• ขนาดตัวอักษร  Normal size text | Increase text size by 10% | Increase text size by 20% | Increase text size by 30%

ธรรมสัญจรสู่มูลนิธิพุทธฉือจี้

บนเส้นทางชีวิต
ประเวศ วะสี
ร่วมด้วยช่วยกันเยียวยาโลกธรรมสัญจรสู่มูลนิธิพุทธฉือจี้
(เขียนเมื่อ ๒๙ มิถุนายน ๒๕๕๐) ๑๐
จากไทเป สู่ฮวาเหลียน
      
ตอนบ่ายวันพฤหัสบดีที่ ๒๗ เมษายน พ.ศ.๒๕๔๙ จากศูนย์วัฒนธรรม เราไปเยี่ยมชมโรงพยาบาลซินเตี้ยนฉือจี้ (Xindian Tzu Chi Hospital) ในไทเป เมื่อเข้าตึกโรงพยาบาลซินเตี้ยนฉือจี้ก็เห็นรูปสลักบนแผ่นหินอ่อนขนาดใหญ่ สูงถึงเพดาน เป็นรูปพระพุทธเจ้าพร้อมด้วยพระสงฆ์สาวกจำนวนหนึ่งกำลังพยาบาลพระภิกษุอาพาธรูปหนึ่ง พร้อมทั้งคำจารึกพุทธวจนะให้พระสงฆ์ดูแลพยาบาลกันเมื่อมีการเจ็บป่วย เรื่องนี้มีในพระสูตรจริง แต่พระสงฆ์มหายานกับเถรวาทจะมีจุดเน้นต่างกัน

นิกายมหายานเน้นที่การช่วยเหลือสงเคราะห์เพื่อนมนุษย์ ก็เอามาตีความหมายว่านักบวชควรช่วยเหลือสงเคราะห์มนุษย์ผู้ทุกข์ยาก แต่เถรวาทนั้นเน้นที่การบำเพ็ญเพียรเพื่อบรรลุธรรมของปัจเจกบุคคล จึงมักยกคำสอนที่ว่าอย่าไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องของชาวบ้าน เขามากทำให้พัวพันหรือมีพันธะผูกติดกับโลกไปนิพพานไม่ได้

โรงพยาบาลซินเตี้ยนฉือจี้เป็นโรงพยาบาล ที่สะอาด ทันสมัย และมีศิลปะ อันเป็นรูปแบบ ของชาวฉือจี้ ที่โรงพยาบาลมีอาสาสมัครเข้ามาช่วยงาน เนื่องจากสปิริตแห่งการเป็นอาสาสมัครเป็นลักษณะที่สำคัญอย่างหนึ่งของประชาคมฉือจี้

โรงพยาบาลในเครือข่ายของฉือจี้ทั้งหมด จะมีอาสาสมัครทำงาน อาสาสมัครเหล่านี้มีทั้งหญิงและชาย เป็นผู้มีการศึกษาดี แต่งเครื่องแบบสะอาดสะอ้าน สุภาพ คอยต้อนรับ ช่วยเหลือ แนะนำ เป็นเพื่อนผู้ป่วยและญาติ การมีอาสาสมัครในโรงพยาบาลทำให้บรรยากาศ ในโรงพยาบาลมีหัวใจของความเป็นมนุษย์มากขึ้น เราอาจจะเคยเห็นโรงพยาบาลในบ้านเราที่เร่งๆ รีบๆ คนไข้แน่น ไม่มีที่นั่ง  อารมณ์เสียทั้งแพทย์ พยาบาลและคนไข้ บางทีแถมไปถึงคนงานและคนเข็นเปลในโรงพยาบาลด้วย ความดุในโรงพยาบาลเคยเป็นที่น่าเกรงขาม เข้าใจว่าตอนนี้จะดีขึ้นบ้างแล้วตั้งแต่มีกระบวนการรับรองคุณภาพโรงพยาบาล ที่เรียกว่า HA (Hospital Accreditation)

การมีอาสาสมัครมาช่วยทำงานในโรงพยาบาลจะทำให้พฤติกรรมของเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลดีขึ้น เพราะอาสาสมัครสามารถเข็นเปลคนไข้ด้วยความสุภาพเรียบร้อย ไม่กระแทกกระทั้น

สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ตระหนักถึงความจำเป็นต้องยกระดับคุณภาพของบริการด้วย ไม่ใช่จะมีแต่การครอบคลุมอย่างทั่วถึงเท่านั้น จึงพยายาม ส่งเสริมเรื่องอาสาสมัครในความเจ็บป่วย เช่น มีกลุ่มเพื่อนมะเร็ง มีคำที่เรียกว่า "มิตรภาพบำบัด" ซึ่งเป็นคำที่ไพเราะกินใจ อันหมายถึงว่ามิตรภาพนำไปสู่การเยียวยาได้ สปสช.ได้ไปสนับสนุนให้โรงพยาบาลหรือสถาบันที่ดูแลผู้ป่วยมะเร็งตั้งศูนย์ส่งเสริมมิตรภาพบำบัด ซึ่งหมายถึงการส่งเสริมให้มีอาสาสมัครเข้ามาเป็นมิตรช่วยเหลือเกื้อกูลผู้ป่วยและญาติ

การเป็นอาสาสมัครในโรงพยาบาลของมูลนิธิพุทธฉือจี้ไม่ใช่จะเป็นได้ง่ายๆ เพราะมีผู้สมัครจำนวนมาก อย่าลืมว่ามูลนิธิพุทธฉือจี้มีสมาชิกประมาณ ๕ ล้านคน และมีอาสาสมัครประมาณ ๓๐๐,๐๐๐ คน ผู้จะเป็นอาสาสมัครต้องได้รับการฝึกอบรมอย่างดีก่อนจึงจะไปปฏิบัติงานได้ และต้องเข้าคิวรอนานมากกว่าจะได้เข้าไปปฏิบัติงานที่หนึ่งๆ

โรงพยาบาลของมูลนิธิพุทธฉือจี้ นอกจากความสะอาด ความทันสมัย และความงามแล้ว จะเน้นที่ความนอบน้อมถ่อมตนและน้ำใจของแพทย์ พยาบาลที่มีต่อคนไข้และญาติ การรักษาพยาบาลต้องให้ด้วยความเคารพความเป็นคนของคนไข้ ส่งเสริมการปฏิบัติตามหลักศาสนา แล้วแต่ความเชื่อของคนไข้ แพทย์พยาบาลมีมุมที่ทำกิจกรรมร่วมกับคนไข้   หมอที่มีฝีมือทางดนตรีก็แสดงดนตรีให้คนไข้ได้รับชมและฟังเป็น ดนตรีบำบัดŽ ไปด้วย เดี๋ยวนี้มีความเข้าใจเกี่ยวกับ "ศิลปะบำบัด" (Art therapy) และใช้กันแพร่หลายมากขึ้น เพราะกายใจไม่ได้แยกกัน จากกายส่งผลถึงใจและจากใจส่งผลถึงกายได้ ฉะนั้นการออก-กำลังประเภทต่างๆ เช่น โยคะ ไทเก้ก การร่ายรำ และศิลปะต่างๆ รวมทั้งดนตรีจึงมีบทบาท ในการรักษาเยียวยามากขึ้น

อีกเรื่องหนึ่งที่โรงพยาบาลของมูลนิธิพุทธฉือจี้ทำคือธนาคารไขกระดูก (bone marrow bank) ซึ่งโรงพยาบาลในประเทศไทยก็ไปรับบริการจากไต้หวันด้วยไขกระดูกกับไขสันหลังไม่เหมือนกัน

ไขกระดูกคือของที่มีลักษณะเละๆ อยู่ในโพรงกระดูกทั่วๆ ไป เช่น กระดูกแขนขา กระดูกซี่โครง กระดูกหน้าอก แม้แต่โพรงกระดูกกะโหลกศีรษะ  ไขกระดูกเป็นที่สร้างเม็ดเลือดทุกชนิด เม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดขาว และเกล็ดเลือด ล้วนสร้างมาจากไขกระดูก มีโรคบางชนิดที่การปลูกถ่ายไขกระดูก (bone marrow trans-plantation) ทำให้หายจากโรคหรือรอดชีวิตได้ เช่น โรคโลหิตจางอะพลาสติก หรือโรคไขกระดูกฝ่อ โรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว หรือลิวคีเมีย และโรคโลหิตจางทาลัสซีเมีย เป็นต้น

ในโรคเหล่านี้ ไขกระดูกฝ่อไปหรือสร้างเม็ดเลือดผิดปกติ ถ้าไปเอาไขกระดูกดีๆ มาถ่ายเปลี่ยนให้ ทำให้สามารถสร้างเม็ดเลือดดีๆ และหายจากโรคได้ แต่ที่นี้ไม่ใช่ไปเจาะไขกระดูกใครมาแล้วก็ใช้ได้เลย   มีปัญหาเรื่องความเข้ากันได้ (compatibility) ถ้าเข้ากันไม่ได้ ให้เข้าไปก็ถูกปฏิเสธจากร่างกายของผู้รับ ใช้ไม่ได้และมีโทษ นานๆ เป็นพันเป็นหมื่นคนกว่าจะเจอคนที่เข้ากันได้สักคน ฉะนั้นจึงต้องตรวจคัดกรองคนจำนวนมากกว่าจะเจอคนที่เข้ากันได้

