันสะสมในตัวแม่ สำหรับที่จะเป็นพลังงานสะสมนำมาผลิตเป็นน้ำนมให้แก่ลูกในระยะหลังคลอด และน้ำหนักอีกประมาณ 4-5 กิโลกรัม จะเป็นน้ำหนักของรกและปริมาณสารน้ำ รวมทั้งเลือดที่เพิ่มขึ้นในตัวคุณแม่ น้ำหนักและไขมันที่เพิ่มขึ้นในระยะตั้งท้องนี้ จะทำให้คุณแม่ดูมีน้ำมีนวลและผิวพรรณแต่งตึงมากขึ้น รวมทั้งขนาดของเต้านมก็จะโตขึ้นด้วย

อาหารที่คุณผู้หญิงที่ตั้งท้องควรกินนั้น จริง ๆ แล้วปฏิบัติไม่ยากอะไรเลย ถ้ายึดหลักง่าย ๆ ว่า กิน อาหารเหมือนกับที่เคยปฏิบัติก่อนที่จะตั้งท้อง แล้วเพิ่มอาหารที่เป็นประโยชน์ให้มากขึ้น หรือถ้าจะพูดง่าย ๆ ก็คือ หญิงที่ตั้งท้อง ควรจะ “กินเผื่อลูกในท้องด้วย” สำหรับชนิดและปริมาณของอาหารที่กินเพิ่มเติมนั้น ควรเน้นอาหารพวกไข่, เนื้อสัตว์, ถั่วค่าง ๆ และผักผลไม้ สำหรับอาหารประเภทแป้ง อันได้แก่ ข้าว, ก๋วยเตี๋ยว ควรจะกินให้เหมือนเดิมแต่อาจจะเพิ่มเล็กน้อย อาหารพวกขนมหวานต่าง ๆ ที่มีน้ำตาลไม่ควรจะกินเพิ่มไปจากก่อนการตั้งท้อง สำหรับอาหารพวกไขมันนั้น ควรกินให้เหมือนก่อนการตั้งท้อง ยกเว้นว่าคุณแม่คนนั้นมีการขาดไขมัน อันเป็นต้นตอของพลังงานอยู่แล้ว จึงควรจะพิจารณากินเพิ่มขึ้น

พวกวิตามินและแร่ธาตุต่าง ๆ ส่วนใหญ่จะได้จากอาหารอยู่แล้ว เช่น ไข่, ตับ, ผัก และผลไม้ แต่ก็ยังมีแร่ธาตุที่มักจะมีปัญหาการขาดอยู่เสมอในขณะตั้งท้อง ก็คือธาตุเหล็ก ซึ่งเมื่อขาดแล้ว จะทำให้เกิดเป็นโรคโลหิตจาง เพราะร่างกายขาดเหล็กในการสร้างเม็ดเลือด อาหารที่มีธาตุเหล็กมากคือ เลือดหมู, ตับ, เนื้อสัตว์ และถั่วต่าง ๆ ถ้าหญิงตั้งท้องกินมากพอก็จะไม่เกิดปัญหา อย่างไรก็ตาม เพื่อเป็นการป้องกันการขาดธาตุเหล็กจนเกิดโรคโลหิตจางขึ้น หญิงตั้งท้องควรจะได้ธาตุเหล็กเพิ่มในรูปของยาเม็ด เช่น ยาเม็ดเฟอรัสซัลเฟต ซึ่งโดยทั่ว ๆ ไปแพทย์ก็มักจะให้กินเป็นประจำในระยะนี้ สำหรับแร่ธาตุอีกตัวที่อาจจะมีปัญหาการขาดได้คือ แคลเซี่ยม ซึ่งมีความจำเป็นในการสร้างกระดูกและฟัน แคลเซี่ยมจะมีมากในนมและในปลาป่นที่ได้มากจากปลาตัวเล็ก ๆ และป่นเอากระดูกปลาไว้ด้วย สมควรที่หญิงตั้งท้องควรกินเพิ่มเติม

อาหารที่สำคัญที่หญิงตั้งท้องต้องกินเพิ่มเติมแน่ ๆ ก็คือ อาหารพวกโปรตีนหรืออาหารพวกเนื้อสัตว์, ไข่, นม และถั่วต่าง ๆ และอาหารพวกให้พลังงานสำหรับการเติบโต ซึ่งจะได้จากทั้งอาหาร พวกแป้งและไขมัน ฉะนั้นถ้าอาหารอะไรก็แล้วแต่ ที่มีคุณค่าดีที่จะให้ทั้งโปรตีนและพลังงานแล้ว หญิงที่ตั้งท้อง ควรจะกินเพิ่มเติม ถ้าจะพิจารณากันเป็นตัวเลขแล้ว หญิงที่ตั้งท้องควรจะได้โปรตีนเพิ่มขึ้นจากอาหารปกติวันละประมาณ 13 กรัม และพลังงานวันละ 350 แคลอรี่ ปริมาณทั้งโปรตีนและพลังงานที่เพิ่มนี้จะได้มาจากการกินอาหารเพิ่มขึ้น ไม่ใช่ได้มาจากการกินเม็ดยา หรือโปรตีนแค็ปซูลใด ๆ ทั้งสิ้น

