• ขนาดตัวอักษร  Normal size text | Increase text size by 10% | Increase text size by 20% | Increase text size by 30%

เขียวเหลืองเรื่องแท็กซี่

“รายได้ช่วงนี้เป็นงัยบ้างลุง”  ผมเอ่ยปากถาม  ลุงบุญมีวัย  ๖๒ ปี  ซึ่งพื้นเพเดิมเป็นชาวร้อยเอ็ด  แต่ทิ้งถิ่นฐานบ้านเกิดมาขับแท็กซี่ในกรุงเทพได้  ๑๐ กว่าปีแล้ว

“ก็พออยู่ได้ครับ  รายได้ประมาณวันละ ๓-๔๐๐ บาท  ถ้าวันไหนโชคดีได้ไปพัทยาหรือต่างจังหวัดก็ได้เป็นพัน  แต่บางทีวนไปวนมาทั้งวัน  ได้แค่ค่าเช่ารถก็มีเหมือนกัน”  ลุงบุญมีตอบแบบอารมณ์ดี  รถแท็กซี่คันสีชมพูลูกกวาดของแก  เช่ามาจากสหกรณ์แห่งหนึ่งในราคา ๗๐๐ บาทต่อวัน  ผนวกกับค่าแก็สอีกต่างหาก  ทำให้คนขับรถที่ไม่มีรถเป็นของตัวเอง  ต้องดิ้นรนตัวเป็นเกลียว เพื่อจะหารายได้มาเจือจานครอบครัวในแต่ละวัน...

ขณะนี้ในประเทศไทย  มีรถแท็กซี่ที่จดทะเบียนกับกรมการขนส่งทางบกอยู่กว่า ๑๒๐,๐๐๐ คัน  ในจำนวนนี้กว่า ๙๕% วิ่งรับผู้โดยสารอยู่ในกรุงเทพและปริมณฑล  ขณะนี้รัฐบาลกำหนดชนิดของแท็กซี่ไว้ ๒ ลักษณะ คือ แท็กซี่ส่วนบุคคล  ซึ่งตัวถังเป็นสีเขียวเหลือง (ประมาณ ๑ ใน ๔ ของแท็กซี่จะเป็นกลุ่มนี้)  ส่วนอีกชนิดคือแท็กซี่นิติบุคคลจดทะเบียนในรูปของนิติบุคคล หรือบริษัท  ซึ่งเดิมมีหลากสีลูกกวาด แต่ต่อมาเพื่อให้เป็นระเบียบมาขึ้น  กรมการขนส่งทางบกได้กำหนดให้รถนิติบุคคลที่จดทะเบียนหลัง ๑ เมษายน ๒๕๕๑  ต้องพ่นสีเหลืองที่ตัวถังและใช้ข้อความหรือเครื่องหมายอื่นเป็นสีน้ำเงิน...

ด้วยพฤติกรรมแวดล้อมที่ต้องนั่งขับรถอยู่บนถนนทั้งวี่ทั้งวัน  ทำให้คนขับรถแท็กซี่จำนวนไม่น้อยเกิดอาการเจ็บป่วยตั้งแต่เล็กๆน้อยๆไปจนถึงอาการรุนแรงซึ่งอาจเรียกได้ว่า Taxi Syndrome ซึ่งเป็นโรคอันเนื่องมาจากการประกอบอาชีพ  ซึ่งกลุ่มอาการดังกล่าวประกอบด้วยอาการสำคัญดังต่อไปนี้

๑.      อาการตะคริวที่เท้า  รองลงมาคือปวดหลัง  ตึงที่คอและปวดข้างลำตัว  บางรายอาจมีอาการปวดศรีษะและกระบอกตาด้วย  จึงมีคำแนะนำให้ผู้ขับขี่มีการหยุดพักทุก ๒ ชั่วโมง (แท็กซี่ส่วนใหญ่มีชั่วโมงการทำงานมากกว่าวันละ ๘ ชั่วโมง)

๒.   ความเครียด  การที่ต้องนั่งอยู่บนท้องถนนที่คับคั่งแออัดเต็มไปด้วยควันท่อไอเสีย  ฝุ่นละอองเป็นเวลานาน  ต้องเผชิญกับปัญหารถติด  บางครั้งต้องเผชิญกับสภาวะทางอารมณ์ด้านลบของผู้ขับขี่คนอื่น  ทำให้ผู้ขับขี่เกิดความเบื่อหน่าย เครียดและกดดัน  บางครั้งเราจึงอาจพบเห็นพฤติกรรมก้าวร้าว หรืออารมณ์รุนแรงในผู้ขับขี่รถแท็กซี่อยู่เนื่องๆ