ความที่มูลนิธิพุทธฉือจี้มีสมาชิกและอาสาสมัครจำนวนมากที่อยากช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ มีอาสาสมัครเป็นแสนๆ คนที่ยินดี บริจาคไขกระดูกเพื่อช่วยเพื่อนมนุษย์ที่เจ็บป่วยให้มีโอกาสรอดชีวิต เขาก็เจาะเลือดอาสาสมัครเหล่านี้ตรวจว่ามีเนื้อหนังเป็นชนิดอะไร แล้วก็ลงทะเบียนไว้ เมื่อมีคนไข้ที่ต้องการปลูกถ่ายไขกระดูกก็ตรวจดูว่าเนื้อหนังเป็นชนิดใด เนื้อหนังชนิดใด (Tissue type) นี้เป็นคนละอย่างกับเรื่องหมู่เลือด เมื่อรู้ว่าคนไข้มีเนื้อหนังชนิดใดแล้วก็จะรู้ว่าเข้ากันได้หรือไม่ได้กับใคร ถ้าธนาคารไขกระดูกมีอาสาสมัครจำนวนมากเป็นเรือนแสน โอกาสที่จะเจอคนที่เข้ากันได้ก็มีมากขึ้น

ธนาคารไขกระดูกของชาวฉือจี้ใหญ่ที่สุด จึงมีประเทศต่างๆ ขอบริจาคไขกระดูกมา รวมทั้งจากโรงพยาบาลรามาธิบดีของไทยด้วย ผู้บริจาคไขกระดูกถือเป็นผู้เสียสละอย่างสูง ใครบริจาคให้ใคร เขาก็นำมาสื่อสารยกย่องกัน

ตอนเย็นคณะเรานั่งเครื่องบินภายในประเทศไปเมืองฮวาเหลียน ที่ฮวาเหลียนนี้เป็นเมืองที่ในที่สุดท่านธรรมาจารย์เจิ้งเหยียนได้มาปักหลักสร้างฐานของขบวนการฉือจี้ ถือว่าสำนักงานใหญ่ของมูลนิธิพุทธฉือจี้ สมณารามของท่านธรรมาจารย์อยู่ที่นี้ และยังประกอบไปด้วยโรงเรียน โรงพยาบาล มหาวิทยาลัย โรงเรียนแพทย์
คืนนี้คณะของเราได้นอนแต่หัวค่ำหน่อยเพราะตอนเช้าไม่ต้องรีบร้อนนัก

ในการเดินทางจากเมืองหนึ่งสู่อีกเมืองหนึ่ง บางครั้งต้องนอนดึกตื่นแต่เช้าและแพ็กกระเป๋าเพื่อออกเดินทางในวันรุ่งขึ้น ก็อาจเป็นความกดดันได้อย่างหนึ่ง
เช้าวันศุกร์ที่ ๒๘ เมษายน พ.ศ.๒๕๔๙ คณะเราไปเยี่ยมสำนักงานใหญ่ของมูลนิธิพุทธฉือจี้ ชมหอจิตนิ่ง (Still Thought Hall) อันสวยงาม (ซึ่งคุณหมออุกฤษฏ์คงจะนำรูปมาลงไว้ให้ดู) ชมพิพิธภัณฑ์ ดูบ้านเล็กๆ หลังแรกที่ท่านธรรมาจารย์แรกมาตั้งหลักที่นี่ ที่สมณารามนี้มีแต่ภิกษุณี ไม่มีภิกษุ ภิกษุณีที่นี่ทำงานเลี้ยงชีพ เช่น ปลูกผัก ทำเทียนขาย เพราะถือหลักว่าไม่กินไม่ใช้จากเงินบริจาค เงินบริจาคต้องนำไปทำประโยชน์หมด ไม่เอามากินมาใช้เอง วัตรปฏิบัติในข้อนี้ก่อให้เกิดศรัทธาแก่ประชาชนอย่างใหญ่หลวง ไม่เหมือนบางแห่งที่ประชาชนไม่แน่ใจว่าเงินทำบุญไปตกเข้าพกเข้าห่อหรือย่ามของพระภิกษุจนร่ำรวยเป็นเศรษฐีเงินล้าน ขณะที่งานของพระศาสนาเสื่อมโทรม