อาหารที่ควรจะได้รับเพิ่มเติมประจำวัน มีดังนี้
นมสดหรือนมถั่วเหลือง วันละ 2 แก้ว
สำหรับคุณแม่ที่ไม่ดื่มนม ควรจะกินไข่วันละ 2 ฟอง หรือเนื้อสัตว์ทุกชนิด รวมทั้งปลาและตับด้วย วันละประมาณครึ่งขีด (50-60 กรัม) หรือถั่วลิสงครึ่งขีด หรือเต้าหู้เหลือง 1 แผ่น ขนาดกว้าง 5 ซ.ม. ยาว 5 ซ.ม. หรือเต้าหู้ขาว 2 แผ่น ขนาดกว้าง 10 ซ.ม. ยาว 10 ซ.ม.
อาหารดังกล่าวข้างต้นอาจจะคละกันก็ได้ เช่น กินอาหาร 2 อย่างรวมกัน แต่ปริมาณของแต่ละอย่างลดเป็นครึ่งหนึ่งของที่ระบุไว้ เช่น ไข่ 1 ฟอง ร่วมไปกับปลาหรือเนื้อสัตว์ครึ่งส่วน เป็นต้น

สำหรับอาหารประเภทผลไม้นั้น ควรจะกินเป็นประจำ เพิ่มไปจากอาหารพวกไข่และเนื้อสัตว์ ผลไม้ที่นิยมกันแพร่หลาย อาจจะกินอย่างใดอย่างหนึ่งในหนึ่งวัน ก็คือ กล้วยน้ำว้าหรือกล้วยไข่ 2 ผล กล้วยหอม 1 ผล ส้มเขียวหวาน 2 ผล เงาะ 8 ผล มะละกอสุกหรือสับปะรด ประมาณ1/5-1/6 ของลูก
อาหารพวกผักต่าง ๆ นั้น หญิงตั้งท้องสามารถกินได้โดยไม่จำกัด โดยเฉพาะพวกผักใบเขียวต่าง ๆ เช่น ผักบุ้ง ตำลึง คะน้า ถั่วฝักยาว เป็นต้น สำหรับมะเขือเทศและฟักทอง ถ้ากินได้ก็จะเป็นประโยชน์อย่างมาก เพราะจะทำให้วิตามันที่สำคัญต่อการเติบโตของเยื่อบุตาและต่อการทำงานของตา

การวัดผลดูว่า ได้รับอาหารพอเพียงกับความต้องการขณะตั้งท้องนั้นหรือไม่ ทำได้ง่าย ๆ คือ น้ำหนักเพิ่มขึ้นในระยะก่อนตั้งท้อง ไปจนถึงก่อนคลอดจะเป็นประมาณ 10-12 กิโลกรัม และน้ำหนักส่วนใหญ่จะเพิ่มขึ้นในระยะครึ่งหลังของการตั้งท้อง ถ้าหากเกิดมีอาการบวมที่ขา 2 ข้าง จนกดแล้วบุ๋ม ควรจะได้รับการตรวจอย่างละเอียดจากเจ้าหน้าที่สาธารณสุขระดับต่าง ๆ การวัดผลอีกอย่างหนึ่งก็คือ ถ้าแม่ได้อาหารพอเพียงและสุขภาพดี ลูกที่เกิดมาจะมีน้ำหนักประมาณ 3 กิโลกรัมโดยเฉลี่ย แต่ถ้าเกิดปัญหาลูกได้อาหารไม่พอจะมีน้ำหนักต่ำกว่า 2.7 กิโลกรัม และเด็กจะมีลักษณะตัวเหี่ยว ผิวหนังบางและแห้ง จนอาจมีการลอกหลุดเป็นขุย ๆ

เมื่อคุณแม่ที่ตั้งท้องมีความรู้ความเข้าใจถึงเรื่องอาหารที่ควรได้รับเพิ่มเติมไปจากอาหารในระยะก่อนตั้งท้องแล้ว จะยังมีคุณแม่จำนวนไม่น้อยทีเดียว โดยเฉพาะคุณแม่ที่ตัวเล็กหรือคุณแม่ที่อยู่ในชนบท อาจจะเกิดความกลัวว่า ถ้าบำรุงตนเองมาก ๆ แล้ว จะทำให้ลูกตัวโตจนเกินไป ทำให้คลอดลำบาก เรื่องนี้ จะว่าไปก็มีส่วนจริงอยู่บ้าง แต่ปัญหาค่อนข้างซับซ้อนเพราะคุณแม่ที่ตัวเล็ก อาจจะเป็นเพราะเคยขาดอาหารมาตั้งแต่เด็ก ๆ ก็ได้ ทำให้ตัวเล็กและมีเชิงกรานแคบด้วย และในชนบทเนื่องจากบริการด้านอนามัยของแม่และเด็กยังไปไม่ทั่วถึง ก็อาจจะกลัวเรื่องคลอดยากหรือเด็กคลอดแล้วติด เพราเด็กโตไป เรื่องนี้แก้ไขได้ที่สาเหตุโดยไม่ต้องกลัวว่าอาหารที่กินเข้าไปจะเป็นปัญหา เพราะถ้าแม่ที่ตัวเล็ก ก็อาจมีปัญหาการคลอดอยู่แล้ว ควรจะได้รับการตรวจและติดตามอย่างใกล้ชิดจากยาบาลผดุงครรภ์หรือแพทย์เพื่อช่วยเหลือ สำหรับการบริการสาธารณสุขในชนบทนั้น รัฐบาลก็ได้พยายามกระจายบริการด้านนี้อยู่แล้ว จึงควรจะเบาใจได้และหญิงทั้งครรภ์ ควรจะได้อาหารให้เพียงพอกับที่ร่างกายต้องการ เพื่อให้ได้ลูกที่สมบูรณ์และแข็งแรง