๓.    บริโภคอาหารไม่เป็นเวลา  เพราะบางครั้งต้องรับส่งผู้โดยสารในช่วงมื้ออาหารพอดี  บางครั้งไม่มีร้านอาหารที่พอจอดรถแวะทานอาหารได้  ทำให้ผู้ขับขี่บางคนกลายเป็นโรคกระเพาะ  ต้องพกยาติดตัว  บางคนต้องพกอาหารว่างไว้รองท้องบนรถด้วย

๔.    ดื่มน้ำน้อย  อั้นปัสสวะ  ปัญหานี้อาจมีคนนึกถึงน้อย  แต่กลายเป็นปัญหาที่ส่งผลให้ผู้ขับขี่หลายคน  มีอาการผิดปกติทางเดินปัสสวะ  บางคนถึงขั้นเป็นนิ่วและทำให้ไตพิการตามมาได้  ผู้ขับขี่ที่มี  Uric acid สูงหากดื่มน้ำน้อย  นั่งอยู่กับที่นาน  มีโอกาสเกิดนิ่วยูริคตกตะกอนในไตได้ง่าย  ทำให้ไตอักเสบและไตวายในเวลาต่อมาได้

๕.    โรคอ้วน  เมื่อเกิดความเครียดและเหน็ดเหนื่อยจากการทำงานอยู่เป็นเวลานานๆติดต่อกัน  ผู้ขับขี่รถแท็กซี่จึงมีแนวโน้มที่จะเป็นโรคอ้วนได้  เพราะขาดการออกกำลังสม่ำเสมอ  และร่างกายเผาผลาญแคลอรี่จากอาหารที่บริโภคเข้าไปน้อย  จากการจัดสัปดาห์รณรงค์ตรวจสุขภาพผู้ขับรถแท็กซี่ฟรี  ที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ  พบว่ามีคนขับรถเกือบครึ่งหนึ่งมีความดันโลหิตสูง  โดยที่ส่วนใหญ่ไม่เคยรู้ตัวมาก่อน

๖.     โรคทางเดินหายใจ เช่น ไข้หวัด ไข้หวัดใหญ่ หรือแม้กระทั่งวัณโรค ก็เป็นอีกกลุ่มที่แท็กซี่มีโอกาสติดจากผู้โดยสารได้

 เป็นที่น่ายินดีว่า  ในขณะนี้กรมควบคุมโรค  กระทรวงสาธารณสุขร่วมกับภาคีเครือข่าย  อันได้แก่สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.)  สำนักงานกองทุนสร้างเสริมสุขภาพแห่งชาติ (สสส.) และกระทรวงแรงงาน  ได้ดำเนินการพัฒนารูปแบบการดูแลสุขภาพของแรงงานนอกระบบ  ซึ่งผู้ขับขี่รถโดยสารสาธารณะแท็กซี่ จะเป็นกลุ่มเป้าหมายหนึ่งในโครงการนี้  โดยในระยะแรกจะมีการตรวจคัดกรองและดูแลสุขภาพของผู้ขับขี่แท็กซี่จาก ๑๑ สหกรณ์ในกรุงเทพและปริมณฑล เป็นโครงการนำร่องไปก่อน  โดยใช้งบประมาณของสามหน่วยงาน คือ กระทรวงสาธารณสุข สปสช. และสสส. มาบูรณาการการทำงานร่วมกันก่อน  ในอนาคตระยะยาวเมื่อโครงการขยายขอบเขตไปสู่เป้าหมายที่กว้างขึ้น ก็จะมีการสนับสนุนจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เช่น กรุงเทพมหานคร เทศบาล และองค์การบริหารส่วนตำบล  ในการดูแลคนขับรถแท็กซี่  ซึ่งอาจจะขยายไปสู่คนขับรถสามล้อเครื่อง คนขับรถจักรยานยนต์สาธารณะ และคนขับรถสาธารณะในรูปแบบอื่นๆ

หวังใจว่า  พี่น้องชาวแท็กซี่ทั้งหลาย  จะได้มีโอกาสได้รับการคัดกรองดูแลเบาหวาน  ความดันโลหิต และ โรคอันเกิดจากปัจจัยเสี่ยงต่างๆในอนาคตอันใกล้นี้นะครับ

ข้อมูลสื่อ

443-01
นิตยสารหมอชาวบ้าน 443
มีนาคม 2559
นพ.วีระวัฒน์ พันธ์ครุฑ