มูลนิธิพุทธฉือจี้มีมหาวิทยาลัยและโรงเรียนแพทย์ โรงเรียนพยาบาลของตนเองด้วย  ที่โรงเรียนพยาบาลเขานำเด็กผู้หญิงของชนเผ่าดั้งเดิมของเกาะไต้หวันซึ่งกลายเป็นคนชายขอบไปแล้ว มาส่งเสียให้เรียนจบแล้วได้ทำงานเป็นพยาบาลอันมีเกียรติ รับใช้เพื่อนมนุษย์

อธิการบดีเลี้ยงอาหารกลางวัน เป็นข้าวกล่องในมหาวิทยาลัย แต่กล่องของเขาสวยงาม มีอาหารมังสวิรัติหลายชนิดอร่อย แต่มากจนกินไม่หมด มาดามของอธิการบดีแต่งชุดจีน สวยสง่าสุภาพแสดงวิธีชงชาให้เราชม และดีดกู่เจิ้งให้เราฟัง ทุกท่วงท่าสงบ มีสติและงาม เธออธิบายพิธีชงชานี้เป็นประเพณีโบราณของจีน ญี่ปุ่นเอาไปจากจีน เรามักเข้าใจว่าพิธีชงชาคือญี่ปุ่น เรามักเคยเจอแต่คนจีนที่รุกรี้รุกรนเสียงดังไม่เกรงใจผู้อื่น แต่คนจีนที่เราไปเจอในธรรมสัญจรนี้ ดูเป็นผู้ดี สุภาพ มีศิลปะงดงาม เลยทำให้ตั้งสมมุติฐาน โดยไม่ได้ตรวจสอบหลักฐานซึ่งอาจผิด ว่าคนจีนที่เราเจอเวลาเดินทางกับที่เราเจอในคราวธรรมสัญจรนี้มีพื้นฐานที่ต่างกัน พวกหนึ่งเป็นคนจีนที่ยากจน แต่คนจีนที่ตามเจียงไคเช็กหนีคอมมิวนิสต์ข้ามมาเกาะไต้หวันเป็นคนจีนชั้นสูง

นักเรียนแพทย์ของเขาจะต้องเรียนวิธีชงชา จัดดอกไม้และวาดรูปด้วย เพื่อทำให้จิตใจอ่อนโยน มีผู้กล่าวว่าแพทย์เรียนมาแต่ทางวิทยาศาสตร์ถึงจะฉลาด แต่วิธีคิดหยาบกระด้าง ในการประชุมแพทยศาสตร์ศึกษาของไทยครั้งที่ ๘ ที่จะจัดต่อไป โดยโรงเรียนแพทย์ทุกแห่งเข้าร่วม จะมีหัวข้อหลักคือ "แพทยศาสตร์ศึกษาที่มีหัวใจของความเป็นมนุษย์" หัวข้อนี้คงเกิดจากความบันดาลใจจากการไปเยี่ยมมูลนิธิพุทธฉือจี้ไม่มากก็น้อย คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาลจะเป็นผู้ประสานงานหลักในการประชุมคราวนี้

เมื่อกลางเดือนพฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๕๐ มีคนกลุ่มเล็กๆ นั่งสนทนากันที่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ในเรื่องแพทยศาสตร์ศึกษาที่มีหัวใจของความ เป็นมนุษย์ ประกอบด้วย นายแพทย์โกมาตร จึงเสถียรทรัพย์ นายแพทย์ประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์ นายแพทย์ สงวน นิตยารัมภ์พงศ์ นายแพทย์อนุวัฒน์ ศุภชุติกุล และผม โดยมีทีมของรองคณบดีฝ่ายการศึกษาของศิริราช (นายแพทย์สรนิต ศิลธรรม) เป็นคณะเลขานุการ หมอโกมาตรได้เล่าเรื่องว่ามีการวิจัยในต่างประเทศที่ให้นักศึกษาแพทย์ได้เรียนรู้จากวรรณกรรม กวีนิพนธ์ ปรากฏว่าทำให้ สามารถคิดได้ละเอียดและเชื่อมโยงมากขึ้น

ที่ว่าริมน้ำเจ้าพระยานั้น คือที่คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล แต่เป็นตึกที่อยู่ติดกับแม่น้ำเจ้าพระยา
        (ยังมีต่อ)

ข้อมูลสื่อ

340-018
นิตยสารหมอชาวบ้าน 340
สิงหาคม 2550
ศ.นพ.ประเวศ วะสี